พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 101 ตระกูลเจียงมาเยือน
เจียงเซิงเพิ่งเดินเข้าไป สตรีอีกคนที่ขวางประตูก็กลับเข้ามา
เพียงได้ยินคำว่า “คุณหนูสามเจียง” นางก็สับสนเล็กน้อย
คุณหนูสามเจียงที่ว่าไม่ใช่เพิ่งพาคนเข้าไปหรอกหรือ ทำไมจึง
กลับมาอีกรอบ
ทว่าคิดไปถึงผู้คนจากตระกูลระดับสูงเช่นนี้ คงไม่มีใครกล้าแอบ
อ้างชื่อแบบนั้น นางจึงวางใจลง แล้วพูดคุยหยอกล้อกับลูกค้าคนอื่น
อย่างออกรสออกชาติ
ภายในร้านอวี่เจินฟาง
เจียงเซิงก็ยังแปลกใจเช่นกัน ตระกูลเจียงมีคุณหนูสามตั้งแต่
เมื่อไหร่ นางมีพี่ชายที่ชื่อเจียงซานก็จริง แต่เขาเป็นเพียงเด็กชายคน
หนึ่งเท่านั้น
ขณะครุ่นคิด นางก็กวาดสายตามองหาเฉียวอวี่เหอไปทั่วร้าน
จึงไม่ทันสังเกตเห็นร่างระหงสองร่างที่ยืนขมวดคิ้วมองมา
“พวกเรามาถึงก่อนแท้ ๆ เพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามากลับมีคนมาแอบ
อ้างชื่อเสียง เขตอันสุ่ยช่างเป็นเขตชนบทห่างไกลและไร้มารยาทจริง
ๆ แม้แต่คนต ่าต้อยเช่นนี้ก็ยังกล้าทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ได้!” เสียง
หนึ่งเอ่ยอย่างประชดประชัน
เจียงเซิงเงยหน้ามองด้วยความสงสัย และพบว่านางไม่รู้จักคน
พวกนั้น จึงก้มหน้าก้มตาตามหาเฉียวอวี่เหอต่อไป
“หึ แกล้งทำเป็นโง่เง่าเสียแล้ว สถานที่ต ่าต้อยก็ย่อมอบรมได้แค่
คนต ่าต้อย คนชั้นต ่าไม่ควรมีที่ยืนจริง ๆ” คนผู้นั้นโมโหจนตัวเริ่มสั่น
นางยังหันไปบอกคนข้าง ๆ ว่า “คุณหนู เด็กคนนี้แอบอ้างชื่อ
ของท่าน ท่านไม่จัดการอะไรสักหน่อยหรือเจ้าคะ”
ได้ยินดังนั้น เจียงเซิงถึงเพิ่งรู้ตัว นางคงได้รับผลจากการถูก
เข้าใจผิดว่าเป็น ‘คุณหนูสามเจียง’ จึงได้เข้ามาและบังเอิญพบกับ
คุณหนูสามเจียงตัวจริงเข้า
นางพินิจพิเคราะห์คุณหนูสามเจียงผู้นี้ เห็นเป็นเพียงเด็กสาววัย
ไล่เลี่ยกับตน แต่ทั้งตัวกลับแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ดูสูงศักดิ์
และรู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง
เหมือนคนที่นางเคยพบหน้าเรือนโยวหรานในเขตอันสุ่ยเมื่อปี
ก่อน
ยามนั้นอีกฝ่ายแต่งกายหรูหราโอ่อ่า ท่าทางเย่อหยิ่งจองหองและ
ไม่ชายตามองผู้ใด เจียงเซิงเปรียบได้กับหนูตัวหนึ่ง พาลให้รู้สึกไม่
สบอารมณ์ แต่นางก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
ทว่าตอนนี้ สีหน้าเคร่งขรึมกับดวงตาเย็นชาไร้ซึ่งแววสดใส
เหมือนคนซึ่งผ่านโลกมามากมาย จนกลายเป็นคนเด็ดเดี่ยวและเย็น
ชาไปแล้ว
เมื่อสาวใช้ข้างกายกล่าวยุแยงเสร็จ คุณหนูสามเจียงก็จ้องมอง
เจียงเซิงด้วยแววตาเย็นเยียบ ราวกับว่าจะระเบิดอารมณ์ใส่นางในเร็ว
ๆ นี้
ใช่ว่าเจียงเซิงน้อยเพิ่งเคยเห็นแววตาเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้ เวลานางลักลอบกินดื่มแล้วถูกเจ้าของบ้านจับได้ คน
ส่วนใหญ่ก็มักมองนางด้วยสายตาแบบนี้ จากนั้นไม่นานก็ต้องถูก
เฆี่ยนตีอย่างหนัก
ต่อมาเมื่อถูกทุบตีบ่อยเข้า เจียงเซิงก็มีประสบการณ์และรู้ว่าอย่า
ขัดขืน อย่าร้องขอ เพียงกัดฟันอดทนรอให้มันผ่านไป หลังหลับตาปี๋
และลืมขึ้นมา ทุกอย่างก็จะจบสิ้น
หากฉลาดสักหน่อย ยอมคุกเข่ารับโทษยิ่งจะดีกว่า
แต่เพราะถูกพี่ชายทั้งห้าตามใจจนเคยตัว นางรับนิสัยแข็งกร้าว
มาจากพี่ใหญ่ เจียงเซิงรู้สึกว่าแข้งขาแข็งทื่อขึ้นมา นาง…ยอมคุกเข่า
ไม่ลงเสียแล้ว
ในขณะที่เจียงเซิงกำลังต่อสู้กับความคิด ระหว่างถูกทุบตีกับ
รักษาศักดิ์ศรี คุณหนูสามเจียงก็มองนางด้วยแววตาเย็นเยียบขึ้น
เรื่อย ๆ
ทันใดนั้นก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามา
“ฮวนฮวน” ท่าทางของเขาดูสดใสร่าเริง โผล่มายืนอยู่ตรงหน้า
คุณหนูสามเจียง ขับไล่ความเย็นยะเยียบรอบข้างไปจนหมด “เจ้า
อย่าเอาแต่ใจอีกเลย ท่านพ่อท่านแม่มารับเจ้าจากเมืองหลวงแล้ว”
คุณหนูสามเจียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มออกมาทั้งน ้าตา
นางสะอื้นกล่าวเบา ๆ ว่า “ข้า…ข้านึกว่า…ท่านพ่อท่านแม่ไม่
ต้องการข้าแล้ว…พวกท่านจะไม่สนใจข้าแล้ว…”
“ไม่หรอก เจ้าจะเป็นคุณหนูสามของตระกูลเจียงตลอดไป เป็น
ลูกสาวที่พวกเขารักที่สุด” เจียงเฉิงจงปลอบโยนนาง “ครั้งนี้เจ้าขัดใจ
ท่านพ่อท่านแม่ จึงต้องอยู่ที่เขตอันสุ่ยถึงสามเดือนเต็ม ตอนนี้พวก
เขาคิดถึงเจ้าแทบแย่แล้ว รีบไปพบพวกเขากันเถอะ”
“ท่านพี่หมายความว่า ท่านพ่อท่านแม่รออยู่นอกร้านหรือ”
คุณหนูสามเจียงดีใจจนทำอะไรไม่ถูก “เช่นนั้นข้าจะรีบออกไป
เดี๋ยวนี้”
ว่าจบนางก็รีบสาวเท้าออกไป
แต่เดินไปได้สองก้าวกลับเกิดอาการหวาดกลัว จึงหันกลับมาดึง
ชายแขนเสื้อของเจียงเฉิงจง “ท่านพี่ ท่านไปกับข้าด้วย”
“ได้สิ” เจียงเฉิงจงตอบรับ สีหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู
พวกเขาจากไปด้วยความยินดี แม้แต่สาวใช้ก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้
เจียงเซิงจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดก็ยืดคอที่หดลง
ไปขึ้นมาได้ นางรู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมองอยู่ พอหันไปมองก็เห็น
เฉียวอวี่เหอยืนอยู่ที่มุมห้อง มองนางด้วยสายตาเวทนา
โอกาสมาถึงแล้ว!
เจียงเซิงยื่นมือออกไปบีบที่เอวตัวเอง ดวงตากลมโตเอ่อคลอไป
ด้วยน ้าตา นางวิ่งโซซัดโซเซไปหาเฉียวอวี่เหอ แล้วเอ่ยเพียงแค่สอง
คำว่า “ท่านแม่…”
จากการสืบข่าวของเจียงซาน บุตรสาวคนโตของเฉียวอวี่เหอมี
อายุไล่เลี่ยกับเจียงเซิง
บางทีอาจเป็นเพราะสถานการณ์เมื่อครู่ทำให้เฉียวอวี่เหอใจอ่อน
หรือเพราะความรักที่มีต่อบุตรสาว ทำให้รักและเอ็นดูเด็กคนอื่นไป
ด้วย สรุปคือ ตอนที่เจียงเซิงรู้สึกตัวอีกที นางก็ถูกพามานั่งอยู่ใน
ห้องพักของร้านอวี่เจินฟางแล้ว
เฉียวอวี่เหอนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะมีขนมกุ้ยฮวาที่เด็กผู้หญิง
ทุกคนชื่นชอบ และน ้าชารสหวานอีกสองถ้วย
“ขอบคุณนายหญิงเจ้าค่ะ” เจียงเซิงยิ้มหวาน หยิบขนมกุ้ยฮวา
มากัดกินสองสามคำ
เฉียวอวี่เหอมองด้วยแววตาอ่อนโยน “ค่อย ๆ กินก็ได้”
เจียงเซิงพยักหน้าพลางกินอย่างเอร็ดอร่อยจนสำลัก นางรีบยก
น ้าชาขึ้นดื่มตาม
ระหว่างนั้น เฉียวอวี่เหอยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่แสดงท่าที
รำคาญออกมาแม้แต่น้อย
เจียงเซิงรู้สึกโล่งใจ นางกลืนขนมชิ้นสุดท้ายลงคอ พลางเงยหน้า
ขึ้นมองอย่างว่าง่าย “ท่านป้า ข้ามีเรื่องอยากจะบอกท่าน ข้าอยากจะ
บอกกับท่านป้าเพียงลำพังเจ้าค่ะ”
ตอนแรกเฉียวอวี่เหอก็ไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งเจียงเซิงหยิบ
กระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ เผยให้เห็นตัวอักษรสองตัวที่
เขียนว่า ‘ฉินเฟิง’ สีหน้านางพลันเปลี่ยนไปอย่างมาก ก่อนจะรีบหา
ข้ออ้างไล่สาวใช้ออกไปข้างนอก
เป็นไปตามที่สวี่โม่คาดการณ์ไว้ ชีวิตที่สุขสบายมาสิบปีไม่ได้ทำ
ให้เฉียวอวี่เหอหลงลืมความตั้งใจแรกเริ่ม นางยังคงจำได้ว่าตนเอง
เป็นสะใภ้ของตระกูลฉิน คนที่นางรักคือชายหนุ่มผู้แสนใจดีที่ชื่อ ฉิน
เฟิง
การที่นางยังคงอยู่ในตระกูลซุน เป็นเพราะชีวิตของคนใน
ครอบครัวอีกเจ็ดแปดชีวิต นางหวังว่าบิดามารดาจะมีชีวิตสุขสบาย
ในบั้นปลายชีวิต หวังว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้จะมีชีวิตสงบสุข หวังว่า
หลานชายและหลานสาวจะเติบโตอย่างแข็งแรง
แต่ตอนนี้ ในที่สุดนางก็รู้ว่าคนในครอบครัวของนาง กลายเป็น
วิญญาณอยู่ใต้คมกระบี่ผู้อื่นไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว
เฉียวอวี่เหอทั้งตกใจกลัว ร้องไห้ สับสน เสียใจ และหวาดผวา
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อนไม่ได้ ญาติพี่
น้องที่ตายไปแล้วก็ไม่อาจฟื้นคืนชีพได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ข้างนอกยังมีสาวใช้และผู้คนมากมาย นางจึงไม่
แม้แต่จะร้องไห้เสียงดัง ทำได้เพียงยกมือขึ้นปิดปากปล่อยให้น ้าตา
ไหลรินเงียบ ๆ
“นายหญิง” เจียงเซิงรู้สึกเศร้าใจเช่นกัน นางสะอื้นเอ่ย “คนตาย
ไปแล้ว ท่านป้าปล่อยวางเถอะ”
เฉียวอวี่เหอส่ายหน้า น ้าตายิ่งไหลพราก
ชั่วครู่หนึ่งเมื่อนางควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว จึงมองไปยัง
เจียงเซิง “เจ้าว่ามาเถอะ อยากให้ข้าทำอะไร”
นางฉลาดมาก รู้ว่าไม่มีใครจะขุดคุ้ยเรื่องเก่ามาโดยไม่มีเหตุผล
“ไม่ว่าพวกเจ้าจะให้ข้าทำอะไร ข้าจะทำให้ทุกอย่าง” แววตาของ
เฉียวอวี่เหอเต็มไปด้วยความเคียดแค้น “ขอเพียงสามารถล้างแค้น
ให้กับชีวิตของคนตระกูลฉินและตระกูลเฉียวสิบกว่าชีวิตได้ ข้าจะทำ
ทุกอย่าง”
เมื่อมาถึงจุดนี้ ภารกิจของเจียงเซิงก็เสร็จสิ้น
ส่วนการทดสอบที่เหลือว่าเฉียวอวี่เหอยังคิดถึงลูก ๆ ทั้งสอง
หรือไม่ มีความตั้งใจจะแก้แค้นจริง ๆ หรือไม่ และจะแก้แค้นอย่างไร
เป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่แล้ว
นางกระโดดลงจากเก้าอี้ พูดด้วยน ้าเสียงสดใส “เช่นนั้นก็
ขอบคุณท่านป้าที่ให้ขนมข้ากินเจ้าค่ะ”
เฉียวอวี่เหอเช็ดน ้าตาตรงมุมตา ตะโกนบอกคนที่อยู่หน้าประตู
ว่า “ห่อขนมกุ้ยฮวาอีกสองห่อให้เด็กคนนี้ด้วย”
หน้าร้านอวี่เจินฟาง
เจียงเซิงกอดขนมกุ้ยฮวาอุ่น ๆ สองห่อไว้ ด้านหน้ามีคนอยู่ข้าง
นอกมากมายยืนออกันเป็นกลุ่ม ๆ
นางกลัวว่าขนมจะถูกเบียดจึงกอดไว้แนบอก แล้วกระโดดโลด
เต้นออกไป
ทันทีที่ก้าวเท้าออกธรณีประตู คนกลุ่มนั้นก็เคลื่อนไหว
สารถีสะบัดแส้ สาวใช้และองครักษ์เดินขนาบข้างซ้ายขวา ดู
ยิ่งใหญ่อลังการกว่าขบวนของท่านผู้ว่าการเขตเสียอีก
ทว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจียงเซิง นางเหลือบไปเห็น
ฟางเหิงที่สวมหมวกอยู่ท่ามกลางฝูงชน ก็โบกมือด้วยความดีใจ “พี่
สาม!”
ในเวลาเดียวกัน รถม้าก็เคลื่อนตัว
ภายในรถม้า สมาชิกตระกูลเจียงทั้งสี่คนหัวเราะร่าอย่างมี
ความสุข สวนทางกับเจียงเซิงที่กำลังกอดขนมกุ้ยฮวาเอาไว้แน่น