พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 102 ร้องเรียนซุนอวี้
“เจียงเซิงน้อย” ฟางเหิงเห็นน้องสาวแล้วเช่นกัน เขาถอนหายใจ
ออกมาอย่างโล่งอก รีบตรงเข้ามาหาพลางสังเกตดูนางตั้งแต่หัวจรด
เท้า ก่อนจะปล่อยมือ “ที่ร้านอวี่เจินฟาง เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า”
สวี่โม่กำชับนักหนาว่าห้ามให้เจียงเซิงน้อยคลาดสายตาไปจาก
ฟางเหิง แผนการทุกอย่างต้องดำเนินการอยู่นอกร้านอวี่เจินฟาง
แต่ไม่คิดว่าน้องสาวตัวน้อยจะมีความคิดเป็นของตัวเอง ติดตาม
อีกฝ่ายเข้าร้านไปเสียก่อน
โชคยังดีที่คนปลอดภัยดี ทั้งยังได้ขนมดอกกุ้ยฮวาติดมือมาด้วย
สองห่อ
“พี่สามทานเถอะ” เจียงเซิงยกมือขึ้น ขนมดอกกุ้ยฮวายังอุ่นอยู่
นางส่งผ่านหมวกสาน ป้อนเข้าปากของฟางเหิง
คำพูดที่เหลือจึงได้แต่ติดอยู่ในลำคอ
ฟางเหิงไม่มีทางเลือก นอกจากอุ้มเจียงเซิงขึ้นมา พอดีกับเจียง
ซานที่ขับรถม้ามาถึง พี่น้องทั้งสองจึงขึ้นรถม้า มุ่งตรงไปยังเรือน
ดอกไม้
เมื่อกลับถึงเรือน
พี่ชายทั้งหลายที่ไม่มีอะไรทำ ก็ต่างล้อมวงกันจ้องมองเจียงเซิง
ด้วยตาเป็นประกาย
“ได้ยินว่าเจ้าแอบตามคนเข้าไปในร้านอวี่เจินฟางอย่างนั้นหรือ”
น ้าเสียงสวี่โม่แม้จะเบา แต่แฝงไปด้วยความกดดัน
“ข้าถามจากคนในร้านอวี่เจินฟาง เจ้าถูกคนรังแกมาหรือ” เจิ้ง
หรูเชียนขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเขาไม่พอใจมาก ๆ
“ผู้ใดรังแกนาง! เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เวินจืออวิ่นยื่น
มือออกมา คิดจะจับชีพจรให้เจียงเซิง
ส่วนคนที่เหลืออย่างจ่างเยี่ยนเคาะโต๊ะด้วยสายตาเย็นชา
“ตระกูลเจียงอีกแล้วหรือ”
เจียงเซิงแย้มยิ้ม ไม่นึกกลัวใครทั้งนั้น หยิบขนมดอกกุ้ยฮวาออก
มาแล้วป้อนเข้าปากให้พี่ชายคนละชิ้น
สุดท้ายตัวเองก็หยิบทานไปสองสามคำ “หอมหรือไม่ ท่านป้า
เฉียวให้ข้ามา ที่นั่นยังมีชาน ้าผึ้งด้วย มันทั้งหอมทั้งหวาน ดื่มแล้ว
อร่อยมากเลย”
การทำแบบนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อปกปิดเรื่องราวชัด ๆ
สวี่โม่ไม่ให้โอกาสนางไม่แต่น้อย หันขวับไปมองฟางเหิง “เจ้าพูด
มา”
“น่าจะเป็นคนตระกูลเจียง” ฟางเหิงไม่ลังเลที่จะขายเรื่องน้องสาว
ตัวเอง “ได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพใหญ่เจียงกับฮูหยินมาด้วยตัวเอง เพียง
เพื่อมารับตัวคุณหนูสามเจียงที่หนีออกจากบ้าน ข้าได้ยืนยันจากคน
ด้านนอกแล้ว ว่าท่านแม่ทัพใหญ่เจียงและฮูหยินไม่ได้เข้าไปใน
ร้านอวี่เจินฟาง แต่เป็นคุณหนูสามเจียงที่วิ่งออกมาจากร้าน”
สวี่โม่พยักหน้าเบา ๆ มองไปยังจ่างเยี่ยน “คำว่า ‘อีกแล้ว’ ของ
เจ้าคือสิ่งใด”
สมกับเป็นพี่ใหญ่ เขาฟังออกถึงประเด็นสำคัญได้ทันที
จ่างเยี่ยนไม่เกรงใจ เล่าเรื่องที่สาวใช้ของคุณหนูสามเจียงผลัก
เจียงเซิงเมื่อปีก่อนออกมาทั้งหมด
สีหน้าของสวี่โม่พลันบึ้งตึงลง
แม้ว่าตระกูลเจียงจะเป็นเหมือนภูเขาสูงชันสำหรับพวกเขา แต่
น้องสาวคือเกล็ดย้อนมังกรของพวกเขา ผู้ใดกล้ามารังแกน้องสาว
คนผู้นั้นจะถูกจารึกไว้ลงบัญชีในใจของพวกเขา
หากมีโอกาสในอนาคต…เหอะ!
เพียงแต่คำพูดนี้คงไม่สามารถพูดออกไปได้ เพราะกลัวเจียงเซิง
จะกังวล กลัวว่านางจะหวาดกลัว
เรื่องบางเรื่อง ขอแค่พี่น้องเข้าใจตรงกันก็พอ
สวี่โม่มองจ่างเยี่ยนอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเรื่องด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ว่า “เข้าเรื่องของเฉียวอวี่เหอเถอะ”
เจียงเซิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด นาง
กลับมาสดใสร่าเริง และเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ อีกครั้ง สุดท้ายจึงพูดว่า
“ท่านป้าบอกว่า วันมะรืนนี้นางจะไปดื่มชาที่เรือนโยวหราน”
เรือนโยวหรานเป็นร้านอาหาร มีผู้คนพลุกพล่าน สามารถปกปิด
ร่องรอยการพบปะกันของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
สวี่โม่พยักหน้าเบา ๆ พลางจดจำไว้ขึ้นใจ
………
สามวันต่อมา เขาพาฟางเหิง เจียงซาน และเจียงซื่อเข้าไปใน
เรือนโยวหราน
เจิ้งหรูเชียนถือโอกาสนี้ไปส่งถั่วฝักยาวดองสองเกวียน และดึงตัว
เถ้าแก่ฮ่าวมาพูดคุยกันตรงทางเดิน พร้อมกับสอดส่องต้นทางไปด้วย
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา
สวี่โม่ก็จากไปเงียบ ๆ ส่วนเฉียวอวี่เหอ หลังจากทานอาหารจน
อิ่มหนำ ก็เดินกลับตระกูลซุนอย่างสบายใจ
พวกเขาสนทนากันด้วยความราบรื่น
เพื่อทำให้สวี่โม่เชื่อมั่นในการลงมือแก้แค้นให้ตระกูลฉินและ
ตระกูลเฉียว เฉียวอวี่เหอยอมมอบหลักฐานการเก็บภาษีอย่างไม่เป็น
ธรรม การเข่นฆ่าบ่าวรับใช้โดยไร้เหตุผล และการยักยอกทรัพย์สิน
ของตระกูลหวังที่ซุนอวี้ก่อไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
สวี่โม่ส่งมอบและเปลี่ยนมือให้หวังฝูเฟิงเป็นคนไปจัดการ
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงหลักฐานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถทำให้ตระกูล
หวังวุ่นวาย และทำให้ชื่อเสียงของซุนอวี้เสื่อมเสียหรือสูญเสียเงินทอง
ชดใช้ได้
แต่มันไม่อาจเอาชีวิตพวกเขาได้
ดังนั้น หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว เฉียวอวี่เหอ
ตัดสินใจใช้โอกาสที่ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยยังอยู่ในตำแหน่ง จะไปตี
กลองร้องทุกข์และขอเข้าพบเพื่อร้องเรียน
พร้อมกันกับที่เจียงอีและเจียงเอ้อร์รวบรวมหลักฐานกลับมาแล้ว
ด้วย
ในบ่ายวันหนึ่งที่แสงแดดส่องจ้า เฉียวอวี่เหอทานอาหารกับลูก ๆ
อย่างมีความสุข ก่อนบอกปัดไม่ให้สาวใช้ติดตาม แล้วเดินทางไปที่
หน้าศาลเขตเพียงลำพัง
เดิมทีนางเป็นหญิงสาวร่างเล็ก ย่อมบ่าแบกมือหิ้วไม่ไหว แต่
ความแค้นที่ถูกพรากชีวิตไปกว่าสิบชีวิตฝังแน่นอยู่ในจิตใจ ทำให้
นางยกไม้ตีกลองร้องทุกข์อย่างแรงไปหลายสิบครั้ง
จนกระทั่งร่างกายเหนื่อยล้า ยกไม้ตีกลองไม่ไหวอีก นางจึง
คุกเข่าลงหน้าประตูศาลเขต ร้องไห้จนน ้าตาแทบกลายเป็นสายเลือด
ว่า “ข้า เฉียวอวี่เหอ ขอร้องเรียนซุนอวี้แห่งตระกูลซุน ว่าฆ่าคนใน
ครอบครัวอดีตสามีข้ากับพี่น้องของข้ากว่าสิบชีวิต ขอท่านผู้ว่าการ
โปรดให้ความเป็นธรรม ขอท่านผู้ว่าการโปรดให้ความเป็นธรรม
ด้วย!”
เสียงนางร้องบอกดังขนาดนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ในศาลเขตต่าง
ตกใจ และทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาพากันมุงดู พร้อมกับซุบซิบ
นินทาเฉียวอวี่เหอ
ไม่นาน ประตูศาลเขตก็เปิดออก ที่ปรึกษาขมวดคิ้วมาปรากฏตัว
ต่อหน้านาง “การตีกลองร้องทุกข์ ตีแค่สามครั้งก็พอแล้ว เหตุใดจึงตี
มากมายเช่นนี้ด้วย”
“เพราะข้ามีเรื่องคับแค้นใจยิ่งนัก หากร่างกายยังมีแรง คงตีกลอง
ร้องทุกข์ใบนี้จนแตกไปแล้ว!” เฉียวอวี่เหอกล่าวอย่างองอาจ “ขอ
ท่านผู้ว่าการโปรดให้ความเป็นธรรม ข้ามาเพื่อทวงความยุติธรรม
ให้กับผู้บริสุทธิ์กว่าสิบชีวิต ขอท่านโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!”
ที่ปรึกษาเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาเป็นเพียงผู้ที่ได้รับการว่าจ้างให้มาจัดการเรื่องต่าง ๆ ด้วยเบี้ย
หวัดที่สูง สามารถตัดสินใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ แต่ไม่อาจตัดสินคดี
ใหญ่โตเช่นนี้ จึงตัดสินใจทันทีว่า “ไปเชิญท่านผู้ว่าการมา”
ไม่นาน ท่านผู้ว่าการเขตก็มาถึง
เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากมุงอยู่หน้าศาลเขต และกลองร้องทุกข์ที่
ดูเหมือนจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก เขาก็ถอนหายใจ รู้ว่าคราว
นี้ต้องเป็นคดีใหญ่โตแน่ ๆ
คดีใหญ่ครั้งล่าสุดคือเรื่องของนายอำเภอเซี่ยหยางคนเก่า
ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับคนอีกกี่คนกัน
ท่านผู้ว่าการเขตขมวดคิ้วแน่น แต่ก็ยังเดินเข้าไปในศาลเขต
อย่างไม่ลังเล และสั่งเปิดศาล
ยังคงเป็นป้ายตัดสินคดีเที่ยงธรรมชัดแจ้งอยู่สูงเด่น และค้อน
ตัดสินกับโต๊ะที่ตั้งตระหง่าน
เฉียวอวี่เหอคุกเข่าอยู่ในศาล เล่าเรื่องราวความคับแค้นใจตลอด
สิบปีที่ผ่านมาอย่างละเอียด
ท่านผู้ว่าการเขตนิ่งไปครู่หนึ่ง “เจ้าเป็นอนุภรรยาของตระกูลซุน
มีลูกสองคนให้กับตระกูลซุน แต่ตอนนี้กลับมาร้องเรียนตระกูลซุน
เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าลูก ๆ ของเจ้าจะใช้ชีวิตอย่างไรในอนาคต”
หากชนะคดี ก็ต้องสูญเสียที่พึ่งพิงจากครอบครัว
หากแพ้คดี ชีวิตพวกเขาก็ไม่ต่างจากคนตาย
สีหน้าของเฉียวอวี่เหอมุ่งมั่น “ลูก ๆ ของข้าบริสุทธิ์ แต่คนใน
ครอบครัวและคนบ้านอดีตสามีที่ถูกฆ่าตายไปกว่าสิบชีวิตนั้นบริสุทธิ์
ยิ่งกว่า ข้าไม่เสียใจ ขอเพียงท่านพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยรู้สึกสะเทือนใจกับความแน่วแน่ของนาง จึง
เคาะไม้ สั่งให้นำตัวซุนอวี้มา
ไม่นาน ชายวัยสามสิบกว่าปีไว้หนวดเคราแพะสั้นก็มาถึงศาล
เขต เขาเคยเป็นนายอำเภอมาก่อน ดังนั้นย่อมมีชื่อเสียงและไม่
จำเป็นต้องคุกเข่าลง
แต่เมื่อเข้าไปในศาล เขาก็ยังไม่ลังเลที่จะสะบัดชายเสื้อคุกเข่าลง
และพูดจาเสียงดังว่า “เป็นข้าที่ดูแลคนในบ้านไม่เข้มงวด ปล่อยให้
อนุภรรยาตัวเล็ก ๆ วิ่งมาก่อเรื่องเช่นนี้ คงทำให้ใต้เท้าเห็นเรื่องน่าอับ
อายเสียแล้ว”
กลับกลายเป็นว่าเรื่องการตายของคนกว่าสิบชีวิต ถูกเขากล่าว
ว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว
จากนั้นเขาก็พูดจาหว่านล้อม พยายามบิดเบือนความตายของ
คนตระกูลฉินและตระกูลเฉียวว่าเป็นอุบัติเหตุ และเฉียวอวี่เหอถูกคน
หลอกใช้จึงทำเรื่องสิ้นคิดเช่นนี้
“ซุนอวี้!” เฉียวอวี่เหอตะโกนด้วยความโกรธแค้น “เจ้าพูดจา
เหลวไหลอะไร มันชัดเจนว่าเจ้าฆ่าสามีข้า ฆ่าคนไปกว่าสิบชีวิต”
“โอ้ จริงหรือ” ซุนอวี้ยกยิ้มเล็กน้อย “เฉียวอวี่เหอ ที่นี่คือศาล
คำพูดและการกระทำล้วนต้องมีหลักฐาน แล้วเจ้ามีหลักฐานหรือ
อย่างไร”
เขามีท่าทางราวกับมั่นใจมากเหลือเกิน