พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 103 ความตายของเฉียวอวี่เหอ
ซุนอวี้ไม่ได้มั่นใจอย่างไร้เหตุผล
ประการแรก คดีนี้ผ่านมานานกว่าสิบปีแล้ว การจะสืบสวนไปถึง
ที่เกิดเหตุย่อมเป็นไปไม่ได้เลย หลักฐานทุกอย่างล้วนถูกกาลเวลา
กลืนกิน เหลือเพียงคำให้การของผู้คน ซึ่งถูกกำจัดไปหมดแล้ว
เมื่อขุนนางต้องการทำสิ่งใดก็เหมือนท้องฟ้าเหนือศีรษะผู้คนก็
พังทลาย และประชาชนก็ทำได้เพียงร้องไห้และหลบหนี
ยิ่งซุนอวี้มั่นใจมากเท่าใด ยิ่งพิสูจน์ว่าโศกนาฏกรรมในปีนั้น
โหดร้ายมากเท่านั้น
และทำให้เฉียวอวี่เหอโกรธแค้นยิ่งกว่าเก่า
“สุนัขซุน! เจ้าคงคิดผิดไปแล้ว หากข้าไม่มีหลักฐาน ข้าจะกล้า
มานั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” หญิงสาววัยยี่สิบกว่าปีหัวเราะอย่างน่า
เวทนา “เจ้าอาจลืมไปแล้วสินะ ว่าในมือตนยังมีเหมืองหยกของ
ตระกูลฉินอยู่”
เดิมทีตระกูลฉินนั้นมีฐานะร ่ารวยจากการขุดเหมืองหยก แต่เหตุ
ใดหลังจากที่คนทั้งตระกูลประสบเคราะห์กรรม เหมืองหยกจึงตกไป
อยู่ในมือของนายอำเภอได้เล่า หากเรื่องนี้ไม่มีลับลมคมในอะไร คง
ไม่มีใครหลงเชื่อเป็นแน่
ทันใดนั้นซุนอวี้ก็มีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่นาน เขาก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม “เหมืองหยกเป็นของที่ฉิน
เฟิงมอบให้ข้า ข้ามีหนังสือยกมอบเหมืองที่เขาเขียนด้วยลายมือ
ตนเอง เหตุใดเจ้าจึงใช้มันมาตัดสินความผิดข้า”
“ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลฉินไม่มีใครเหลือแล้ว หากเหมืองหยกไม่
เป็นของข้า ก็ต้องตกไปเป็นของผู้อื่นอยู่ดี”
สมแล้วที่เขาเคยเป็นถึงขุนนางผู้ปกครองอำเภอ การโต้แย้งของ
เขาล้วนมีเป็นเหตุเป็นผล จนแทบไร้เปิดช่องโหว่ให้ตอบโต้
เช่นเดียวกับหนังสือยกมอบเหมืองที่ซุนอวี้มีอยู่จริง ซ ้ายังเป็น
ลายมือของฉินเฟิง ไม่ได้มีการปลอมแปลงใด ๆ
แต่มีเพียงคนในตระกูลฉินเท่านั้นที่รู้ว่า ฉินเฟิงเขียนหนังสือยก
มอบเหมืองฉบับนี้ในสถานการณ์เช่นไร ตอนนั้นเขาบาดเจ็บสาหัส
ใกล้ตาย บิดามารดาและภรรยาถูกซุนอวี้จับไว้เป็นตัวประกัน หาก
เขียนตนเองก็ต้องตาย หรือไม่เขียนคนทั้งครอบครัวก็ต้องตาย
เพื่อบิดามารดาที่แก่ชรา เพื่อภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกัน ฉินเฟิงจึง
ต้องฝืนเขียนหนังสือยกมอบในวาระสุดท้ายของชีวิต
ทว่าบัดนี้ หนังสือยกมอบเหมืองฉบับนี้ กลับกลายเป็นหลักฐานที่
ช่วยให้ซุนอวี้รอดพ้นจากบทลงโทษของกฎหมาย
เฉียวอวี่เหอซบหน้าลงกับพื้น ร้องไห้อย่างสิ้นหวังและจนปัญญา
เมื่อซุนอวี้เห็นดังนั้นก็ยิ่งลำพองใจ เขาลูบหนวดเคราเล็ก ๆ ของ
ตนพลางกล่าวว่า “เฉียวเอ๋อร์ เจ้าเสียสติไปชั่ววูบ ข้าก็ไม่ถือสาหรอก
หากเจ้าเขียนคำร้องยอมรับว่าใส่ร้ายปรักปรำข้า ข้าก็ยินดีรับเจ้ามา
เป็นอนุภรรยา เพียงแต่ไม่อาจให้เจ้าเป็นถึงภรรยารองได้ คงเป็นได้
แค่อนุภรรยาชั้นเลวเท่านั้น”
ภรรยารองล้วนเป็นบุตรสาวจากตระกูลที่ดี ย่อมต้องให้ความ
เคารพบ้าง
ส่วนอนุภรรยาชั้นเลวนั้นมีสถานะต ่า ไม่ต่างจากทาสรับใช้ที่ลง
นามในสัญญาขายตัว ต่างกันก็แค่มีหน้าที่อุ่นเตียงเท่านั้น
เฉียวอวี่เหอตั้งใจแน่วแน่เพื่อมาร้องเรียนที่ศาลเขต นางไม่ได้คิด
จะกลับไปเป็นอนุภรรยาของซุนอวี้อีกตั้งแต่แรกแล้ว
นางเหลือบมองซุนอวี้อย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปคุกเข่าต่อหน้า
ท่านผู้ว่าการเขต “ขอท่านผู้ว่าการโปรดเมตตาข้าด้วย ข้าขอยืนยัน
จะร้องเรียนเขา ซุนอวี้ต้องได้รับโทษ หากเขายังลอยนวล ข้าคงตาย
ตาไม่หลับ”
จากนั้นนางก็โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง
สุ้มเสียงนั้นดังก้องไปทั่วทั้งศาลเขต
ในตอนแรก เฉียวอวี่เหอยังแค่หน้าผากแดงช ้า แต่ไม่นานก็มี
เลือดซึมออกมา จนกระทั่งพื้นตรงนั้นเต็มไปด้วยคราบเลือด
ทว่านางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวด ยังคงโขกศีรษะลงกับพื้นครั้งแล้ว
ครั้งเล่า วอนขอความยุติธรรมจากท่านขุนนางผู้ใหญ่ วอนขอ
ปาฏิหาริย์จากสวรรค์
ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างทนดูไม่ได้ กระทั่งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในศาล
ต่างหลับตาลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยหน้าแดงก ่า ตบโต๊ะอย่างแรง “นำตัวทั้ง
สองคนไปคุมขังไว้ก่อน เรื่องนี้จะพิจารณาอีกครั้งในภายหลัง”
นี่แสดงให้เห็นว่าท่านผู้ว่าการเขตจะลงมือสืบสวนเรื่องนี้ด้วย
ตัวเองแล้ว
ใบหน้าเฉียวอวี่เหอเปื้อนเลือด ดวงหน้าอันงดงามชวนให้ดูน่า
กลัว ทว่าเมื่อได้ยินคำตัดสิน นางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา มุมปาก
ยกขึ้นราวกับหญิงสาวอ่อนวัยเมื่อสิบปีก่อน
“สุนัขซุน! วันตายของเจ้ามาถึงแล้ว” นางกล่าวเย้ยหยัน
ซุนอวี้ชะงัก ก่อนจะพุ่งเข้าหานางทันที แต่เจ้าหน้าที่หลายคนก็
เข้ามาขวางเอาไว้ได้ทัน
“ใต้เท้า ใต้เท้า! ข้าเป็นคนมียศตำแหน่ง ทำไมถึงจับตัวข้าโดย
ไม่มีหลักฐาน ข้าไม่ยอม!” เขาดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากการควบคุม
ก่อนจะตะโกนใส่ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์
เจ้าหน้าที่ศาลเขตลังเลเล็กน้อย ราชวงศ์ต้าอวี๋มีกฎอยู่ว่าหากไม่
มีหลักฐานชัดเจน ก็ไม่อาจควบคุมตัวไปได้ เพื่อเป็นการป้องกันการ
จับแพะชนแกะ
ท่านผู้ว่าการเขตมีสีหน้าบึ้งตึง เขากล่าวเสียงเบาทว่าหนักแน่น
“กฎระเบียบตายตัว แต่คนใช้มันต่างหากที่ยืดหยุ่นได้”
ดังนั้น ซุนอวี้จึงถูกคุมตัวไปเข้าคุกท่ามกลางสายตาของผู้คน
มากมาย
ส่วนเฉียวอวี่เหอก็ต้องเข้าคุกเช่นกัน บาดแผลบนศีรษะของนาง
น่ากลัวมาก เจ้าหน้าที่จึงให้หมอมาทำแผลและรักษานาง
ขณะเดียวกัน ด้านนอกก็เกิดความโกลาหลขึ้น
ซุนอวี้เป็นบุตรชายที่ตระกูลซุนคาดหวังมากที่สุด และเป็น
น้องชายที่ซุนซื่อรักและเอ็นดูมากที่สุดเช่นกัน การที่เขาถูกจับคุมขัง
ย่อมทำให้ทั้งตระกูลซุนและตระกูลหวังไม่พอใจ
ตระกูลซุนจึงบุกไปที่จวนท่านผู้ว่าการเขตหลายครั้งเพื่อขอให้
ปล่อยตัวซุนอวี้
ส่วนตระกูลหวังก็กดดันอย่างหนัก ถึงขั้นกล่าวว่าซุนอวี้นั้น
บริสุทธิ์ หากท่านผู้ว่าการเขตยังดื้อดึง เท่ากับเป็นการทำร้ายผู้
บริสุทธิ์
ทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรือ!
ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยโกรธจนหนวดกระตุก เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่
หลายนายออกตามหาหลักฐานในทันที
ทุกคนต่างรอคอย
รอคอยให้ท่านผู้ว่าการเขตพบหลักฐานที่เอาผิดซุนอวี้ได้ และ
ค้นหาความผิดที่สามารถทำให้ซุนอวี้ต้องโทษประหาร
ในช่วงเวลาคับขันนี้เอง เจียงอีและเจียงเอ้อร์ก็กลับมาจากทางใต้
ทั้งคู่เดินทางมาอย่างเหนื่อยล้า แต่เมื่อมาถึงเรือนดอกไม้ก็
คุกเข่ารายงานทันที
หัวใจของสวี่โม่กระตุกเต้น เอ่ยถามอย่างร้อนใจว่า “ไม่พบอะไร
เลยหรือ”
เจียงอีพยักหน้าด้วยความลำบากใจ
จากนั้นสวี่โม่ก็ขังตัวเองอยู่ในห้องครึ่งวัน
ครึ่งวันผ่านไป เขาจึงลุกขึ้นแล้วตรงไปยังศาลเขต เพื่อขอให้
ท่านผู้ว่าการปล่อยตัวซุนอวี้เสีย
ท่านผู้ว่าการเขตพลันสงสัย “หากปล่อยซุนอวี้ออกไป แม้แต่
หลักฐานเพียงน้อยนิด เขาก็สามารถไปทำลายได้ ถึงตอนนั้นพวกเรา
จะค้นหาอะไรก็ไร้ประโยชน์”
สวี่โม่แสยะยิ้ม “หากเขาลงมือทำลายหลักฐานจริง ก็เท่ากับเป็น
การมอบหลักฐานให้กับเรา”
ยิ่งไปกว่านั้น การคุมขังซุนอวี้เอาไว้ ยิ่งจะทำให้ท่านผู้ว่าการเขต
แบกรับแรงกดดันต่อไปไม่ไหวแล้ว
ดังนั้น ยามบ่ายวันนั้นเอง ซุนอวี้จึงเดินออกมาจากคุกด้วย
ดวงตาแดงก ่า เขาก้าวเท้าพลางด่าทอคนไปด้วย และทุกคำพูดล้วน
เต็มไปด้วยความแค้นที่มีต่อเฉียวอวี่เหอ
ผู้คุมเล่าว่า ห้องขังของทั้งสองอยู่ไม่ไกลกัน เฉียวอวี่เหอเกลียด
ชังซุนอวี้เข้ากระดูกดำ นางด่าเขาไม่หยุดปาก แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม
ซุนอวี้ก็ไม่ได้พักผ่อน หากเขาคิดจะหลับตา เฉียวอวี่เหอก็จะเริ่มด่า
ทอวงศ์ตระกูลของซุนอวี้ย้อนไปถึงสิบแปดชั่วโคตร
สรุปแล้ว ซุนอวี้ซึ่งถูกคุมขังมาสี่วันไม่ได้หลับได้นอนเลยสักนิด
ว่ากันว่าตอนที่เขากลับไปถึงตระกูลก็ควรจะรีบพักผ่อน แต่เขา
กลับไม่ทำเช่นนั้น ซุนอวี้เรียกหมอประจำตระกูลเข้ามาพบ ดูเหมือน
กำลังวางแผนอะไรบางอย่าง
ในเวลาเดียวกัน
สวี่โม่เดินทางไปยังคุกของศาลเขตเพียงลำพัง เพื่อเข้าไปเยี่ยม
เฉียวอวี่เหอต่อหน้าผู้คุม
การไม่ได้พักผ่อนติดต่อกันสี่วัน ไม่ใช่เป็นการทรมานซุนอวี้
เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังรวมถึงเฉียวอวี่เหอด้วย
สตรีวัยสาวที่เคยงดงามราวกับหยก บัดนี้กลับซูบผอมราวกับ
หญิงชราวัยแปดสิบ
“ท่านคิดดีแล้วหรือ” หลังจากเงียบไปนาน สวี่โม่กลับเอ่ยถาม
ออกมาเพียงประโยคเดียว
ผู้คุมที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่เข้าใจ
เฉียวอวี่เหอพลันยิ้มขมขื่นให้ “ข้าคิดเรื่องนี้มานานแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี” สวี่โม่หลับตาลง ราวกับเขาทนเห็นภาพตรงหน้า
ไม่ได้ “ฮูหยินฉินโปรดวางใจเถอะ”
เขาไม่ได้นำอาหารหรือสุรามาเยี่ยม เพียงคำนับให้เฉียวอวี่เหอ
ผ่านลูกกรง
จากนั้นสวี่โม่ก็กลับไป
ไม่นานนัก บุตรทั้งสองของเฉียวอวี่เหอก็มาเยี่ยมมารดา
พวกเขานำอาหารและขนมมาให้ เหม่อมองมารดาที่เปลี่ยนไป
ราวกับคนละคนพลางร้องไห้ “แม่เล็ก…แม่เล็ก…”
สุดท้ายแล้ว ด้วยฐานะอนุภรรยา นางจึงถูกบุตรเรียกขานว่า ‘แม่
เล็ก’ เท่านั้น ไม่ใช่ ‘ท่านแม่’
เฉียวอวี่เหอมองบุตรสาวคนโตด้วยความอาลัย นางดื่มสุราและ
ขนมจนหมด
เมื่อผู้คุมมาเชิญตัว ในปากของนางก็เริ่มมีฟองสีขาวไหลทะลัก
ออกมา เมื่อหมอมาถึง ร่างกายของนางก็แข็งทื่อและเย็นชืดเหมือน
น ้าแข็งไปแล้ว
“ท่านแม่…” บุตรสาวคนโตกรีดร้อง “ท่านแม่! ตื่นขึ้นมาก่อน
ท่านแม่ ท่านอย่าหลับนะ…”