พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 104 จุดจบซุนอวี้
เฉียวอวี่เหอสิ้นชีพแล้ว ด้วยพิษจากอาหารที่ตระกูลซุนเป็นผู้
มอบให้
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไปถึงได้ทันท่วงที พยานหลักฐานจึงยัง
ครบถ้วน
ศาลเขตถูกเปิดเพื่อพิจารณาคดีอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นคดีเกี่ยวกับ
ชีวิตของเฉียวอวี่เหอ
ซุนอวี้พร้อมบุตรทั้งสองคุกเข่าอยู่กลางศาล ดวงตายังฉายแวว
โทสะ “นางชั่วช้า แม้ตายไปก็ยังไม่ยอมปล่อยข้า”
“เจ้าหุบปาก!” ท่านผู้ว่าการเขตตบโต๊ะเสียงดัง “ซุนอวี้ เจ้าจะ
ยอมรับหรือไม่ ว่าเป็นผู้ลอบวางยาพิษเพื่อหวังปลิดชีพเฉียวอวี่เหอ”
เรื่องเช่นนี้เขาจะยอมรับโดยดีได้อย่างไร
ซุนอวี้ร้องขอความเป็นธรรมทันที “ใต้เท้าโปรดเมตตาด้วย ข้า
ไม่ได้วางยาพิษสตรีผู้นั้น ข้าถูกคนใส่ร้าย”
“แต่อาหารเหล่านั้นก็มาจากตระกูลซุน แม้แต่เด็กทั้งสองก็ยังเป็น
ลูกหลานตระกูลซุน” ท่านผู้ว่าการเขตมองด้วยสายตาเย็นชา “ยิ่งไป
กว่านั้น ข้าได้ยินมาว่า หลังเจ้าออกจากคุกไป ก็รีบเรียกหมอประจำ
ตระกูลมา คงไม่ใช่ว่ากำลังวางแผนลอบสังหารเฉียวอวี่เหออยู่หรอก
นะ”
ซุนอวี้สะดุ้งตกใจ
เขาเพียงต้องการสั่งสอนเฉียวอวี่เหอเท่านั้น ไม่ได้คิดเอาชีวิต
นางสักหน่อย เขาไม่โง้งมถึงขั้นที่จะปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นใน
เวลาแบบนี้ได้
หากเขาคิดสังหารนางจริง ก็ต้องรอให้เรื่องทุกอย่างสงบลงก่อน
ส่วนเด็กสองคนนี้ ยิ่งไม่ใช่คนที่เขาส่งไปมอบอาหารให้เฉียวอวี่
เหอ
หรือว่าในตระกูลซุนยังมีผู้อื่นที่ต้องการชีวิตของเฉียวอวี่เหออีก?
ซุนอวี้ครุ่นคิดอย่างหนัก แต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้
เมื่อท่านผู้ว่าการเขตเห็นดังนั้น จึงหันไปมอง ซุนฉิน บุตรสาวคน
โตของเฉียวอวี่เหอ “เป็นผู้ใดที่ใช้ให้เจ้ามาส่งอาหารที่คุกใต้ดินของ
ศาลเขต”
ซุนฉินวัยเก้าขวบเศษ รูปโฉมสะสวย แม้ว่าจะหวาดกลัวท่านผู้ว่า
การเขต แต่นางก็ยังเอ่ยปากบอกอย่างตะกุกตะกัก “เป็นท่านพ่อ…
เป็นท่านพ่อที่ให้พวกข้ามาส่งอาหารให้แม่เล็ก”
ซุนอวี้หันขวับจ้องมองบุตรสาวของตนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ในเวลานี้ หากเขายังไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมนี้อีก ก็โง่เขลาเต็ม
ประดาแล้ว
ใครจะคาดคิดว่าหญิงสาวที่ร้องไห้คร ่าครวญเมื่อเห็นสามีถูก
สังหารอย่างน่าอนาถจากเหตุระเบิด จะโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้ นาง
ยอมแลกด้วยชีวิตของตน เพื่อลากเขาลงนรกไปด้วยกัน
ในห้องโถงตอนนี้ มีเพียงเสียงบอกเล่าความจริงอย่างติดขัดจาก
ปากของเด็กหญิงวัยเก้าขวบ ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาททุกคน
เบื้องบนที่นั่งหลัก ท่านผู้ว่าการเขตกล่าวคำพิพากษาอย่างเคร่ง
ขรึม
เสียงป้ายคำสั่งที่ทำจากไม้ไผ่ตกกระทบพื้นดังกังวาน พร้อมกับ
เสียงของท่านผู้ว่าการเขตที่ดังใกล้ไกลไม่ชัดเจน
ได้ยินเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “…เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก สมควร
ได้รับโทษประหาร! ให้ลงทัณฑ์ ณ ตลาด ยามเที่ยงวันพรุ่งนี้!…”
ได้ยินดังนั้น ซุนอวี้ก็ทรุดกายลงกับพื้น ดวงตาเลื่อนลอยไร้แวว
ภายนอกศาลเขต ผู้คนมากมายต่างซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ บ้าง
ก็โศกเศร้า บ้างก็สะเทือนใจ บ้างก็ตื้นตันจนน ้าตาคลอเบ้า
ส่วนสวี่โม่เม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความ
กังวล
แท้จริงแล้วไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ในวันที่เฉียวอวี่เหอตัดสินใจยอม
แลกชีวิตตีกลองร้องทุกข์นั้น นางตั้งใจสละชีพเพื่อความยุติธรรม
สิบปีที่ผ่านมาช่างยาวนานนัก หลักฐานต่าง ๆ ล้วนถูกกาลเวลา
กลืนหายไปจนหมดสิ้น ซุนอวี้ผู้โหดเหี้ยมไร้ความปรานี ย่อมไม่
ปล่อยให้มีผู้ใดรอดชีวิตมาเป็นพยานอย่างแน่นอน
วิธีเดียวที่จะโค่นล้มอีกฝ่ายลงได้ คือต้องสร้างหลักฐานใหม่
ขึ้นมาด้วยสองมือของนางเอง!
เฉียวอวี่เหอยอมรับความตายอย่างสงบ เมื่อนางคุกเข่าลงในห้อง
โถงใหญ่ นางไม่ได้มีแม้ความลังเล
ทว่าสวี่โม่ไม่อยากให้นางตาย เขาจึงอดทนรอให้เจียงอีกับเจียง
เอ้อร์กลับมา ขอเพียงมีหลักฐานสักชิ้น แม้เพียงน้อยนิด เขาก็
สามารถช่วยชีวิตของเฉียวอวี่เหอเอาไว้ได้
แต่กลับไม่มีหลักฐานอะไรเลย
ในที่สุดเฉียวอวี่เหอก็สิ้นใจ นางตายด้วยยาพิษที่เตรียมไว้เป็น
อย่างดี และนางสิ้นใจต่อหน้าบุตรสาวของตนเอง
สวี่โม่เคยเอ่ยถามนางว่า “หากให้ซุนฉินชี้ตัวซุนอวี้ ท่านไม่กลัว
ว่าตระกูลซุนจะแก้แค้นกับซุนฉินหรือ?”
เฉียวอวี่เหอเพียงหัวเราะ “เจ้าคิดว่าเหตุใดซุนฉินถึงมีชื่อว่าซุน
ฉินเล่า?”
นี่คือโชคชะตาของนาง
หากตระกูลซุนต้องการปฏิบัติต่อซุนฉินเป็นอย่างดี ก็จงทำ
เช่นนั้น
แต่ถ้าไม่ ก็ปล่อยให้พวกนางแม่ลูกได้อยู่ร่วมกันใต้ผืนดิน ที่ซึ่ง
บิดาของนาง ปู่ย่าตายาย และลุงป้าของนางต่างกำลังรอคอยนางอยู่
เช่นกัน
วันรุ่งขึ้น
ซุนอวี้ถูกประหารชีวิตด้วยคมดาบเพียงครั้งเดียว มันรวดเร็วและ
เด็ดขาดจนไร้ผู้ใดจะหยุดยั้งได้
ตระกูลซุนโกรธแค้นจนแทบจะคลุ้มคลั่ง พวกเขาตั้งใจเผาศพ
เฉียวอวี่เหอให้มอดไหม้เป็นจุณหลังจากรับศพซุนอวี้กลับไปแล้ว
แต่ท่านผู้ว่าการเขตกลับไม่ยินยอม
ตามคำร้องขอของสวี่โม่ เหล่าเขจ้าหน้าที่ได้นำร่างของเฉียวอวี่
เหอออกไปยังนอกเขตตั้งแต่เนิ่น และพวกเขาพี่น้องทั้งหกคนก็
ช่วยกันฝังร่างของนางไว้บริเวณเชิงเขาลูกหนึ่ง
ผิวพรรณของเฉียวอวี่เหอนั้นขาวผ่อง นางเคยกล่าวติดตลกว่า
สิ่งที่นางกลัวที่สุดในชีวิตคือแสงแดด บัดนี้นางมีภูเขาลูกนี้คอย
ปกป้อง จึงไม่ต้องหลบซ่อนจากแสงตะวันอีกต่อไป
เจียงเซิงวางขนมกุ้ยฮวาไว้หน้าหลุมศพสองจานอย่างระมัดระวัง
พลางเอ่ยเบา ๆ ว่า “ท่านป้า ท่านเคยให้ขนมกุ้ยฮวาข้ากิน ตอนนี้ข้า
ขอนำขนมกุ้ยฮวามาให้ท่านป้าบ้าง”
แต่ชาผสมน ้าผึ้งนั้น นางกลับไม่อาจหาซื้อมาให้ได้อีกแล้ว
ดวงตากลมโตของนางแดงก ่า น ้าใส่เอ่อคลอ เสียงสะอื้นไห้เล็ด
ลอดออกมาแผ่วเบา
จางเยี่ยนและเวินจืออวิ่นยืนอยู่ข้างกาย ปลอบโยนนางอยู่เคียง
ข้าง
สวี่โม่มีสีหน้าหม่นหมอง แม้จุดประสงค์ของพวกเขาจะบรรลุผล
ซุนอวี้ไม่อาจมาชิงตำแหน่งท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยได้อีก กระทั่ง
ตระกูลซุนก็พลอยเสื่อมถอยลงไป ทว่าสวี่โม่กลับไม่ได้ยินดีเลย
หากการจัดการคนชั่วในโลกนี้ ล้วนต้องแลกมาด้วยชีวิตอัน
บริสุทธิ์ ทำไมจึงต้องนับว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรมด้วย
หากพวกเขาไม่ไปพบเจอนาง นางจะยังสามารถใช้ชีวิตอย่าง
สงบสุขจนแก่เฒ่าได้หรือไม่
ทว่าสวี่โม่กลับหาคำตอบไม่เจอ
ไม่นานนัก ท่านผู้ว่าการเขตก็มาถึง
เขาสวมชุดไว้ทุกข์ ถือธูปสามดอกในมือ จุดธูปอยู่เบื้องหน้า
หลุมศพของเฉียวอวี่เหอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อหันกลับมา เขาก็ตบไหล่สวี่โม่
“เจ้าอย่าได้โทษตัวเองนักเลย การตายของเฉียวอวี่เหอแม้จะน่า
เศร้า แต่ก็สามารถจัดการกับซุนอวี้ได้”
“ถึงข้าจะเป็นผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนปัจจุบันก็จริง แต่ไม่อาจยุ่ง
เข้าไปเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ว่าการเขตคนต่อไปได้ ด้วยอำนาจของ
ซุนอวี้ การชิงตำแหน่งผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนใหม่ ย่อมเป็นเรื่อง
ง่ายดายยิ่งนัก”
“ตอนนี้เฉียวอวี่เหอใช้ชีวิตของตนปกป้องชีวิตชาวบ้านเขต
อันสุ่ย ช่วยให้คนทั้งเขตไม่ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมเหมือนเช่น
ตระกูลฉินและตระกูลเฉียวอีก”
“อาโม่ สิ่งที่เจ้าทำ ล้วนมีคุณค่า”
วาจาของท่านผู้ว่าการเขตเปรียบดั่งประกายไฟ ปลุกความเร่า
ร้อนในใจของสวี่โม่ให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
เขานึกถึงผลกระทบที่นายอำเภอสองคนของอำเภอเซี่ยหยางเคย
ปกครอง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทั้งอำเภอ รวมถึงท่านผู้ว่า
การเขตอันสุ่ยที่ยอมร่วมมือกับแผนการอันอาจหาญของเขาเพียง
เพื่อโค่นล้มซุนอวี้
แท้จริงแล้ว ทุกสิ่งล้วนทำเพื่อประชาชน เพื่อชาวบ้านผู้บริสุทธิ์
ขุนนางเปรียบเสมือนท้องฟ้าของราษฎร หากมีเมตตา ราษฎร
ย่อมอยู่เป็นสุข หากโหดร้ายไร้ศีลธรรม ราษฎรย่อมเดือดร้อนไปทุก
หนทุกแห่ง
สวี่โม่ไม่อาจช่วยเหลือผู้คนทั่วหล้า แต่เขาปรารถนาที่จะเป็น
อย่างบิดา เป็นอย่างท่านนายอำเภอผัง เป็นอย่างท่านผู้ว่าการเขต
อันสุ่ย อย่างน้อยก็ขอปกป้องคนใต้ปกครองของเขาให้ได้
“เด็กดี ปีหน้าเจ้าก็อายุครบสิบสี่แล้ว เจ้าอยากเข้าร่วมการสอบ
ขุนนางหรือไม่” ท่านผู้ว่าการเขตเอ่ยถามพลางยิ้มน้อย ๆ
สวี่โม่ไม่ลังเล เขาพยักหน้ารับทันที
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่เมืองหลวง” ท่านผู้ว่าการเขตลูบคาง
อย่างพอใจ “ขอให้เจ้าฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวง จนประสบความสำเร็จ
ดุจแสงสว่างส่องนำทาง”
คนทั้งสองสบตากัน แม้ไม่ใช่บิดากับบุตร แต่กลับรู้สึกผูกพัน
แน่นแฟ้นยิ่งกว่า
หลังจากกลับมาจากภูเขาชานเขตอันสุ่ย ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยก็
กำชับพวกสวี่โม่ว่า “ตอนนี้ตระกูลซุนกำลังวุ่นวาย พวกเขาคงไม่มี
เวลามาสนใจเรื่องเล็กน้อย พวกเจ้ารีบกลับไปอำเภอเซี่ยหยางเถอะ
มีเปียนเหวินซวนคนสารเลวนั่นคอยคุ้มกันอยู่ ย่อมปลอดภัยกว่า
แน่นอน”
มันเป็นเพราะเขาเกรงว่าตระกูลซุนจะรู้ตัวแล้วตามรอยมาถึงสวี่
โม่ เพื่อแก้แค้นพวกเขาพี่น้อง
สวี่โม่พยักหน้ารับเบา ๆ
พวกเขาใช้เวลาอยู่ในเขตอันสุ่ยมานานเกินไปแล้ว สมควรถึง
เวลาที่ต้องกลับไป
ชาวอำเภอเซี่ยหยางยังคงรอคอยท่านที่ปรึกษาผู้นี้อยู่
เพียงแต่ยังไม่ทันให้พวกเขาพี่น้องได้เก็บข้าวของเรียบร้อย
ตระกูลหวังก็ลงมืออีกครั้ง
ณ เรือนดอกไม้
เจียงซานวิ่งโซซัดโซเซเข้ามาหา พลางร้องตะโกนต่อหน้าเจิ้งหรู
เชียนว่า “คุณชายรอง เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”