พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 106 ขุดรากถอนโคนคนทรยศ
เจิ้งหรูเชียนฉีกยิ้ม พร้อมกับหัวเราะออกคิกคัก
พี่ชายน้องชายและน้องสาวต่างพากันสะดุ้งตกใจ
จ่างเยี่ยนเอื้อมมือออกไปแตะบนใบหน้าของเขาอย่างระมัดระวัง
ขณะกำลังจะเอ่ยปากพูด เขาก็ถูกพี่รองจับอุ้มขึ้นมาเสียก่อน
“ข้าไม่เป็นไรหรอก เจ้าห้า” เจิ้งหรูเชียนวางจ่างเยี่ยนลง แล้ว
กอดพี่น้องคนอื่น ๆ ไปทีละคน ก่อนสุดท้ายจะกอดเจียงเซิงไว้แน่น
“ข้าไม่เป็นไรจริง ๆ”
หลังจากวางเจียงเซิงลง เขาก็เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “พี่ใหญ่พูดถูก
พวกเราน่ะ เพิ่งจะมาไกลเท่าไหร่กันเอง การจะพบเจออุปสรรคบ้างก็
เป็นเรื่องปกติ กิจการโรงผลิตเล็ก ๆ นี้จะทำให้ข้าย ่าแย่ลงได้อย่างไร
ในเมื่อวันหน้าข้าจะเป็นถึงเศรษฐีเจิ้ง!”
ได้ยินดังนั้น สวี่โม่จึงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วพยักหน้าเห็น
ด้วย
ฟางเหิงยกกระบองไม้ขึ้นมา “พี่รอง ข้าอาจจะช่วยอะไรท่าน
ไม่ได้มาก แต่หากผู้ใดที่กล้าเปิดเผยสูตรของท่านออกไป ข้าจะช่วย
ท่านแก้แค้นเอง ขอแค่เอ่ยปากบอก ข้าจะหักขาพวกมันให้หมด”
จางฉีเฉวียนเห็นแบบนั้นดวงตาก็เป็นประกาย เขารีบร้อนกลับไป
ที่โรงผลิต คิดว่าคงจะใช้ไม้กระบองของคุณชายฟางข่มขู่คนได้แน่
“ผู้ใดเป็นคนทรยศไม่ใช่เรื่องสำคัญ” สวี่โม่เคาะโต๊ะเบา ๆ “สิ่ง
สำคัญคือ คนของตระกูลหวังไม่ได้คิดจะจัดการแค่เจ้าสามอีกต่อไป
พวกเขาคงหมายหัวพวกเราทุกคนไว้แล้ว”
หมูรมควันต้องใช้เวลายี่สิบกว่าวันจึงจะออกจำหน่ายได้
เมื่อยี่สิบกว่าวันก่อน ตระกูลหวังยังตั้งใจช่วยซุนอวี้วางแผนชิง
ตำแหน่งผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนต่อไป
ในตอนนั้น พวกสวี่โม่ล้วนคิดว่า อีกฝ่ายคงไม่ลงมือส่งเดชอีก
แล้ว แต่การที่สูตรทำหมูรมควันรั่วไหลออกไป ยิ่งตอกย ้าว่าแม้ตระกูล
หวังกำลังหมายมั่นตำแหน่งผู้ว่าการเขตอันสุ่ย พวกเขาก็ไม่ได้ละ
ความพยายามในการจัดการกับพวกสวี่โม่ หรืออาจถึงขั้นต้องการ
กวาดล้างเด็ก ๆ พวกนี้ให้สิ้นซาก
ไม่นานหลังซุนอวี้ถูกประหาร สูตรหมูรมควันของเจิ้งหรูเชียนก็
รั่วไหลออกไปแล้ว
ต่อไปเป้าหมายจะเป็นใครกันเล่า
เวินจืออวิ่นที่ช่วยรักษาผู้คน หรือเจียงเซิงที่เป็นเด็กสาวคนเดียว
ในบ้าน
หรือบางที อาจเป็นที่ปรึกษาของอำเภอเซี่ยหยางอย่างสวี่โม่
แต่จะเป็นผู้ใดก็ตาม พวกเขาคงไม่มีกำลังรับมือกับเล่ห์กลที่
ตามมาไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ทั้งยังไม่มีแรงมาคอยเฝ้าระวังทุกวัน
ไม่มีโจรที่ขโมยได้ทุกวัน แต่มีเหยื่อที่ถูกขโมยได้ทุกวัน
ในเมื่อคนตระกูลหวังไม่คิดปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างสงบ พวก
เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ตระกูลหวังสุขสงบได้เช่นกัน
สวี่โม่วางห่อสัมภาระที่เพิ่งจัดเก็บเรียบร้อยลงบนโต๊ะอย่างแรง
แล้วเอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “ไม่ไปแล้ว ติดต่อหวังฝูเฟิง”
ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ
มีเพียงเจียงเซิงเท่านั้นที่ดวงตาวาววับ พลางเอ่ยด้วยความยินดี
ว่า “ไม่ไปก็ดีแล้ว ข้าเพิ่งพูดกับพี่รองไปว่าอยากพบพี่สาวซุนฉิน”
ซุนฉินเป็นบุตรสาวของเฉียวอวี่เหอ อายุมากกว่าเจียงเซิงครึ่งปี
หลังจากเฉียวอวี่เหอตายไป ตระกูลซุนก็มารับเด็กทั้งสองคนไป
ดูแล และปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นอย่างดี
แต่เจียงเซิงยังคงเป็นห่วง นางคิดว่าต้องเห็นด้วยตาตัวเองก่อน
จึงจะสบายใจได้ว่าตอบแทนน ้าใจของท่านป้าผู้แสนดีอย่างเต็มที่แล้ว
“ได้ เมื่อมีเวลา ข้าจะพาเจ้าไปหานาง” สวี่โม่ลูบศีรษะน้องสาว
เบา ๆ
จากนั้นจึงหันไปมองเจิ้งหรูเชียน กล่าวว่า “เจ้ารอง เรื่องการค้า
ข้าไม่ถนัดนัก คงไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถ
จะจัดการมันได้ ไม่พ่ายแพ้ให้กับกลอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้หรอก
จริงหรือไม่”
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น
การล้มเลิกกิจการที่เขตอันสุ่ยเป็นเรื่องง่าย แต่หากยอมถอยเมื่อ
เผชิญกับความยากลำบาก จิตใจที่สั่งสมมาจากการต่อสู้ดิ้นรนจะ
พังทลายลง
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องรักษาโรงผลิตเล็ก ๆ ที่เรือนดอกไม้แห่งนี้
เอาไว้ให้ได้ และจะต้องสืบหาไส้ศึกในโรงผลิตให้ได้ด้วย
พี่น้องทั้งหกคนเริ่มแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง
เจิ้งหรูเชียนร่วมมือกับจางฉีเฉวียนเพื่อสืบหาตัวหนอนบ่อนไส้ที่
แอบเปิดเผยสูตรหมูรมควัน ทว่ากลับไม่พบร่องรอยใด ๆ
สีหน้าของทุกคนล้วนเรียบเฉยไร้พิรุธ และสามารถเป็นพยานให้
กันได้ว่าไม่ได้เป็นคนเปิดโปงสูตรหมูรมควันนี้ออกไป
หรือว่าผีสางจะเป็นคนทำ?
สูตรหมูรมควันมีขาเดินจึงหนีไปเองหรือ?
หรือว่าจะเป็นผู้ดูแลจางฉีเฉวียนและภรรยา รวมถึงท่านป้าจาง
เซียงเหลียนที่มาช่วยงานด้วย?
เจิ้งหรูเชียนยังไม่ได้โง่งมถึงเพียงนั้น หากเขาสงสัยพวกท่านลุง
ท่านป้า นั่นเท่ากับว่าเขาใจดำกับคนของตัวเองเกินไปแล้ว
แต่หากปล่อยให้คนทรยศยังทำงานในโรงผลิตเช่นนี้ต่อไป เขาก็
ทนไม่ได้เช่นกัน
ดังนั้นเถ้าแก่เจิ้งจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “เช่นนั้น พวกเจ้า
ทั้งหมดต้องถูกไล่ออก ต่อไปนี้ไม่ต้องมาที่เรือนดอกไม้อีก โรงผลิตจะ
จ้างคนงานใหม่ทั้งหมด”
แท้จริงแล้ว คำพูดนี้ของเถ้าแก่เจิ้งฟังดูไม่เข้าท่า แม้จะขายหมู
รมควันที่เรือนโยวหรานไม่ได้ แต่ก็ยังขายได้ในอำเภออันหยาง แต่
เพราะปัญหาเรื่องระยะทางทำให้ที่อื่นไม่ค่อยมีคนต้องการ
ด้วยสินค้าจำนวนแค่นั้น มีหลิวซุ่ยกับจางเซียงเหลียนเพียงสอง
คนก็ทำได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องจ้างคนงานใหม่เลย
แต่คนงานที่โรงผลิตจ้างมา ล้วนเป็นเกษตรกรที่ทำงานหนัก
พวกเขารู้จักแค่การทำงาน หาเงินเพียงไม่กี่เหวินเพื่อเลี้ยงดู
ครอบครัว
เมื่อได้ยินคำพูดของเจิ้งหรูเชียน จึงทำให้คนงานสิบกว่าคนต่าง
ร้อนใจ พวกเขาขอร้องอ้อนวอนจนแทบจะคุกเข่ากราบกรานอยู่แล้ว
คำขอร้องนั้นไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง
เจิ้งหรูเชียนกลับสังเกตเห็นคนคนหนึ่งที่ไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ
เขาเรียกจางฉีเฉวียนมา แล้วชี้ไปยังหญิงร่างผอมตรงมุมห้อง
เอ่ยถามว่า “ท่านลุงจาง นางเป็นใครหรือ”
จางฉีเฉวียนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “น่าจะเป็นคนจาก
หมู่บ้านต้าฝู นางบอกว่าครอบครัวของนางเสียชีวิตหมดแล้ว เหลือ
เพียงสามีที่ล้มป่วยอยู่บนเตียง เรื่องในและนอกบ้านนางเป็นคนดูแล
ทั้งหมด ข้าเห็นใจนาง จึงอนุญาตให้เข้าทำงาน”
ในหมู่บ้าน การทำไร่นานั้นขึ้นอยู่กับจำนวนคน แม้หญิงชาวบ้าน
จะแข็งแรงหรือขยันขันแข็ง แต่สองปากท้องกับที่นาเพียงหนึ่งหมู่ยาก
จะเลี้ยงชีวิตคนได้ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตและเสียภาษีแล้วก็ไม่
เหลือเงินพอประทังท้อง การได้ทำงานในโรงผลิตวันละเล็กวันละน้อย
เช่นนี้ จึงนับเป็นบุญวาสนาที่ฟ้าประทาน
แต่ตอนนี้ นางกลับไม่เกรงกลัวต่อการสูญเสียงานที่ดี บ่งบอก
ชัดเจนว่านางมีคนให้ความคุ้มครอง
เจิ้งหรูเชียนมองจางฉีเฉวียน แล้วพยักหน้า
จางฉีเฉวียนสีหน้าเคร่งขรึมลง เดินตรงไปยังหญิงชาวบ้านผู้นั้น
ก่อนเอ่ยปาก “เมื่อเจ้าเข้าทำงานในโรงผลิต ล้วนได้ลงนามในสัญญา
หากถูกให้ออกจากโรงผลิตไปแล้ว ก็ไม่สามารถนำสูตรลับของโรง
ผลิตไปเปิดเผยได้ หากมีคนนำมันไปเปิดเผย จะถือเป็นความผิด
ร้ายแรงถึงขั้นประหาร!”
แท้จริงแล้ว มันไม่ได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้น แค่ชดใช้ค่าเสียหายก็
สิ้นเรื่อง
ทว่าหญิงชาวบ้านไม่อาจรู้เรื่องนี้ โทษประหารย่อมเป็นสิ่งน่ากลัว
ที่สุดสำหรับนาง
และเป็นอย่างคาด หญิงร่างผอมที่ไร้ความกังวลเมื่อครู่พลันเริ่ม
ตื่นตระหนก น ้าเสียงแหบพร่าเอ่ยถามว่า “เป็น…เป็นความจริงหรือ
ท่านอย่ามาพูดเหลวไหลนะ!”
“เหลวไหล?” จางฉีเฉวียนหัวเราะ “ยังไม่ต้องพูดถึงสัญญาที่ระบุ
ไว้ แม้ไม่มีกฎหมายข้อนี้ แค่อาศัยความสัมพันธ์ของคุณชายสวี่โม่
กับท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ย การประหารชีวิตคนทั่วไปอย่างเจ้า เพียง
พริบตาเดียวก็จบสิ้นแล้ว”
คนในเรือนดอกไม้ล้วนรู้ดีว่าสวี่โม่กับท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยนั้น
มีความสัมพันธ์อันดีกันแค่ไหน
แม้ท่านผู้ว่าการจะเป็นขุนนางที่เที่ยงธรรม ไม่เอาเปรียบผู้อื่นก็
ตาม
แต่หญิงร่างผอมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย นางจึงยิ่งตื่นตระหนกจนทำ
อะไรไม่ถูก
จางฉีเฉวียนผู้นั้นก็ช่างร้ายกาจนัก เขายังกล่าวเสริมอีกประโยค
ว่า “ไม่ใช่แค่เจ้า กระทั่งครอบครัวเจ้าก็ไม่อาจรอดพ้น!”
หญิงร่างผอมถึงกับทรุดกายลงคุกเข่า เล่าเรื่องราวการลักขโมย
สูตรหมูรมควันตั้งแต่ต้นจนจบ
ความจริงแล้วเป็นคนตระกูลหวังที่ติดต่อนาง และมอบเงินสิบ
ตำลึงให้เพื่อแลกกับการเปิดเผยสูตรหมูรมควันนี้
เงินสิบตำลึงเพียงพอให้นางใช้จ่ายไปชั่วชีวิต และเพียงพอต่อ
การรักษาอาการป่วยของสามี
ด้วยเหตุนี้ หญิงร่างผอมจึงเปิดเผยสูตรลับของเจิ้งหรูเชียนได้
โดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าตอนนี้นางรู้สึกเสียใจแล้ว ร้องไห้โฮยกมือไหว้ขอร้อง
ไม่หยุด “ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้ว พวกท่านอย่าตัดหัวข้า
กับสามีเลย”
ทว่ามันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ต่อให้เจิ้งหรูเชียนไม่อาจเอาชีวิตนาง แต่สามารถไล่นางออกจาก
โรงผลิตและทำให้นางสิ้นเนื้อประดาตัวได้
แต่คำพูดยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยออกจากปาก
สวี่โม่ก็รีบร้อนวิ่งเข้ามาจับแขนเขาไว้ แล้วกระซิบข้างหูว่า “อย่า
เพิ่งทำอะไรคนทรยศ ข้ายังติดต่อหวังฝูเฟิงไม่ได้…”