พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 107 ตามหาหวังฝูเฟิง
กล่าวถึงหวังฝูเฟิง ทุกคนต่างก็นึกคิดไปต่าง ๆ นานา
แรกเริ่ม พวกเขาคาดเดาว่าบุตรตระกูลหวังสายตรงจากบ้าน
ใหญ่และบ้านสองกำลังชิงดีชิงเด่นกัน ส่วนบุตรจากบ้านสามก็แสร้ง
ป่วย รอคอยให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเอง แล้วตนจะได้รับผลประโยชน์
ไป
แต่เจิ้งหรูเชียนยืนยันด้วยตนเองว่าหวังฝูเฟิงนั้นป่วยหนักจริง ๆ
ร่างกายของเขาอ่อนแอราวกับต้นหลิวที่ต้องลม
เป็นไปไม่ได้ที่คนจากบ้านสามจะร่วมแย่งชิงมรดกเพื่อมอบให้กับ
คนป่วยเช่นนี้
การคาดเดาก่อนหน้านี้จึงถูกปัดตกไป สถานะของหวังฝูเฟิงจึง
คลุมเครือราวกับว่าถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ ยากที่จะมองทะลุปรุ
โปร่ง
เพียงเท่านี้ ตราบใดที่เขายังเป็นคนตระกูลหวัง ตราบใดที่เขายัง
คิดจะก่อความวุ่นวายให้ตระกูลหวัง สวี่โม่ก็ยินดีจะร่วมมือกับเขา
ทว่ายามนี้หวังฝูเฟิงกลับหายไปเสียแล้ว
คนตระกูลหวังไม่เพียงปิดปากเงียบเรื่องเขา แต่บุตรคนอื่นจาก
บ้านสามก็ไม่ได้มีท่าทีร้อนใจอะไร นายท่านสามหวังถึงกับจัดงาน
เลี้ยงที่เรือนโยวหราน เชิญชวนไม่สหายให้มาร่วมสังสรรค์ดื่มกินกัน
ผู้ที่รู้อาจคิดว่าเป็นเพราะตระกูลซุนกำลังวุ่นวายจึงทำให้เขา
อารมณ์ดี ส่วนผู้ที่ไม่รู้คงคิดว่าเขากำลังฉลองที่บุตรชายหายตัวไป
สวี่โม่ส่งคนไปสืบข่าวละแวกบ้านตระกูลหวังหลายครั้ง ทุกเรื่อง
สามารถสอบถามได้ แต่พอเอ่ยถึงหวังฝูเฟิง บ่าวไพร่ทั้งหลายต่างก็
ปิดปาก เหมือนกับมันเป็นเรื่องต้องห้าม
เมื่อไร้หนทาง คุณชายเจิ้งจึงต้องถูกส่งตัวไป เดินโซเซไปหา
หวังหมิงอวี่
บุตรชายสะใภ้รองคนนี้ยังคงเหลวไหลไม่เอาไหน เวลาเจอเรื่อง
ใดก็เอาแต่ความคิดตนเองเป็นใหญ่ ใครกล้าคัดค้านมักจะเอ่ยปาก
เหยียดหยาม หากร้ายแรงกว่านั้นก็ลงไม้ลงมือ
ครั้นเจิ้งหรูเชียนไปถึง ก็เห็นเขากำลังชี้หน้าด่าทอสตรีรูปงาม
นางหนึ่ง
“ข้าต้องการสิ่งนี้ ทำไม? โลกนี้ไม่มีเรื่องอย่างมาก่อนได้ก่อน
หรอกนะ มีแค่ใครให้เงินมากกว่าก็ได้ไป ตอนนี้เป็นข้าที่ให้เงิน
มากกว่า เจ้าของร้านย่อมต้องขายให้ข้า แล้วเจ้าจะโวยวายอะไร
นักหนา” หวังหมิงอวี่ถลึงตา “เจ้ามีปัญญาก็จ่ายเงินออกมาสิ”
ช่างเป็นชายที่ไร้ยางอายเสียจริง ไม่ว่าเขาจะทำคุณงามความดี
เพียงใด ก็คงไม่มีวาสนาได้ชื่อว่าเป็นคนดีแล้ว
เจิ้งหรูเชียนยืนอยู่ด้านหลัง กระแอมเบา ๆ สองหน
หวังหมิงอวี่ยังไม่ทันหันไปมองก็ด่าคนก่อน “ผู้ใดมาอยู่ข้างหลัง
ข้าแล้วไอแบบนี้ ถ้าไม่ต้องการหลอดลมแล้วก็ตัดมันทิ้งเสีย ข้ายินดี
จ่ายเงินจ้างหมอให้…”
แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเจิ้งหรูเชียน แววตาเขาก็พลันเป็นประกาย รีบ
กลืนคำพูดหยาบคายที่เหลือลงคอ แล้วยิ้มแห้ง ๆ “พี่เจิ้ง ทำไมเจ้าถึง
มาอยู่ที่นี่”
หลักการคบหากับคนพาลของเจิ้งหรูเชียนคือ ตามใจอีกฝ่ายไป
ก่อนและเสนอความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งคราว ซึ่งมันดู
แตกต่างไปจากคนที่ชอบประจบสอพลอเล็กน้อย
หลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ เจิ้งหรูเชียนจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้ากับคนอื่นชอบสิ่งของชิ้นเดียวกันอีกแล้วหรือ มันเหมาะกับเจ้า
จริง ๆ แต่พวกเราเป็นถึงคุณชายแห่งตระกูลใหญ่นะ ยังจะขาดแคลน
ของพวกนี้อีกหรือ เหตุใดต้องมาแย่งชิงกับคนพวกนี้ด้วย ไม่สู้พวก
เราไปที่อื่นเถอะ เผื่อว่าจะเจอสิ่งที่ถูกใจยิ่งกว่า”
วาจาเช่นนั้น ทำเอาหวังหมิงอวี่ถึงกับยืดอกเชิดหน้า
ถูกต้อง พวกเขาเป็นถึงคุณชายตระกูลใหญ่ ทำไมต้องมาแย่งชิง
สิ่งของกับชาวบ้านเช่นนี้ พี่เจิ้งกล่าวได้ถูกต้องแล้ว
ทันใดนั้น หวังหมิงอวี่จึงโบกมืออย่างเย่อหยิ่งทันที “พี่เจิ้งพูด
ถูกต้อง พวกเรารีบไปดูร้านข้างหน้าเถอะ ปล่อยให้สิ่งไร้ค่าเป็นของ
เขาคนนี้เถอะ “
กล่าวจบ เขาก็เดินตึงตังจากไปราวกับไก่ตัวโต
เจิ้งหรูเชียนกลั้นยิ้มพลางติดตามไป แต่ก่อนจากไปเขาก็ไม่ลืม
ยกมือขึ้นคารวะบุรุษในชุดผ้าดิบเพื่อแสดงคำขอโทษ
บุรุษชุดผ้าดิบ “…”
การที่หวังหมิงอวี่ชื่นชอบการเดินเที่ยวตลาดกับเจิ้งหรูเชียน
ไม่ใช่เพราะเขารู้จักประจบสอพลอแต่แฝงไปด้วยความจริงใจเท่านั้น
แต่ยังเป็นเพราะเขามีสายตาที่เฉียบคม รู้จักต่อรองราคา ช่วยให้
หวังหมิงอวี่รอดพ้นจากการถูกโก่งราคาได้อยู่หลายครั้ง
จี้หยกที่พ่อค้าตั้งราคาไว้สูงถึงสิบตำลึง เพียงเจิ้งหรูเชียนเอื้อน
เอ่ยวาจา ก็สามารถซื้อมันมาได้ในราคาเพียงตำลึงเดียว
หวังหมิงอวี่รู้สึกซาบซึ้งจนน ้าตาแทบไหล ที่ผ่านมาไม่รู้ว่าตนเอง
ต้องเสียรู้ไปมากเพียงใด
“ไม่เป็นไรหรอก ท่านแค่กำลังทำความดี” เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้า
“ท่านแค่กำลังช่วยชีวิตพ่อค้าที่ยากจนข้นแค้นต่างหาก”
“เมื่อก่อนข้าต้องขายของให้ได้สักสามชิ้นถึงจะมีเงินซื้อของกิน
จนอิ่มท้อง การขายของให้ท่านเพียงชิ้นเดียว ข้าสามารถอยู่ได้ไปถึง
ครึ่งปี”
“เช่นนั้นหรือ” หวังหมิงอวี่ตกตะลึง
หลังเห็นว่าพวกเขาซื้อหยกไปแล้วหลายชิ้น ที่ทับกระดาษหลาย
อัน และกระดาษอีกหลายมัด แขนทั้งสองข้างของบ่าวรับใช้ก็แทบจะ
ห้อยตกถึงพื้น เจิ้งหรูเชียนจึงเอ่ยปากชวนหวังหมิงอวี่ไปจิบชาที่ร้าน
น ้าชา
และบอกให้บ่าวรับใช้ทั้งสองนำของกลับไปก่อน
บ่าวรับใช้ซาบซึ้งใจยิ่งนัก หวังหมิงอวี่ยังเอ่ยปากชมเขาว่า “คุณ
ชายเจิ้งช่างมีเมตตาจริง ๆ”
เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้าง รินชาสารพัดชนิดลงไปในจอกด้วยความดี
ใจที่ในที่สุดก็ไล่คนอื่นออกไปได้
รอจนหวังหมิงอวี่ดื่มชาจนหมด เขาจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า
“พี่หวัง เจ้ารู้จักหวังฝูเฟิงหรือไม่”
ทันใดนั้น ละอองน ้าชาก็ถูกพ่นจนเต็มโต๊ะ
หวังหมิงอวี่สำลักน ้าชาที่เพิ่งกลืนลงคอไป แล้วถามว่า “เจ้าถาม
ถึงเขาทำไม”
“เอ่อ ข้าแค่รู้สึกว่าชื่อนี้ช่างอ่อนหวานราวกับสตรี นึกสงสัยจึง
เอ่ยถามดู” เจิ้งหรูเชียนแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ พลางกล่าวว่า “หากเจ้า
ไม่รู้ ข้าก็ไม่ว่าอะไร”
อ้ะ! คุณชายใหญ่ตระกูลหวังกำลังขุ่นเคืองเสียแล้ว
ถ้าคนอื่นไม่รู้ แต่เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร เขาคือคุณชายหวังเชียว
นะ!
“ข้าจะบอกเจ้า แต่อย่าไปป่าวประกาศให้ใครรู้เด็ดขาด” หวังหมิ
งอวี่เอ่ยเสียงเบาด้วยท่าทางลึกลับ “หวังฝูเฟิงคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้อง
ข้าเอง”
เจิ้งหรูเชียนยังคงไร้ความรู้สึก เพราะเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
หวังหมิงอวี่กล่าวต่อ “แต่ลูกพี่ลูกน้องของข้านี้เป็นคนขี้โรค ทุก
คนในบ้านรู้ว่าเขาคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจไยดีเขา
แม้แต่ท่านอาสามของข้ายังให้ความสำคัญกับข้ามากกว่าหวังฝูเฟิง
เลย เพราะหวังจะให้ข้าดูแลเขายามแก่เฒ่า”
นี่เป็นสาเหตุที่เขาไม่หวั่นเกรงผู้ใดและทำตามใจตนเอง
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้า ในที่สุดสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
หวังหมิงอวี่คิดว่าเรื่องที่ตนเล่าอาจทำให้เจิ้งหรูเชียนตกใจ จึง
แอบปล่อยข่าวลับต่อ “เดิมทีท่านอาสามก็แค่ไม่สนใจไยดีเขา แต่ไม่กี่
วันก่อน กลับสั่งให้คนเอาเขาไปขังไว้ บอกว่าต้องสั่งสอนเขาให้เข็ด
หลาบ น่าสงสารลูกพี่ลูกน้องข้า ร่างกายเขาอ่อนแอเช่นนั้น หากถูก
ขังไว้ไม่กี่วัน เกรงว่าจะสิ้นใจไปเสียก่อน”
เจิ้งหรูเชียนชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าค่อย ๆ เคร่งขรึมลง จิตใจก็
พลอยห่อเหี่ยวไปด้วย
“เจ้าว่าท่านอาสามผู้นี้ก็ทำเกินไปหน่อยหรือไม่ ถึงแม้ว่าหวังฝู
เฟิงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ก็เป็นบุตรชายแท้ ๆ ของเขา เหตุใด
จึงใจร้ายได้ถึงเพียงนี้” หวังหมิงอวี่เบ้ปาก “ใต้หล้านี้จะมีพ่อลูกแบบนี้
ได้อย่างไร โชคดีนักที่เขาไม่ใช่ท่านพ่อของข้า”
แม้ใต้หล้าจะไม่มีพ่อลูกเช่นนี้ แต่เพราะยิ่งเป็นพ่อลูกเช่นนี้ จึงยิ่ง
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล
เจิ้งหรูเชียนพยายามเก็บงำความกังวลไว้ แล้วแสร้งทำเป็นพูด
อย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่รู้ว่าหวังฝูเฟิงถูกขังไว้ที่ใด ช่างน่าสงสารนัก”
หวังหมิงอวี่ถอนหายใจตาม “น่าสงสารจริง ๆ เรือนพักของท่าน
อาสามอยู่ชานเมืองทางใต้ เขาคงจะถูกขังอยู่ที่นั่น”
ชานเมืองทางใต้หรือ
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ชี้ไปยังขนมซานจาที่
เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของหวังหมิงอวี่
“ข้าอยากกิน ข้าอยากกินมัน” เขาโวยวาย
เจิ้งหรูเชียนจึงซื้อมาสองกล่อง กล่องหนึ่งมอบให้เป็นการ
ขอบคุณอีกฝ่าย ส่วนอีกกล่องเก็บเข้าแขนเสื้ออย่างยิ้มแย้มเพื่อเอา
ไปให้น้องชายน้องสาว
ทั้งสองคนเดินเล่นกันอีกพักหนึ่ง จนกระทั่งบ่าวไพร่กลับมา เจิ้ง
หรูเชียนจึงกล่าวลาโดยอ้างว่ามีธุระที่บ้าน
หวังหมิงอวี่ยังคงโบกมือลาอาลัยอาวรณ์ไม่หยุด “พี่เจิ้ง เจ้าต้อง
มาเล่นกับข้าอีกนะ ข้าชอบเล่นกับเจ้า”
แม้ผู้อื่นจะยกย่องเขา แต่เจิ้งหรูเชียนกลับเป็นเหมือนสายน ้าอัน
บริสุทธิ์
น่าเสียดายที่ปรากฏตัวช้าเกินไป ก้อนหินที่ดื้อรั้นจึงยากที่จะ
กลายเป็นทองคำ
หลังจากเอ่ยลากับหวังหมิงอวี่แล้ว เจิ้งหรูเชียนก็กลับมายังเรือน
ดอกไม้ เขาหยิบขนมซานจาออกมากิน พร้อมกับเอ่ยอย่างหนักใจว่า
“หวังฝูเฟิงน่าจะถูกนายท่านสามหวังสั่งสอนและกักขังเอาไว้ ส่วน
สถานที่คุมขังก็อยู่แถว ๆ ชานเมืองทางใต้”
สวี่โม่ขมวดคิ้ว “ชานเมืองทางใต้หรือ? ชานเมืองทางใต้กว้าง
ใหญ่ขนาดนั้น ไม่มีที่อยู่ที่ชัดเจนกว่านี้หรือ?”
เจิ้งหรูเชียนส่ายหน้าครุ่นคิด
เดิมทีเจียงเซิงกำลังแบ่งขนมซานจาอยู่ ทันใดนั้นก็ชะงักไป
พลางเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย “พี่ชายฝูเฟิงผู้นี้ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว
หากเขาถูกสั่งสอนและกักขังไว้ในที่ห่างไกลแบบนั้น เกรงว่า…”
เกรงว่าคงไม่รอดชีวิต
สวี่โม่พลันลุกขึ้นยืน แม้ว่าจะไม่เคยพบหน้าหวังฝูเฟิง แต่จาก
ลายมือของหวังฝูเฟิง เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความคิดที่ซ่อนเร้นใน
ใจของคนผู้นี้ แน่นอนว่าในใจอีกฝ่ายต้องเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
และไม่ยอมจำนน
“เรื่องตระกูลซุน ข้าเป็นหนี้บุญคุณเขา ข้าต้องไปตามหาเขาให้
พบ” สวี่โม่กล่าวอย่างหนักแน่น
หวังฝูเฟิงโค่นล้มซุนอวี้ลงได้ ช่วยล้างแค้นให้กับครอบครัวของ
เฉียวอวี่เหอ เขาเป็นคนดี มีความรู้ความสามารถและเฉลียวฉลาด
ย่อมไม่ควรได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ และไม่ควรตายไปอย่างเงียบ ๆ อยู่
ในชานเมืองทางใต้