พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 108 เรื่องราวภายในของตระกูลหวัง
ข้อเสนอของสวี่โม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกคนในครอบครัว
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น ยินดีจะช่วยเหลือเรื่องนี้
“ตอนนี้โรงผลิตก็แย่ไปแล้ว ข้าจะให้ป้าจาง ท่านป้าซุ่ยกับท่างลุงจาง
ออกไปช่วย”
ส่วนฟางเหิง ไม่เพียงพาเจียงอี้ เจียงเอ้อร์ เจียงซาน เจียงซื่อไป
เท่านั้น กระทั่งผู้ติดตามที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดอีกสี่คน ก็
ยังหยุดการฝึกชั่วคราวเพื่อมาช่วยกันตามหาคน
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงเซิงยังเก็บขนมซานจาเอาไว้อย่างระมัดระวัง
เก็บซ่อนไว้ในแขนเสื้อ คิดว่าหากพี่ชายฝูเฟิงหิว ก็จะเอาขนมให้มัน
กับเขา
เวินจืออวิ่นแบกกล่องยา เดินไปจูงมือจ่างเยี่ยน “พวกเราก็ไป
ด้วย”
เรียกได้ว่าคนทั้งบ้านออกโรงกันหมด
พวกเขานั่งรถม้ากับเกวียนลาออกเดินทางไปยังเขตชานเมือง
ทางใต้
เขตชานเมืองทางใต้คือเขตที่อยู่นอกเขตอันสุ่ยไปทางทิศใต้ มี
หมู่บ้านทั้งหมดหกแห่ง เนื่องจากอยู่ใกล้กับเขตอันสุ่ย ในแต่ละ
หมู่บ้านจึงมีเรือนพักที่สร้างขึ้นจากคนตระกูลใหญ่ประมาณสี่สิบกว่า
หลัง
การจะหาเรือนพักของตระกูลหวังและหาตำแหน่งที่หวังฝูเฟิงอยู่
ได้นั้นจึงยากไปสักหน่อย
เพราะไม่สามารถสืบหาได้อย่างเปิดเผย แม้แต่จะไปเคาะหน้า
ประตูก็ทำไม่ได้
ในเวลานี้ ความไร้เดียงสาของเจียงเซิงจึงเป็นประโยชน์
เด็กหญิงตัวน้อยกระโดดโลดเต้นไปมา ในปากอมก้อนน ้าตาล
เดินเตาะแตะไปใกล้ประตูเรือนใหญ่ และใช้โอกาสนั้นเอ่ยถามสตรีที่
กำลังทำงานอยู่แถวนั้นด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านป้าเจ้าค่ะ ที่นี่ที่ใดหรือ ข้า
จำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว”
สตรีผู้นั้นใจอ่อนยวบละลายราวกับน ้า เอ่ยตอบทันที “ที่นี่คือ
เรือนพักของตระกูลเปียน ข้ากำลังนำอาหารไปส่งฮูหยินในเรือน แล้ว
แม่หนูจะไปที่ใดเล่า”
เจียงเซิงกะพริบตาปริบ ๆ กล่าวว่า “ข้าจะไปเรือนพักของตระกูล
หวัง พี่สาวของข้าทำงานอยู่ที่นั่น”
“โอ้ เรือนพักของตระกูลหวังหรือ” สตรีผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะเอื้อม
มือมาลูบศีรษะนาง “มันไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนี้นะ เจ้าต้องเดินไปอีก
หน่อย มันอยู่ในหมู่บ้านข้างหน้าโน่น โดยเฉพาะหมู่บ้านเสี่ยวฟู่ ที่นั่น
มีเรือนพักของตระกูลหวังอยู่หลายหลังเชียวล่ะ”
เจียงเซิงเผยรอยยิ้มสดใส เอ่ยอย่างเชื่อฟัง “เช่นนั้นขอบคุณท่าน
ป้ามากเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
นางเดินไปยังทางเข้าหมู่บ้าน และถูกพี่สามอุ้มขึ้นรถม้าที่รออยู่
ในที่ลับตา
คนทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเสี่ยวฟู่
ตระกูลหวังมีเรือนพักอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ทั้งหมดสามหลัง สอง
หลังใหญ่หนึ่งหลังเล็ก ตั้งอยู่คนละมุมของหมู่บ้าน
เดิมทีเจียงเซิงเตรียมทำกลอุบายเดิม
แต่สวี่โม่คว้าแขนนางไว้ เขาขมวดคิ้วพลางเอ่ยเสียงเบาว่า “ไปดู
ที่เรือนเล็กก่อนเถอะ”
ภายในรถม้าเกิดความเงียบ
สำหรับนายท่านสามหวังที่ทำกับบุตรชายแท้ ๆ ของตนเช่นนี้ได้
แสดงว่าเขาย่อมไม่ได้รักและทะนุถนอมบุตรชาย หากคิดแบบนี้
หวังฝูเฟิงคงถูกขังไว้ที่เรือนพักหลังเล็กที่สุด
ซึ่งมันเป็นไปตามคาด เมื่อฟางเหิงบังคับรถม้ามาถึงเรือนเล็กของ
ตระกูลหวัง ก็พบว่ามีบ่าวรับใช้สองคนยืนอยู่หน้าประตู คาดว่าคงทำ
หน้าที่เฝ้ายาม
หากจะบอกว่าเป็นเรือนเล็ก แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจากบ้านของ
ชาวบ้านทั่วไป แต่กรอบประตูใหญ่โตกว่าและติดป้ายตระกูลหวังไว้
เท่านั้น
บุรุษรูปงามอ่อนโยนดุจกิ่งหลิว ทว่ามีจิตใจเด็ดเดี่ยวคนนั้น กลับ
ถูกขังไว้ในสถานที่เช่นนี้
สวี่โม่รู้สึกหนักอึ้งในใจ เขาให้คนส่วนใหญ่ซ่อนตัว แล้วพาฟาง
เหิงเดินวนรอบเรือนเล็กสองรอบก่อนจะพบจุดอ่อน
แม้หน้าประตูจะมีบ่าวรับใช้เฝ้าอยู่ แต่กำแพงสองด้านกลับว่าง
เปล่า ฟางเหิงผู้ปราดเปรียวปีนเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ไม่นานนัก ฟางเหิงก็ปีนกลับออกมาพร้อมกับสีหน้าเคร่งขรึม
สวี่โม่เอ่ยถามด้วยน ้าเสียงอันแผ่วเบาว่า “เป็นอย่างไรบ้าง คนอยู่
หรือไม่”
ฟางเหิงพยักหน้า แต่แล้วก็ส่ายหน้า เขาพยักหน้าเพราะหวังฝู
เฟิงนั้นถูกขังอยู่จริง แต่ส่ายหน้าเพราะอีกฝ่ายอาจจะไม่อยู่ในอีกไม่
ช้า
เจียงเซิงพูดถูกต้องแล้ว หากคุณชายผู้อ่อนแอเช่นหวังฝูเฟิงอยู่
ในสถานที่เช่นนี้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับนั่งรอความตาย
ดวงตาของสวี่โม่พลันแดงก ่าขึ้นมา
เดิมทีเขาวางแผนจะลอบเข้าไปอย่างเงียบเชียบ แต่ตอนนี้เขาคิด
จะทำให้คนเฝ้ายามทั้งสองสลบแล้วบุกเข้าไปอย่างเปิดเผย
ฟางเหิงสะบัดข้อมือ เขาชำนาญกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว
เขาก้าวเข้าไปฟาดมือใส่ และทำให้คนทั้งสองสลบไปในพริบตา
หลังจากลากตัวคนเฝ้ายามไปซ่อนไว้ข้างประตูแล้ว ฟางเหิง
กับสวี่โม่ก็ไม่ได้เข้าไปทันที แต่กลับไปหาทุกคนเพื่อตามตัวเวิ่นจืออ
วิ่นมา
“เจ้าสี่ เจ้าตามข้ามา” สวี่โม่เอ่ยเสียงเบา “หวังฝูเฟิงต้องการเจ้า”
เจิ้งหรูเชียนก้าวเท้าเข้ามา “ข้าไปด้วย”
เจียงเซิงไม่ยอมรั้งท้าย “ข้าก็จะไปด้วย”
จ่างเยี่ยนมองซ้ายแลขวา ด้วยเกรงว่าตนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“เช่นนั้นข้าก็ต้องไปด้วย”
ตอนนี้ มีคนอยากติดตามไปด้วยถึงหกคนแล้ว
จางฉีเฉวียนผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมรู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้ยิ่งมีคน
น้อยก็ยิ่งดี จึงตัดสินใจว่า “ข้าจะพาคนที่เหลือกลับ ส่วนเจียงอีกับ
เจียงเอ้อร์จะอยู่คุ้มกันพวกเจ้าเอง”
สวี่โม่พยักหน้ารับ จากนั้นกลุ่มคนก็เดินทางกลับไปแล้ว เขาจึง
พาน้องชายน้องสาวเข้าไปในเรือนพักของตระกูลหวัง
เจียงอีกับเจียงเอ้อร์เปลี่ยนชุดเป็นชุดของคนเฝ้าประตู พร้อมจับ
มัดคนเฝ้ายามทั้งสองคนอย่างแน่นหนา และอุดปากด้วยซาลาเปาที่
ค้างคืน ป้องกันไม่ให้ส่งเสียงรบกวนคนในตระกูลหวังก่อนเวลาที่
สมควร
เหลือเพียงพี่น้องหกคน ย่างก้าวหนักอึ้ง ค่อย ๆ เดินไปยังห้อง
โถงใหญ่ ผลักบานประตูออกเบา ๆ
หวังฝูเฟิงมีชื่อหมายถึงกิ่งหลิวอ่อนไหวตามสายลม
เขามีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิด สาเหตุมาจากมารดาและ
อนุภรรยาที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นจนต่างฝ่ายต่างคิดร้ายต่อกัน
มารดาของเขาตกเลือดและคลอดเขาก่อนกำหนด ทำให้บิดา
โกรธมาก ถึงขั้นสะบัดแขนเสื้อจากไปไม่ยอมกลับบ้านนานครึ่งปี
ตอนแรกมารดาคิดว่าบิดาแค่โกรธเคือง จึงเอาใจปรนนิบัติบิดา
เขาอยู่อีกครึ่งปี แต่แล้วก็รู้ว่า บิดาเขาไปมีครอบครัวใหม่เสียแล้ว
และในตอนนั้น เด็กชายคนหนึ่งก็ลืมตาดูโลก
ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ด้วยสายเลือดของบิดาอย่างแท้จริง
แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี หวังฝูเฟิงก็ยังรู้สึกได้ถึงความสิ้น
หวังของมารดา เขาจึงเข้าใจที่มารดาจะไม่รักเขา เข้าใจที่มารดาจะ
ทุ่มเทชีวิตเพื่อให้กำเนิดบุตรชายแข็งแรงสักคน
แต่น่าเสียดายที่สิบกว่าปีผ่านไป มารดาของเขากลับไม่สามารถ
ตั้งครรภ์ได้อีก บุตรชายที่เกิดจากครอบครัวใหม่ก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น
สถานการณ์ของตระกูลหวังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตอนแรกเป็น
ท่านลุงใหญ่ที่กุมอำนาจ ต่อมาท่านลุงใหญ่สิ้นชีพลง ภรรยาของ
ท่านก็กุมอำนาจทุกอย่างไว้ และสนับสนุนตระกูลซุนอย่างเต็มที่
การกระทำเช่นนี้ ทำให้ท่านอารองและท่านอาสี่ไม่เห็นด้วย พวก
เขาคิดว่าตระกูลหวังจะปล่อยให้อำนาจตกไปอยู่ในมือของสตรีได้
อย่างไร ซ ้ายังจะช่วยเหลือตระกูลซุนที่เป็นคนนอกตระกูลอีก นี่
เท่ากับต้องการจะยึดครองทรัพย์สมบัติของตระกูลหวังชัด ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น บุตรชายของท่านลุงใหญ่ก็ไม่มี
ท่านอาสี่ก็เช่นกัน ดังนั้นจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงศึกภายในบ้าน
เพียงเอ่ยปากขอทรัพย์สินของตระกูลหวังไปส่วนหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้น ผู้ที่จะได้ครองตระกูลหวังย่อมหนีไม่พ้นนายท่านรองหรือ
นายท่านสาม พวกเขาจะต้องต่อสู้แย่งชิงกัน แต่บิดาเขากลับเอ่ย
อย่างชัดเจนว่า หวังฝูเฟิงนั้นร่างกายอ่อนแอ แม้จะชิงอำนาจใน
ตระกูลหวังมาได้ก็ไร้ประโยชน์ สู้ทุ่มกำลังทั้งหมดสนับสนุนบุตรชาย
อีกคนไม่ดีกว่าหรือ
ถูกต้องแล้ว เขาซ่อนเรื่องบุตรชายที่สุขภาพแข็งแรงผู้นั้นเอาไว้
แม้แต่มารดาก็ไม่รู้ว่าถูกโน้มน้าวใจได้อย่างไร จึงเก็บเรื่องนี้ไว้
เป็นความลับด้วย
ทุกคนจึงได้แต่มองคนบ้านรองลำพองตน มองหวังหมิงอวี่ผู้เป็น
ลูกหลานชายคนโตที่ถูกเลี้ยงดูจนเสียคน มองบุตรบ้านรองต่อสู้กับ
บุตรบ้านใหญ่
สภาพเช่นนี้ช่างดีนัก บิดาพอใจยิ่ง
จนกระทั่งหวังฝูเฟิงลงมือทำลายสมดุลนี้ทิ้งไป
ตระกูลซุนถูกปั่นป่วน บ้านใหญ่ตื่นตระหนก บ้านรองฉวยโอกาส
นี้เข้าควบคุม
บิดาเขาโมโหมาก เขาโกรธจนตัวสั่น สั่งคนเฆี่ยนหวังฝูเฟิงแล้ว
นำมาขังไว้ที่นี่ ในลานเรือนพักชานเมืองทางใต้แห่งนี้
บิดากล่าวอ้างว่าให้มาสำนึกผิด แต่ที่จริงแล้วคือต้องการจะให้
เขาตาย
แต่สิ่งที่ทำให้หวังฝูเฟิงรู้สึกสั่นสะท้านที่สุดคือ มารดาไม่ขัดขวาง
แม้แต่นางก็รู้ดีว่าบุตรชายคนโตที่ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ไม่มีประโยชน์
นางจึงละทิ้งเขาไปต่อหน้าต่อตา
ต้องมาอดอยากอยู่ในเรือนหลังเล็กเช่นนี้ ทนเหน็บหนาวอยู่ใน
เรือนหลังเล็กเช่นนี้ ต้องตายไปอย่างโดดเดี่ยวในเรือนหลังเล็กเช่นนี้
ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีสายลม ไม่มีไออุ่น ไม่มีรอยยิ้ม
บางที…เขาอาจจะตายไปเช่นนี้ ตายจากไปบ้านที่แสนเย็นชา
ค่อย ๆ หยุดหายใจตายไปในเรือนหลังเล็กที่หนาวเหน็บ
แต่ก่อนหน้านั้น เขาอยากจะเห็นโลกใบนี้เป็นครั้งสุดท้าย
ราวกับสวรรค์ได้ยินเสียงใจของเขา ประตูที่คลุมด้วยผ้าสีเทา
พลันถูกเปิดออก มือเรียวบางข้างหนึ่งดึงแสงสว่างอันไร้ที่สิ้นสุดเข้า
มา ขับไล่ความมืดมิดทั้งหมดให้หายไป