พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 109 คุณชายฝูเฟิง
สวี่โม่ผลักประตูเข้าไป เห็นเด็กหนุ่มรูปร่างบอบบางซีดเซียวคน
หนึ่งนอนตะแคงอยู่บนพื้น มือยื่นออกมาไปทางประตูราวกับต้องการ
จะคว้าอะไรบางอย่างอย่างอ่อนแรง แต่ก็ต้องยอมแพ้ไป
ทุกคนต่างตกตะลึง หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
สวี่โม่ตอบสนองเร็วที่สุด รีบพุ่งเข้าไปประคองร่างนั้นขึ้นมา เช่น
เดียวกับเจิ้งหรูเชียนและเจียงเซิงที่เคยช่วยพยุงเขาในตอนที่ขายังเจ็บ
หนักทั้งสองข้าง “เจ้าสี่! เจ้าสี่!”
เวินจืออวิ่นไม่กล้าทำอะไรผิดพลาด เขารีบปลดกล่องยามา
ด้านข้างแล้วพุ่งเข้าไปตรวจชีพจร ดูนัยน์ตา และสำรวจลมหายใจ
ฟางเหิงและเจิ้งหรูเชียนช่วยกันเปิดประตูและหน้าต่างทั้งหมด
เพื่อให้อากาศเข้ามา
ส่วนจ่างเยี่ยนและเจียงเซิงย่อตัวลงข้าง ๆ พวกเขาไม่แม้แต่จะ
หายใจแรง ด้วยเกรงว่าจะทำให้พี่ชายผู้เปราะบางราวกับแก้วใสตกใจ
กลัว
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป
เวินจืออวิ่นยกมือที่สั่นเทาขึ้น เขาหยิบเข็มเงินแล้วปักลงบน
ปลายนิ้วของหวังฝูเฟิงอย่างแม่นยำ
เมื่อดึงเข็มออก หยดเลือดสีดำก็ไหลออกมา เด็กหนุ่มผู้ซีดเซียว
จนร่างกายแทบจะโปร่งแสงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“พวกเจ้า…” หวังฝูเฟิงรู้สึกราวกับตนสิ้นใจตายไปแล้ว “พวกเจ้า
มารับวิญญาณข้าหรือ”
เจิ้งหรูเชียนขยับศีรษะเข้ามาใกล้ “คุณชาย หากท่านจะไปกับ
พวกข้าก็ย่อมได้”
ภายในห้องที่ปิดทึบ กระทั่งประตูหน้าต่างก็ไม่ได้เปิด มีเพียงผ้าสี
เทาที่คลุมบังแสงเอาไว้ ผู้ใดที่ร่างกายแข็งแรงดีมาอยู่ที่นี่ก็คงต้องอึด
อัดจนตาย นับประสาอะไรกับคุณชายที่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่
กำเนิด
“เจ้าคือ…” หวังฝูเฟิงนึกขึ้นได้ “สหายของญาติข้าหรือ”
ดังนั้น เขาไม่ได้ตาย แล้วคนรอบข้างเป็นใครกัน คนที่กอดเขา
อยู่คือใคร
“ข้าชื่อสวี่โม่” สวี่โม่เอ่ยแนะนำตัวสั้น ๆ “ขอบใจเจ้าที่ช่วยสืบ
เรื่องซุนอวี้จนจัดการเขาได้แล้ว”
หวังฝูเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง บนแก้มข้าง
ขวาพลันปรากฏลักยิ้ม
แท้จริงแล้วคือเขา คนที่นำแสงสว่างมาให้…
และเป็นเขาคนนี้เองที่ทำให้แผนการที่หวังฝูเฟิงวางแผนมาอย่าง
ยาวนานสำเร็จลุล่วง
“ได้ยินว่าเจ้าถูกคนตระกูลหวังกักขัง พวกข้าจึงตามหาเจ้าจน
พบ” สวี่โม่กล่าวเสริม
รอยยิ้มมุมปากของหวังฝูเฟิงเลือนหายไป เขาหลุบตาลงพลาง
ถอนหายใจเบา ๆ “ร่างกายของข้า มีชีวิตอยู่ไปก็เป็นภาระ สู้จากไป
เช่นนี้เสียยังดีกว่า จะได้ไม่ทำให้พวกเจ้าต้องลำบากอีก”
เห็นได้ชัดว่า เขาไม่มีความปรารถนาจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว
แม้จะมีแพทย์ที่เชี่ยวชาญเพียงใด ก็ไม่อาจช่วยผู้ที่ตั้งใจจะตาย
ได้
เวินจืออวิ่นรู้สึกร้อนใจ แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร จึงได้แต่จับ
มือเขาไว้ พลางมองซ้ายมองขวาด้วยความกระวนกระวายและขอ
ความช่วยเหลือ
จ่างเยี่ยนรู้สึกถึงความตื่นตระหนกของพี่สี่ เขาลุกพรวดขึ้นยืน
พูดอย่างเด็ดขาดว่า “เจ้าจะจากไปเช่นนี้หรือ? เจ้าคนขี้ขลาด!”
ทุกคนต่างตกตะลึง
“หวังฝูเฟิง เจ้าเป็นบุตรชายคนโตของภรรยาเอก เป็นความหวัง
เดียวของตระกูลหวัง หากเจ้าไม่มีชีวิตอยู่เพื่อดูแลตระกูลหวัง เจ้าก็
ตั้งใจจะให้คนตระกูลซุนมาครอบครอง หรือให้หวังหมิงอวี่มาทำให้
ตระกูลหวังล่มสลาย? หรือไม่ก็ปล่อยให้สายเลือดไม่เอาไหนคนอื่น ๆ
มาครอบครองตระกูลหวัง? สิ่งที่ควรเป็นของเจ้า เหตุใดจึงปล่อยให้
คนอื่นมาแย่งไป แล้วเหตุใดเจ้าจึงยอมตายอย่างสงบ แล้วปล่อยให้
ผู้อื่นหัวเราะเยาะ? เจ้าไม่มีความทะเยอทะยานบ้างเลยหรือ? เจ้าไม่
เพียงร่างกายป่วย แต่สมองยังป่วยด้วย เจ้าช่างไร้ประโยชน์นัก ข้า
สมเพชเจ้านัก”
พูดจบ แก้มของจ่างเยี่ยนก็แดงเรื่อ พลางหายใจหอบถี่
ฟางเหิงที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจคิดว่าควรต้องฝึกฝน
น้องห้าเสียบ้าง สุขภาพร่างกายของเขาอ่อนแอเกินไปแล้ว
ส่วนคนอื่น ๆ ต่างอ้าปากค้าง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
โดยเฉพาะหวังฝูเฟิง เขาจ้องมองจ่างเยี่ยนอย่างเอาเป็นเอาตาย
ราวกับจะมองทะลุเขาและมองทะลุชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของตัวเอง
ร่างกายที่อ่อนแอ บิดามารดาที่เย็นชา และวงศ์ตระกูลที่วุ่นวาย
ทุกสิ่งทุกอย่างบั่นทอนความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ของเขา
แม้หมอจะบอกว่าเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุยี่สิบปี แต่บัดนี้
เขาเกือบจะสิ้นใจในวัยสิบสี่
หกปี…จริง ๆ แล้วก็มีค่ามาก
เขารักโลกใบนี้หรือไม่…ก็คงจะรัก
แต่เหตุใดก่อนจากไปเขาจึงอยากเห็นแสงตะวันอีกครั้ง อยาก
มองท้องฟ้าสีครามนั้นอีกครา
บางครั้งหวังฝูเฟิงก็อดคิดไม่ได้ หากเขามีชีวิตอยู่ในครอบครัวที่
พ่อแม่รักใคร่กัน และมีท่านแม่ที่คอยดูแลเอาอกเอาใจ บางทีเขาอาจ
มีชีวิตอยู่ได้ถึงยี่สิบกว่าปี หรืออาจถึงสามสิบปีก็เป็นได้
แม้ยมบาลจะมาตามตัว เขาก็ต้องจับมือท่านพ่อท่านแม่ไว้แน่น
ไม่ยอมปล่อยมือเด็ดขาด
“ฮ่า ฮ่า…” ทันใดนั้นหวังฝูเฟิงก็หลับตาหัวเราะอย่างอ่อนล้า
เขาหัวเราะเยาะตัวเองที่ปรารถนาแต่ไม่อาจมีได้ หัวเราะเยาะ
ตัวเองที่ยอมสละชีวิตเพื่อคนอื่นอย่างโง่เขลา
หกปีแล้วอย่างไรเล่า ขอเพียงได้มีชีวิตอยู่ ได้เฝ้ามองโลกใบนี้ให้
เต็มอิ่มใจ ดูดอกไม้ผลิบาน ดูแสงตะวันอันอบอุ่น ดูสายฝนและสาย
ลมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดูผืนฟ้าและผืนน ้าแข็ง
ครู่ใหญ่ เขาก็หยุดหัวเราะ ก่อนลืมตาขึ้นอย่างสงบ “ได้ ข้าจะมี
ชีวิตอยู่ต่อ”
ไม่มีผู้ใดสามารถเหนี่ยวรั้งคุณชายผู้งดงามและฉลาด
ปราดเปรื่องได้ นอกจากตัวเขาเอง
เมื่อเขาตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง โลกใบนี้ก็เปิดรับเขา
เนื่องจากเรือนพักแห่งนี้ห่างไกลและคับแคบเกินไป สวี่โม่จึงเอ่ย
ขอกับหวังฝูเฟิง แล้วปลอมตัวให้เขาพากลับไปยังเรือนดอกไม้
เวินจืออวิ่นตรวจรักษาอาการป่วยและบำรุงร่างกายให้เขาอย่าง
ละเอียด
เพียงแค่สามถึงห้าวัน ร่างกายของหวังฝูเฟิงก็ฟื้นคืนจากความ
อ่อนแอ เขากลับมามีชีวิตชีวาเหมือนคนปกติ มือและเท้าเริ่มอบอุ่น
ริมฝีปากก็มีสีเลือดฝาดขึ้นแล้ว
พี่น้องทั้งหกคนต่างพากันยินดีโดยเฉพาะเจียงเซิง ครั้งแรกที่นาง
มาถึงเรือนพัก นางก็คิดว่าพี่ชายหวังฝูเฟิงคงสิ้นใจไปแล้ว นางเตรียม
ใจจะร้องไห้คร ่าครวญ ทว่าเขากลับลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ความรู้สึกเช่นนี้ เหมือนกับสุนัขตัวน้อยของลุงจ้าวที่ใกล้ตาย
ญาติพี่น้องต่างพากันขุดหลุมเตรียมฝัง แล้วทันใดนั้นสุนัขตัวน้อยก็
ส่งเสียงเห่าขึ้นมา
คนที่อยู่ตรงนั้นทั้งตกใจทั้งดีใจ และยังรู้สึกกลัวเล็กน้อยด้วย
กระทั่งริมฝีปากของหวังฝูเฟิงกลับมามีเลือดฝาด แม้จะยังดูซีด
เซียวอยู่บ้าง เจียงเซิงจึงค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้เขาอย่างระมัดระวัง
พลางเอ่ยถามว่า เขาอยากทานขนมซานจาหรือไม่
ในช่วงไม่กี่วันนี้ หวังฝูเฟิงได้ทำความรู้จักกับพี่น้องทั้งหกคนใน
เรือนดอกไม้บ้างแล้ว
ความเก่งกาจของสวี่โม่นั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพียงแค่คดี
เก่าแก่หนึ่งคดี เขาก็สามารถทำให้ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนต่อไป
เปลี่ยนไปเป็นคนอื่นได้
ส่วนจ่างเยี่ยนนั้นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจนัก ในช่วงที่เขาพัก
รักษาตัวอยู่ เขาอยากจะพูดคุยกับน้องชายผู้นี้ให้มากขึ้น แต่กลับไม่
สามารถหาตัวเขาเจอได้เลย
เมื่อถามเจียงเซิง จึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาถูกลากตัวไปฝึกฝน
ร่างกาย ทุกวันที่กลับมาก็เหมือนหมูตายแล้ว จนไม่สามารถขยับ
เขยื้อนได้เลย
“หากพี่ชายฝูเฟิงมีอะไรจะถาม ข้าจะช่วยไปบอกให้เอง” เจียง
เซิงน้อยดวงตาเป็นประกายวิบวับราวกับดวงดาว
หวังฝูเฟิงยิ้มบาง ยังไม่ทันได้พูดอะไร สวี่โม่ก็รีบเดินเข้ามา
ไม่รอให้เขาเข้ามาถึง หวังฝูเฟิงก็เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ตระกูล
หวังรู้แล้วหรือ?”
สวี่โม่หยุดยืนอยู่กับที่
สมแล้วที่เป็นคนเฉลียวฉลาดที่สุดของตระกูลหวัง เพียงแค่ดูจาก
ความเร็วในการเดินและสีหน้าของเขาก็รู้สาเหตุได้แล้ว
ตระกูลหวังพบแล้วว่าหวังฝูเฟิงหายตัวไปจริง ๆ ในห้าวันหลังจาก
พวกเขามาถึงเรือนดอกไม้ คนตระกูลหวังเริ่มตามหาบุตรชายคนรอง
ของตระกูลหวังทั่วทั้งเมืองและติดประกาศไปทั่ว
โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้แจ้งทางการ ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช่การตาม
หา แต่เป็นการออกหมายจับแล้ว
“คนที่ต้องการให้ข้าตายคือพวกเขา แต่ตอนนี้คนที่ตามหาข้า
กลับเป็นพวกเขาอีกเช่นกัน” หวังฝูเฟิงเผยรอยยิ้มเยาะหยันมุมปาก
“หรือว่าพวกเขาต้องการจะดูให้แน่ใจว่าข้าตายแล้วหรือยัง?”
ถ้าเช่นนั้นก็ทำให้พวกเขาสบายใจเถอะ
ไม่นาน ในเขตอันสุ่ยก็มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าบุตรชายคนรอง
ของตระกูลหวังเสียชีวิตในป่า ได้ยินว่าศพของเขาถูกหมาป่ากัดกิน
จนแทบไม่เหลือสภาพเดิม
ผู้คนในตระกูลหวังเศร้าโศกเสียใจอย่างยิ่ง ร ่าไห้คร ่าครวญขณะ
นำศพนั้นกลับไปฝังในสุสานบรรพบุรุษของตระกูล
นับแต่นั้นมา หวังฝูเฟิงก็สูญสลายไปกับสายลม และคุณชายฝู
เฟิงก็ก้าวขึ้นมาแทนที่
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พวกพี่น้องของสวี่โม่จึงพบว่า หวังฝูเฟิง
หาใช่คนไร้ซึ่งทรัพย์สิน ตรงกันข้าม เขากลับมีเงินทองและเครือข่าย
ความสัมพันธ์อยู่ในมือ อีกทั้งยังมีบ่าวไพร่ที่ภักดีอยู่จำนวนไม่น้อยอีก
ด้วย