พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 110 ความสัมพันธ์ระหว่างฟางเหิงกับหวังฝูเฟิง
เมื่อสอบถาม จึงได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นท่านปู่ของหวังฝูเฟิงมอบให้
เขา
“ตอนนั้น ท่านปู่สงสารข้าที่ร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งบิดามารดาก็
ไม่ชอบข้า ท่านกลัวว่าข้าจะชีวิตสั้น จึงมอบเครือข่ายคนสนิทส่วน
หนึ่งให้ข้า” หวังฝูเฟิงหลุบตาลงพลางกล่าวด้วยน ้าเสียงเศร้าสร้อย
สวี่โม่ เจิ้งหรูเชียน เวินจืออวิ่น และเจียงเซิงซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามต่าง
มองหน้ากันไปมา
แล้วเขายังคิดจะตายอีกหรือ?
ในเมื่อเขามีทุกอย่างแล้วยังจะคิดฆ่าตัวตายอีก แล้วพวกเขาที่ไม่
มีอะไรเลยแบบนี้ ควรรีบไปผูกคอจะไม่เหมาะสมกว่าหรือ
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ สวี่โม่ก็ถามถึงประเด็นสำคัญ “คนใน
ตระกูลหวังรู้เรื่องนี้หรือไม่?”
หวังฝูเฟิงพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า
หมายความว่าพวกเขารู้ แต่รู้ไม่มาก
คนในตระกูลหวังรวมถึงนายท่านสามหวังบิดาของหวังฝูเฟิง
สงสัยว่าหวังฝูเฟิงมีบางอย่างอยู่ในกำมือเขา หลังจากพยายาม
เรียกร้องให้บุตรชายเปิดเผยหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงโกรธแค้นและ
ทิ้งเขาไว้ที่เรือนแยก เพื่อให้เขาใช้ชีวิตคนเดียวและบีบบังคับให้เขา
ส่งมอบสิ่งนั้นมา
จนกระทั่งหวังฝูเฟิง ‘ตาย’ นายท่านสามหวังจึงเชื่อว่าบุตรชาย
คนโตไม่มีอะไรอยู่ในครอบครองจริง ๆ
“ตอนนี้ ตระกูลหวังคงจะกลมเกลียวกันดีแล้วแน่” น ้าเสียงของ
หวังฝูเฟิงฟังไม่ออกว่ากำลังอยู่ในอารมณ์แบบไหน “บุตรชายคนโต
ของบ้านสามสิ้นชีพ บ้านใหญ่คงถูกกดดัน บ้านรองเรืองอำนาจ การ
คว้าอำนาจปกครองตระกูลช่างง่ายดายราวกับหยิบสิ่งของในถุง”
“ข้าไม่ชอบความกลมเกลียวเช่นนี้ คงต้องให้คนอื่นได้พบ
น้องชายคนดีของข้าเสียที”
น ้าเสียงของเขาช่างเรียบเฉย แต่วิธีการกลับร้ายกาจ
ภายใต้สายตาชื่นชมของเจียงเซิง หวังฝูเฟิงเพียงลงมือเบา ๆ ก็
ทำให้สระน ้าแห่งความกลมเกลียวของตระกูลหวังป่วนปั่นได้
เริ่มจากอนุภรรยาของนายท่านสามหวังถูกนายท่านรองหวัง
ค้นพบ ตามด้วยการเปิดเผยบุตรนอกสมรสอายุสิบสามปีที่ร่างกาย
แข็งแรง สดใสร่าเริงมีชีวิตชีวา ทั้งยังมีความรู้มาก ได้ยินว่าผ่านการ
สอบถงเซิงแล้ว กำลังเตรียมตัวสอบเป็นซิ่วไฉอยู่
แม้จะเป็นเพียงบุตรนอกสมรสและมารดาก็เป็นแค่อนุภรรยาผู้ต ่า
ต้อย แต่ก็ทดแทนด้วยความเป็นเลิศแบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ
หวังหมิงอวี่แล้ว ช่างเหมือนกับตัวเอกในวรรณกรรม
นายท่านสามหวังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เพราะคิดว่าบุตรนอกสมรส
คนนี้ถูกเปิดเผยเร็วเกินไป แต่คำประจบประแจงของสมาชิกตระกูล
หวังคนอื่น ๆ และความอิจฉาริษยาของบ้านรองก็ทำให้เขารู้สึก
ภาคภูมิไม่ได้ จึงพาอนุภรรยามาอยู่ที่ตระกูลหวัง และบุตรนอกสมรส
ก็ถูกเพิ่มชื่อเข้าในตระกูลเป็นอย่างดี
ได้ยินว่าชื่อ หวังฮ่าวหราน
บ้านรองตระกูลหวังเกิดความวุ่นวายใหญ่โต นายท่านรองหวัง
เริ่มสงสัยในเจตนาของน้องชาย พร้อมกับเพิ่มการควบคุมดูแลหวังห
มิงอวี่ให้เข้มงวดขึ้น โดยหวังเพียงว่าเขาจะสามารถเก่งกาจได้
มากกว่าหวังฮ่าวหราน
แต่คุณชายที่ถูกตามใจจนเสียคนจะสามารถแก้ไขได้ในเวลาอัน
สั้นได้อย่างไร
เกี่ยวกับเรื่องนี้หวังฝูเฟิงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “นายท่านสาม
หวังไม่ยอมเปิดเผยไพ่ตายอย่างบุตรนอกสมรสคนนี้มาโดยตลอด
เป็นเพราะถึงแม้ลูกพี่ลูกน้องอย่างหมิงอวี่จะเหลวไหล แต่ก็ยังไม่ถึง
ขั้นเป็นคนเลวร้าย สิ่งที่เขาต้องการคือให้หมิงอวี่ทำลายตระกูลหวัง
จนสั่นคลอน แล้วค่อยให้บุตรนอกสมรสเข้ามากอบกู้สถานการณ์”
เมื่อถึงเวลานั้น บ้านใหญ่ล่มสลาย บ้านรองทำผิด บ้านสี่ก็ไร้
ทายาทที่เป็นบุตรชาย สิทธิ์ในการปกครองตระกูลนอกจากบ้านสาม
ก็แทบจะไม่มีใครอีกแล้ว
ช่างเป็นการวางแผนที่แยบยลจริง ๆ
น่าเสียดายที่หวังหมิงอวี่ยังไม่ได้เลวร้ายจนฝังกระดูก และหวังฝู
เฟิงก็ไม่ได้ตายอย่างสงบ
การเปิดเผยตัวตนของบุตรนอกสมรสคนนี้ก่อนเวลา ทำให้
ตระกูลหวังเกิดความวุ่นวายสับสน
นายท่านรองหวังไม่ยอมสละสิทธิ์ในการปกครองตระกูล ส่วน
นายท่านสามหวังก็ดีใจจนเนื้อเต้น บ้านใหญ่หวังก็จ้องมองอย่างหิว
กระหาย แม้แต่บ้านสี่ก็อยากฉวยโอกาสแบ่งผลประโยชน์สักส่วน
อาจกล่าวได้ว่าตระกูลหวังเละเทะยุ่งเหยิง
“ต่อจากนี้พี่ฝูเฟิงมีแผนการอย่างไรเล่า” สวี่โม่หลีกเลี่ยงการใช้
แซ่ ‘หวัง’ อย่างชาญฉลาด
หวังฝูเฟิงยิ้มเรียบเฉย “ปล่อยให้ตระกูลหวังวุ่นวายไปสักพัก”
งูต่อสู้กับงู หนูต่อสู้กับหนู คนในครอบครัวเดียวกันก็ยังต้องให้
จัดการกันเอง
ในช่วงเวลานี้ หวังฝูเฟิงจะจัดการกับทรัพย์สินในมือ ทั้งสัญญา
ซื้อขายที่ดิน ข้ารับใช้เก่าแก่ รวมถึงชื่อเสียงของ ‘คุณชายฝูเฟิง’ ที่
เคยโด่งดังแต่ต้องจากไปเพราะความเจ็บป่วย
เมื่อจัดการถึงสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับหนึ่ง สีหน้าของเขากลับ
ชะงัก แล้วมองเหล่าพี่น้องของสวี่โม่อย่างลึกซึ้ง
ช่วงที่หวังฝูเฟิงกำลังยุ่ง พี่น้องทั้งหกคนก็ไม่ได้อยู่เฉย
ถึงแม้ว่าสวี่โม่จะไม่อยู่ที่อำเภอเซี่ยหยาง แต่ชื่อเสียงของที่
ปรึกษาของเขายังคงอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินร้อยตำลึงในปีนี้จะไม่สูญ
เปล่า เปียนเหวินซวนจึงให้หวังสี่ส่งของบางอย่างมาเป็นระยะ
หากไม่เป็นคดีเล็ก ๆ ที่ต้องจัดการ ก็เป็นเอกสารที่ต้องจัดเรียง
และรายงาน
แม้ว่ากิจการโรงผลิตของเจิ้งหรูเชียนจะล้มเหลว แต่เขาก็ไม่ได้
ท้อแท้ จึงหันไปสนใจเมล็ดถั่วที่นำมาจากอำเภออันหยาง ทุกวันเขา
จะสอบถามกับจางฉีเฉวียนว่าควรปลูกพวกมันอย่างไร
การปลูกถั่วฝักยาวไม่ใช่เรื่องง่าย อันดับแรกต้องพิจารณาว่า
เมล็ดจะงอกหรือไม่ ต่อมาก็ต้องการคนที่เชี่ยวชาญด้านการเกษตร
คอยช่วยเหลือ จากนั้นก็เป็นที่ดินจำนวนมากสำหรับเพาะปลูก
สุดท้ายคือสถานที่สำหรับตากและทำถั่วฝักยาวดอง
เมื่อมองไปรอบ ๆ เรือนดอกไม้ ที่นี่มีพื้นที่สำหรับทำถั่วฝักยาว
ดองเพียงพอ แต่พื้นที่สำหรับเพาะปลูกกลับไม่มากพอจะทำได้
เจิ้งหรูเชียนครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจ “ข้าไม่ต้องการ
โรงผลิตแล้ว ข้าจะกลับไปปลูกถั่วฝักยาวที่อำเภอเซี่ยหยาง”
หากพวกเขาสามารถทำถั่วฝักยาวดองเองได้ กำไรจากการขาย
ให้กับร้านอาหารและร้านต่าง ๆ ก็จะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเทียบกันแล้ว โรง
ผลิตหมูรมควันที่ล้มเหลวไปแล้วนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์
จริง ๆ
“แต่ว่าโรงผลิตยังมีค่าเช่าอีกเกือบครึ่งปีอยู่นะ” เจียงเซิงรู้สึก
เจ็บปวดใจยิ่งนัก
ค่าเช่าหนึ่งปีสามสิบต้าลึง เกือบครึ่งปีก็เป็นสิบกว่าตำลึงแล้ว
“กิจการโรงผลิตล้มเหลวไปแล้ว เก็บเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์” เจิ้ง
หรูเชียนโน้มน้าวน้องสาว “ปลูกถั่วฝักยาวที่อำเภอเซี่ยหยาง แล้วส่ง
มาทำถั่วฝักยาวดองย่อมไม่คุ้มค่าแน่นอน”
ส่วนเรื่องการเพาะปลูกถั่วฝักยาวในเขตอันสุ่ยนั้น เขาก็ไม่เคย
นึกถึงเลย ที่ดินของเขตกับอำเภอนั้นเพียงครึ่งแปลงก็ราคาต่างกันตั้ง
สองตำลึง
“อีกอย่างค่าเช่าของเรือนดอกไม้ก็ไม่ใช่ถูก ๆ นะ” เจิ้งหรูเชียน
พูดจาคล่องแคล่ว “ครึ่งปีที่เหลือพวกเราให้คนอื่นเช่าต่อ หากได้เงิน
คืนมาก็ดีมาก”
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น สัญญาซื้อขายที่ดินฉบับหนึ่งก็ถูกยื่น
มาตรงหน้า
เจิ้งหรูเชียนชำเลืองมอง ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจ แต่พอมองอีก
ครั้ง กลับต้องชะงักไป
“ข้าเจอมันตอนจัดการกับเอกสาร ไม่นึกว่าจะมีสัญญาซื้อขาย
ที่ดินของเรือนหลังนี้ด้วย” หวังฝูเฟิงยิ้มเขินอาย “พวกเจ้าช่วยชีวิต
ข้าไว้ ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร สัญญาซื้อขายที่ดินฉบับนี้ก็มอบให้
พวกเจ้าแล้วกัน”
ดวงตาของเจิ้งหรูเชียนเบิกกว้าง
เจียงเซิงปฏิเสธไปก่อน “ไม่ได้ ไม่ได้ พี่ชายฝูเฟิงมันไม่เหมาะเลย
นะ นี่มันมีค่ามากเกินไป พวกเราไม่อาจรับไว้ได้”
“เรือนหลังนี้ไม่ได้มีค่าอะไรนัก” หวังฝูเฟิงเอ่ยเสียงแผ่วเบา “สิบ
กว่าปีก่อน มันเคยเป็นเรือนพักของท่านป้าคนหนึ่งข้า ภายหลังนาง
แต่งงานไปไกลถึงเมืองหลวง เรือนหลังนี้จึงถูกทิ้งร้างไป”
ท่านป้าของหวังฝูเฟิงคงจะแซ่หวังเช่นกัน
มารดาของฟางเหิงก็ดูเหมือนจะเป็นคุณหนูจากตระกูลหวัง
คุณหนูตระกูลหวังที่ไปแต่งงานถึงเมืองหลวงก็น่าจะมีเพียงผู้
เดียว
ขณะเจียงเซิงกำลังครุ่นคิดอย่างสับสน จู่ ๆ ก็มีเสียงสะอื้นดังขึ้น
“ท่านป้าที่เจ้าพูดถึงชื่อว่าหวังฝูเสวี่ยใช่หรือไม่?”