พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 111 บ้านหลังแรกของเจียงเซิง
มารดาของฟางเหิงมีนามว่าฝูเสวี่ย
หากที่นี่คือเรือนของหวังฝูเสวี่ยในวัยเยาว์ เขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุ
ใดเมื่อเข้ามาครั้งแรกจึงรู้สึกคุ้นเคยเช่นนี้
เจียงเซิงก็พลันเข้าใจได้ทันที
ส่วนเจิ้งหรูเชียนนั้นราวกับถูกสายฟ้าผ่า
หวังฝูเฟิงยังคงสงบนิ่ง เขามองไปยังลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่เขา
เคยพบครั้งเดียว จึงเอ่ยยิ้มบาง “ตอนนี้ดูเหมือนว่าสิ่งของได้กลับคืนสู่
เจ้าของเดิมแล้ว”
นั่นนับเป็นการยอมรับว่าที่นี่คือเรือนดอกไม้ของหวังฝูเสวี่ย
ฟางเหิงพยายามข่มกลั้นความเศร้าโศก เขาสัมผัสก้อนอิฐ แผ่น
กระเบื้อง ดินและหินอย่างอาลัยอาวรณ์ ราวกับท่องผ่านกาลเวลา
กลับไปยังอดีตกว่าสิบปีก่อน แล้วเห็นเด็กสาวผู้มีชีวิตชีวากำลังร่าย
รำท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้
เนิ่นนานเขาจึงเปล่งเสียงอันแหบพร่า “ท่านแม่”
จากนั้นหยาดน ้าตาพลันรินไหลอาบแก้ม
หวังฝูเฟิงมองเหตุการณ์ตรงหน้า พลางถอนหายใจ
บางคนแม้จะพลัดพรากจากมารดาบิดา แต่ความคิดถึงก็ยังคง
อยู่ ไม่มีวันลืมเลือน
บางคนแม้จะยังมีชีวิตอยู่ กลับไม่รู้จักจะทะนุถนอมความรัก มี
เพียงความเฉยเมย
บางทีชะตากรรมระหว่างบิดามารดากับบุตร อาจจะเป็นสิ่งที่
อธิบายได้ยากนัก
รอจนกระทั่งฟางเหิงสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เขาจึงรับสัญญาซื้อ
ขายที่ดินสีเหลืองซีดมาโดยไม่ปฏิเสธอีก
เจิ้งหรูเชียนซึ่งอยู่ข้าง ๆ น ้าลายไหลด้วยความอิจฉา เสียดายที่
ตนไม่ได้เกิดในตระกูลร ่ารวย ไม่มีญาติพี่น้องที่มั่งคั่ง แม้ว่าจะทำ
การค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ไม่มีเงินมากพอจะซื้อบ้านให้น้องสาวของ
เขาด้วยซ ้า
ทันใดนั้น สัญญาซื้อขายที่ดินกลับถูกยื่นมาอีกครั้ง
เจิ้งหรูเชียนเงยหน้าขึ้น เห็นฟางเหิงถือสัญญาซื้อขายที่ดินอยู่
แต่ยื่นข้ามเขาไปหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงเซิง
เจิ้งหรูเชียน “…”
“เจียงเซิง สัญญาซื้อขายที่ดินฉบับนี้เป็นของเจ้าแล้ว” ฟางเหิง
มองเด็กหญิงตัวน้อยผู้น่ารัก ในแววตาเขาเต็มไปด้วยความสงสาร
“ต่อไปนี้ เจ้าจะไม่ใช่เด็กเร่ร่อนอีกต่อไป”
เหตุผลที่เด็กเร่ร่อนต้องเร่ร่อนไปทั่ว ไม่ใช่เพียงเพราะไร้ที่ซุกหัว
นอน แต่ไร้บ้าน ไร้ครอบครัว ซึ่งเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า
‘บ้าน’
ตอนนี้สวี่โม่ได้มอบทะเบียนราษฎร์ให้นาง เจิ้งหรูเชียนหาเงิน
เลี้ยงดูนาง ฟางเหิงมอบสัญญาซื้อขายที่ดินให้นาง บ่งบอกว่านาง
ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคำว่า ‘เด็กเร่ร่อน’ อีกแล้ว
ความมั่นคงที่ใฝ่ฝันมาตลอด เวลานี้มาปรากฏอยู่ตรงหน้า
เจียงเซิงน้อยนั่งมองสัญญาซื้อขายที่ดินนิ่งงัน ครู่ใหญ่จึงเอ่ย
เสียงแผ่ว “แต่พี่สาม นี่เป็นของท่านแม่ท่าน อีกทั้งพี่ชายฝูเฟิงยังมอบ
ให้ท่านด้วย”
“ของข้าก็คือของเจ้า” ฟางเหิงยื่นส่งให้นางโดยไม่เปิดโอกาสให้
ปฏิเสธ
เจียงเซิงรับมาไว้ในอ้อมอก ราวกับกอบกุมกองไฟอันร้อนระอุ
แผดเผาดวงตาและก้นบึ้งของหัวใจ
พี่ชายของนางมอบให้
บ้าน…ที่เป็นของนาง
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้น ทุกคนรอบกายต่างแย้มยิ้มให้ แววตาของ
พวกพี่ชายเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและปรารถนาดี ทั้งสนับสนุน
และให้กำลังใจราวกับจะเอ่ยว่า ‘ยินดีด้วยเจียงเซิงน้อย ในที่สุดเจ้าก็มี
บ้านแล้ว’
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กชายวัยเก้าขวบที่ล้มลงในคืนหิมะตกยังถอน
หายใจพร้อมกับยิ้มให้ ‘เจียงเซิง ในที่สุดข้าก็วางใจได้เสียที’
จมูกนางพลันรู้สึกแสบร้อน น ้าตาเอ่อคลออยู่รอมร่อ
แต่เจียงเซิงไม่อยากจะหลั่งน ้าตา และยิ่งไม่อยากให้ผู้คนที่รักและ
เอ็นดูนางต้องร้องไห้ไปด้วย ดังนั้นจึงสูดน ้ามูกพลางกอดสัญญาซื้อ
ขายที่ดินวิ่งไปหาเจิ้งหรูเชียน แล้วกล่าวเสียงดังว่า “พี่รอง พวกเราไม่
ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านแล้ว ท่านยังจะล้มเลิกกิจการโรงผลิตอีกหรือ”
เจิ้งหรูเชียนเบิกตากว้างอย่างตะลึงงัน
ช้าก่อน นี่มันไม่ถูกต้องนะ เหตุใดจากที่กำลังซาบซึ้งกันอยู่ ถึง
กลายเป็นว่าเอามันมาลงที่เขากะทันหันเช่นนี้เล่า
แม้ว่าเรือนดอกไม้จะไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแล้ว แต่โรงผลิตก็ปิดตัว
ลงไปแล้ว จะกลับมาเปิดใหม่ก็คงเป็นไปไม่ได้
เจิ้งหรูเชียนกล่าวอย่างเศร้าสร้อยว่า “เจียงเซิง หมูรมควันขาย
ไม่ได้แล้ว ทำออกมาก็คงไม่มีใครซื้อ หากโรงผลิตของพวกเรายังคง
เปิดต่อไป สู้ให้คนอื่นเช่ามันยังจะดีเสียกว่า”
การทำการค้าย่อมต้องคำนึงถึงผลกำไรและขาดทุน
เจียงเซิงย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่เจิ้งหรูเชียนกล่าวมาล้วนถูกต้อง แต่นาง
เห็นตอนที่โรงผลิตปิดตัวลง บรรดาพวกท่านป้าต่างล้วนซับน ้าตา
บอกว่าที่บ้านจะไม่มีเงินกินข้าวแล้ว นางยังเห็นท่านลุงจางฉีเฉวียน
กับท่านป้าซุ่ยถอนหายใจ บอกว่าไม่อยากกลับไปเผชิญหน้ากับ
ตระกูลจางที่หมู่บ้านสิบลี้
ส่วนป้าจาง แม้จะไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา แต่คิดว่า…
นางคงไม่ยอมกลับอำเภอเซี่ยหยางแน่
สวี่โม่จึงเข้าใจแล้วว่าโรงผลิตนี้ไม่ใช่แค่โรงผลิต แต่เป็นรากฐาน
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนสิบกว่าชีวิต ไม่อาจปิดตัวลงได้ง่าย ๆ
แต่นางก็ไม่อยากทำให้พี่รองลำบากใจ ในเมื่อพี่สามมอบสัญญา
ซื้อขายที่ดินให้นางแล้ว เจียงเซิงจึงตัดสินใจเอ่ยว่า “พี่รอง เช่นนั้น
ต่อไปโรงผลิตนี้ ข้าขอรับช่วงต่อเอง”
สายตาทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง
สวี่โม่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เจิ้งหรูเชียนเบิกตากว้าง ฟาง
เหิงลอบยิ้ม เวินจืออวิ่นซบไหล่จ่างเยี่ยน พวกเขามองนางพลางยก
ยิ้มมุมปาก
เจียงเซิงยังเด็กเกินไป ช่วงสองปีมานี้ ความกดดันในการทำงาน
หาเงินล้วนตกอยู่กับพี่ชายทั้งสาม สำหรับพวกเขาแล้ว เพียงน้อง ๆ มี
ชีวิตสุขสบายก็เพียงพอ
ไม่คิดว่าก่อนหน้านี้ เวินจืออวิ่นก็ไม่ยอมแพ้และตั้งใจศึกษาวิชา
แพทย์เป็นอย่างดี มาตอนนี้เจียงเซิงกลับรวบรวมความกล้าเพื่อรับ
ช่วงต่อโรงผลิต
แม้น้องชายน้องสาวจะยังเล็ก แต่ก็ไม่ยอมอยู่อย่างสุขสบายใน
กรงทองตลอดไป จิตวิญญาณเช่นนี้ควรค่าแก่การชื่นชม
หลังสวี่โม่หายประหลาดใจแล้ว เขาก็เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นกล่าว
ว่า “เจียงเซิง ตราบใดที่เจ้าไม่นำเงินไปทุ่มเทจนหมด โรงผลิตนี้ก็ยก
ให้เจ้า ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วจะจัดการดูแลอย่างไร เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
“อะไรกัน ข้าเองก็หาเงินได้เหมือนกันนะ” เด็กหญิงกลายร่างเป็น
กาต้มน ้าจอมพยศอีกครั้ง นางยกแขนเท้าเอวทั้งยังมีสีหน้าไม่พอใจ
สวีโม่กลั้นยิ้มแล้วลูบศีรษะน้อย ๆ ของนางพลางเอ่ยว่า “ได้ ๆ ๆ
เจ้าพูดถูกทุกอย่าง หากเจ้าไม่ขาดทุน เรื่องอื่นก็ช่างมันเถอะ”
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้น พูดว่า “ไม่ขาดทุนแน่นอน ใช่หรือไม่ท่านลุง
จาง”
นางหันไปมองจางฉีเฉวียนซึ่งอยู่ไกล ๆ ดวงตากลมโตเต็มไป
ด้วยการขอความเห็นด้วย
จางฉีเฉวียนชะงักไปครู่หนึ่ง
หลิวซุ่ยยื่นมือออกไปบิดเอวของเขาอย่างแรง
จางฉีเฉวียนจึงได้สติ รีบพยักหน้าตามรับเด็กหญิง “ใช่ ๆ ๆ ไม่
ขาดทุนแน่นอน”
ในเวลานั้นเมื่อเผชิญกับแววตาเปี่ยมความเชื่อมั่นของเด็กน้อย
และมือของภรรยาที่กำลังบีบเอว จางฉีเฉวียนก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้โรงผลิตแห่งนี้ดำเนินกิจการต่อไปและเติบโต
ขึ้นไปเรื่อย ๆ
เจียงเซิงพอใจมาก นางยิ้มหวานจนแก้มแทบปริ ดวงตาทอ
ประกายแสงระยิบระยับ
แววตาสวี่โม่พลันอ่อนลง เขาลูบศีรษะน้อยของนางอย่างเอ็นดู
ครั้นเงยหน้าขึ้นก็พบว่าหวังฝูเฟิงจ้องมองเขาอยู่ตลอด ดวงตา
ของเขาเต็มไปด้วยสิ่งที่สวี่โม่ไม่เข้าใจ
“พี่ฝูเฟิง มีอะไรหรือเปล่า” สวี่โม่เอ่ยถามอย่างสุภาพ
หวังฝูเฟิงพลันกลับมามีสติอีกครั้ง ก่อนรอยยิ้มละมุนละไมจะ
ปรากฏขึ้นบนใบหน้า “พี่สวี่ช่างเป็นพี่ชายที่ดีนัก”
สวี่โม่รับคำชมนั้นด้วยรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะจบการสนทนา
เพียงเท่านั้น
ส่วนหวังฝูเฟิงก็ไม่ได้สานต่อ เขาหันไปสนทนากับฟางเหิงถึง
เรื่องของท่านปู่ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งสอง เรื่องของตระกูลหวัง
รวมไปถึงการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป
ยิ่งพูดคุย ทั้งสองต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรปล่อยให้ตระกูลหวัง
อยู่ในความสับสนวุ่นวายไปก่อนสักพัก
ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้ข้อสรุป ก็จะไม่หันมาสนใจเรื่องฟาง
เหิง หรือคิดทำร้ายพวกฟางเหิงและน้องสาวของเขาได้
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ทว่าเจิ้งหรูเชียนกับเจียงเซิงกลับมีความเห็นที่ขัดแย้งกันเป็นครั้ง
แรก
เมื่อใกล้เข้าสู่เดือนสี่ อันเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดในการ
เพาะปลูกถั่วฝักยาว เจิ้งหรูเชียนจึงร้อนใจจะกลับไปยังอำเภอเซี่ย
หยางเพื่อซื้อที่ดินและจ้างคนงาน
ขณะที่เจียงเซิงกลับต้องการขยายกิจการโรงผลิต จึงจำเป็นต้อง
อยู่ที่เขตอันสุ่ยต่อไป
แม้พี่น้องทั้งสองมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็ไม่อยากแยกจากกัน
จึงได้แต่พยายามอย่างหนักเพื่อโน้มน้าวอีกฝ่าย
เจียงเซิงกล่าวว่า “พี่รอง พวกเราก็แค่ปลูกถั่วฝักยาวในเขตก็ได้
ค่าเช่าที่ดินอาจจะแพงกว่าสักหน่อย แต่ก็สามารถตากถั่วฝักยาวใน
โรงผลิตได้ มันสะดวกกว่าจริง ๆ”
เจิ้งหรูเชียนกลับส่ายหน้า “ยังไงก็ต้องกลับไปที่อำเภอเซี่ยหยาง
ที่ดินของเขตอันสุ่ยแพงเกินไป”
“ค่าเช่าที่ดินไม่แพงหรือ” เจียงเซิงรู้สึกงุนงง
เจิ้งหรูเชียนอ ้าอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดออกมาว่า “ข้า
ไม่ได้จะเช่าที่ดิน ข้าอยากจะซื้อที่ดินต่างหาก”
ราคาค่าเช่าที่ดินอาจจะแตกต่างกันเพียงไม่กี่เหวิน แต่ราคาซื้อ
ที่ดินนั้นแตกต่างกันถึงหมู่ละสองตำลึง แน่นอนว่าการซื้อที่ดินใน
อำเภอเซี่ยหยางนั้นคุ้มค่ากว่ามาก
เจียงเซิงเม้มปาก นางดีใจกับความทะเยอทะยานของพี่ชาย แต่
อีกใจหนึ่งก็กังวลที่พวกนางทั้งสองมีความเห็นไม่ลงรอยกัน
ท้ายที่สุดแล้ว จางฉีเฉวียนจึงต้องออกมาเป็นคนไกล่เกลี่ย “พวก
เราสามารถกลับไปปลูกถั่วฝักยาวที่อำเภอเซี่ยหยางก่อน แล้วค่อย
กลับมาเปิดโรงผลิตที่เขตก็ได้”