พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 112 กลับอำเภอเซี่ยหยาง
มันสมเหตุสมผล
ถั่วฝักยาวไม่สามารถเติบโตได้ในทันที ดังนั้นเพียงหว่านเมล็ดก็
สามารถกลับมาที่เขตอันสุ่ยได้
โรงผลิตในเขตอันสุ่ยก็ไม่สามารถเปิดกิจการได้ในทันทีเช่นกัน
เพราะยังไม่ได้วางแผนว่าจะจัดการทำอะไร
เมื่อพี่ชายกับน้องสาวเห็นพ้องต้องกัน ก็กลับมาสนิทสนมกัน
เหมือนเดิมแล้ว
“พี่รอง พี่รอง หลังซื้อที่ดินแล้ว พวกเราก็จะเป็นเจ้าของที่
ทั้งหมด” เจียงเซิงกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น
เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้าง “รอให้ถั่วฝักยาวทำกำไรได้ก่อน ถึงตอน
นั้นจึงจะเป็นเจ้าของที่อย่างแท้จริง ช่วงข้ามปีก็จะซื้อดอกไม้ไฟให้เจ้า
เล่นได้มากมาย”
จางฉีเฉวียนมองพวกเขาแล้วส่ายหัวพร้อมกับยกยิ้มไม่ได้
อย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยอยู่ดี
ทันใดนั้น เจียงเซิงก็หันมามองเขา “ท่านลุงจางจะกลับอำเภอ
เซี่ยหยางกับพวกเราหรือไม่”
ส่วนเขา…
จางฉีเฉวียนลังเลอยู่บ้าง การมาเขตอันสุ่ยในครั้งนี้ เขาไม่เคย
คิดจะกลับไปที่หมู่บ้านสิบลี้ ยิ่งไม่คิดจะไปข้องเกี่ยวกับครอบครัวอีก
แต่อย่างไรเสียอำเภอเซี่ยหยางก็คือบ้านเกิด จากมาเป็นเวลาครึ่ง
ปีขนาดนี้ ย่อมคิดถึงบ้านเกิดเป็นธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เขาจะไม่คิดถึงบิดามารดา ไม่คิดถึงคนตระกูล
จาง แต่จะไม่ให้คิดถึงเพื่อนฝูงและญาติมิตรที่สนิทสนมกันได้อย่างไร
ความคิดอันหนักแน่นในใจเริ่มคลอนแคลน
จางฉีเฉวียนเอ่ยอย่างลังเลว่า “ข้าคงต้องปรึกษากับท่านป้าซุ่ย
ของเจ้าเสียก่อน”
“ไม่ต้องปรึกษาแล้ว” ไม่รู้ว่าหลิวซุ่ยเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“พวกเรากลับไปเยี่ยมบ้านกันเถอะ”
แค่กลับไปเยี่ยมบ้านเท่านั้น ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร
บางสิ่งบางอย่าง แม้เวลาเพียงครึ่งปีก็ไม่อาจตัดขาดได้ ชั่วชีวิตนี้
ก็คงตัดขาดไม่ได้เช่นกัน
“พี่สาว ท่านจะกลับหรือไม่” หลิวซุ่ยหันไปถามป้าจาง
หากเด็กทั้งหกคนกลับไปพร้อมกับจางฉีเฉวียนและภรรยา ย่อม
เหลือเพียงจางเซียงเหลียนต้องอยู่เฝ้าเรือนคนเดียว นางคงจะรู้สึก
ว้าเหว่ไม่น้อย
แต่อย่างไรก็ไม่อาจบังคับนางให้กลับไปได้ ทุกคนไม่อาจกล้า
เผชิญหน้ากับอดีตและคนพาลเช่นนั้น
จางเซียงเหลียนรู้สึกสั่นสะท้านในใจ
หากเป็นนางในอดีต แค่จะรวบรวมความกล้าแล้วหนีไปก็ยากนัก
หากให้กลับไปเผชิญหน้ากับคนชั่วช้าแบบนั้นอีกครั้ง นางขอตาย
เสียดีกว่า
แต่ครึ่งปีที่ได้ทำงานหนักในโรงผลิต นางได้พบเจอผู้คนมากมาย
และได้เห็นพวกเด็ก ๆ เผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส
มาแล้ว
แม้คนอ่อนแอก็ยังตระหนักได้
ไม่ว่าปัญหาจะยากเย็นเพียงใด สุดท้ายก็ต้องเผชิญหน้าในที่สุด
จางเซียงเหลียนกำหมัดแน่น ภายใต้แววตาเปล่งประกายของ
เจียงเซิง นางเอ่ยด้วยน ้าเสียงสั่นเครือว่า “ข้าจะกลับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เริ่มขะมักเขม้นเพื่อเก็บข้าวของและ
เดินทางกลับอำเภอเซี่ยหยางด้วยความปีติยินดี
แม้แต่สวี่โม่ก็ยังรู้สึกเบิกบานใจ เพราะในที่สุดก็ไม่ต้องคอย
จัดการเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านทางไกลเช่นนี้อีก
มีเพียงหวังฝูเฟิงที่ยังคงขมวดคิ้ว เดินตามสวี่โม่ไปมาด้วยท่าทาง
อ่อนแอราวกับต้นหลิวเอนไหว สักพักใหญ่เขาจึงเอ่ยขึ้น “พวกเจ้าจะ
ไปกันหมดเลยหรือ”
สวี่โม่ชะงักไปเล็กน้อย “ใช่แล้ว พวกข้าพี่น้องไม่เคยแยกจาก
กัน”
หวังฝูเฟิงเม้มปาก เขาพูดอะไรไม่ออกอยู่นาน ทั้งที่ปกติเป็นคน
เปิดเผยตรงไปตรงมาแท้ ๆ “…ข้า…ข้าก็อยากไปด้วย”
“หือ?”
สวีโม่เลิกคิ้ว มองหวังฝูเฟิงผู้มีร่างกายอ่อนแอแต่สติปัญญาเฉียบ
แหลมจากหัวจรดเท้า พลางคาดเดาความต้องการของอีกฝ่าย
หวังฝูเฟิงกล่าวคำพูดที่เตรียมไว้แล้วว่า “…ช่วงนี้ท่านหมอเวิน
เป็นคนรักษาข้า เกรงว่าการจากไปจะทำให้ลำบาก ยิ่งไปกว่านั้น ข้า
เกิดมาร่างกายอ่อนแอ จึงไม่เคยเห็นทิวทัศน์นอกเขตอันสุ่ยมาก่อน
ได้ยินว่าอำเภอเซี่ยหยางนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก จึงอยากถือโอกาส
นี้ไปเปิดหูเปิดตาด้วย”
ประจวบกับจังหวะนั้นเวินจืออวิ่นแบกกล่องยาเดินมาพอดี เขาจึง
พูดอย่างจริงจังว่า “เมื่อไปถึงอำเภอเซี่ยหยางแล้ว ข้าจะขอให้ท่าน
หมออู๋ช่วยตรวจอาการให้ วิชาแพทย์ท่านหมออู๋นั้นล ้าเลิศกว่าข้า
มากนัก”
หวังฝูเฟิงพยักหน้า ใบหน้าขาวซีดเผือดมีสีแดงระเรื่อเล็กน้อย
สวีโม่ไม่มีเหตุผลปฏิเสธเขา จึงได้แต่ยินยอมให้ไปด้วยกัน
ไม่นานนัก พวกเขาทั้งหมดต่างก็เก็บสัมภาระเรียบร้อย บางกลุ่ม
ก็นั่งรถม้า บางกลุ่มก็นั่งเกวียนลาเดินทางไป
ต้องขอบคุณหวังฝูเฟิงที่ทำให้พี่น้องทั้งหกคนได้นั่งรถม้าขนาด
ใหญ่ที่สร้างขึ้นพิเศษของตระกูลหวัง และได้สัมผัสกับความมั่นคง
หรูหราเหล่านี้
หากมองจากภายนอก รถม้าของตระกูลหวังมีขนาดใหญ่กว่ารถ
ม้าทั่วไปถึงสองเท่า
ภายในรถม้าช่างหรูหราโอ่อ่า
พื้นบนรถม้าของพวกเขาปูด้วยแผ่นไม้ กั้นด้วยไม้สูงขึ้นมาทำ
เป็นที่นั่ง
โครงสร้างรถม้านั้นไม่ได้แตกต่างกัน แต่ที่นั่งของพวกเขาบุด้วย
สำลีนุ่มฟู ตรงกลางยังมีโต๊ะน ้าชาเล็ก ๆ จัดวางไว้พร้อมสรรพ
ด้านล่างมีลิ้นชักสำหรับใส่ขนมหวานและผลไม้เป็นอย่างดี
ใต้ที่นั่งยังซ่อนผ้าห่มผืนนุ่มเอาไว้ หากดึงออกมาก็สามารถใช้
ห่มคลุมกายได้
มันหรูหรากว่ารถม้าของหวังหมิงอวี่เสียอีก
เจิ้งหรูเชียนมองจนตาร้อนผ่าว เขาอยากได้รถม้าคันงามนี้มา
ครอบครองยิ่งนัก แต่เขาก็ไม่มีเงินมองมากมายถึงเพียงนั้น
คนยากจนก็เป็นเช่นนี้
ยามไม่มีเงินก็อยากได้สิ่งของราคาแพง พอเก็บเงินได้มากพอ
กลับไม่กล้าใช้จ่าย คิดจะเก็บเงินไว้ซื้อของที่จำเป็นกว่า ทั้งเสื้อผ้า
อาหาร ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ หรือไม่ก็เอาเงินไปต่อยอดเพื่อทำ
กำไรให้มากขึ้น
เพราะไร้ซึ่งสถานะของเงินทองจึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด
แม้เจิ้งหรูเชียนจะรู้สึกอิจฉาเพียงใด เขาก็ทำได้เพียงลูบคลำรถ
ม้าเท่านั้น ก่อนจะแสร้งทำทีเอ่ยปากกับเจียงเซิงให้รู้จักว่า “รถม้าคัน
นี้ราคาต ่ากว่าห้าสิบสองตำลึงแน่นอน”
เจียงเซิงแสร้งเบิกตากว้างด้วยท่าทางประหลาดใจ
เจิ้งหรูเชียนยิ่งลำพองใจเข้าไปใหญ่ เขาตบอกตนเองพลางกล่าว
ว่า “เจ้ารอเมื่อพี่รองหาเงินได้แล้ว ข้าจะซื้อคันที่ใหญ่กว่านี้เสียอีกให้
เจ้า”
เจียงเซิงพยักหน้าหงึก ๆ ในดวงตาลุกแวววาวด้วยความชื่นชม
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะ ก่อนจะหันไปมองเวินจืออวิ่นซึ่งนั่งนิ่งอยู่ “เจ้า
สี่ พี่รองก็จะซื้อให้เจ้าด้วยนะ”
สุดท้ายเขาก็หันไปมองจ่างเยี่ยนที่ไม่ได้แสดงอาการวิงเวียนใด ๆ
ออกมา “เจ้าห้า พี่รองก็จะซื้อให้เจ้าเช่นกัน”
เพียงชั่วอึดใจเดียว เขาก็ใช้เงินไปแล้วร้อยห้าสิบตำลึง
เจียงเซิงกลั้นขำ หันไปมองเจ้าของรถม้าตัวจริง “พี่ชายฝูเฟิง รถ
ม้าเช่นนี้ต้องใช้เงินเท่าใดจึงจะซื้อได้หรือ”
หวังฝูเฟิงขยับริมฝีปากคล้ายลังเลใจว่าควรเอื้อนเอ่ยดีหรือไม่
หลังผ่อนไปครู่ใหญ่เขาจึงกล่าวว่า “สามร้อยตำลึง”
ความจริงแล้วเขาพูดเสียงเบามาก
แต่เมื่อเจิ้งหรูเชียนได้ยิน กลับดังสนั่นราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสก
ๆ
ที่แท้สิ่งที่เขาเพิ่งรับปากไปนั้นหาใช่เงินร้อยห้าสิบตำลึง แต่เป็น
เงินเก้าร้อยตำลึง!
นี่ นี่ นี่มัน…
“พี่รอง ท่านอย่าลืมซื้อให้พวกข้าเชียวนะ” เจียงเซิงแกล้งเอ่ยย ้า
พร้อมกับส่งสายตาเจ้าเล่ห์ไปให้
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างพากันพยักหน้าเห็น
ด้วย
หัวสมองของเจิ้งหรูเชียนแล่นเร็วอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้เขาควรทำ
เช่นไรดี ควรปฏิเสธหรือว่ากัดฟันยอมรับไป
ช่างเถอะ เขาแกล้งตายไปเสียเลยก็แล้วกัน
เจิ้งหรูเชียนในวัยสิบสองปี ร่างกายกำยำแข็งแรง ทันใดนั้นกลับ
อ่อนปวกเปียกแล้วทรุดกายลงบนตัวของฟางเหิง
ยังไม่ทันจะนึกรังเกียจ ฟางเหิงผลักเขาออกไปแล้ว
เจียงเซิงหัวร่อพลางเข้าไปจี้เอวเขา
เจิ้งหรูเชียนทนไม่ไหวจึงกลิ้งหลบไปหาเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยน
เหล่าเด็ก ๆ เล่นกันบ้าง นั่งอย่างสงบเรียบร้อยบ้าง เสียงหัวเราะ
ดังกังวานราวกับกระดิ่งเงิน
แท้จริงแล้วครอบครัวที่มีชีวิตชีวาคงเป็นเช่นนี้
หวังฝูเฟิง มองดูอย่างลืมตัว
………
หลังผ่านไปห้าวัน ในที่สุดก็มาถึงอำเภอเซี่ยหยาง
เปียนเหวินซวนล่วงรู้ข่าวแล้ว จึงนำเหล่าเจ้าหน้าที่มารอรับ
แต่เขากลับกำลังคร ่าครวญอย่างหนัก “เบี้ยหวัดปีละร้อยตำลึง ที่
ปรึกษาสวี่กลับไม่อยู่ในอำเภอถึงสี่เดือน เห็นทีคงต้องหักเงินแล้ว ต้อง
หักเงิน!”
“ใต้เท้า แม้ที่ปรึกษาสวี่ไม่อยู่ แตท่านก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อย
นะขอรับ” หวังสี่เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
เปียนเหวินซวนจ้องกลับอีกฝ่ายไปด้วยสายตาอาฆาตราวกับจะ
ถามว่าเขาเป็นบ่าวของผู้ใดกันแน่
หวังสี่คอหด แล้วกล่าวในใจว่า ‘ข้าอยู่ข้างความถูกต้อง’
เปียนเหวินซวนพับแขนเสื้อขึ้น เตรียมจะสู้กับหวังสี่ให้รู้เรื่อง
ทันใดนั้นเองเสียงกีบม้าก็ดังโกลาหลมาแต่ไกล
ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ผู้เก่งกาจคนหนึ่งก็ก้มตัวแนบหูลงกับพื้น หลัง
ฟังอยู่ครู่หนึ่งก็รีบรายงานว่า “ใต้เท้า คนที่มามีกำลังมาก คาดว่าคง
ไม่ต ่ากว่าห้าสิบคนขอรับ”
หัวใจของเปียนเหวินซวนพลันเต้นกระตุก
แย่แล้ว แย่แล้ว มีคนบุกรุกอำเภอเซี่ยหยาง!