พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 113 คุณชายตระกูลร ่ารวยล้วนเป็นเช่นนี้
เปียนเหวินซวนรู้สึกหวาดหวั่นในใจ สัญชาตญาณบอกให้เขา
รีบหนีไป แต่เมื่อคิดอีกที เขามาที่นี่ก็เพื่อมารับตัวสวี่โม่ หากเขา
กลับไป สวี่โม่จะไม่ตกเป็นแกะในปากเสือร้ายหรือ
เมื่อนึกถึงใบหน้างดงาม บุคลิกอ่อนโยน และกิริยามารยาทอัน
แสนสุภาพของที่ปรึกษาสวี่ หากเขาตกไปอยู่ในเงื้อมมือของคนชั่ว
คงจะถูกทรมานจนเสียสติเป็นแน่
แม้จะหวาดกลัว แต่เปียนเหวินซวนก็ยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิมอย่าง
กล้าหาญ “ข้าคือนายอำเภอเซี่ยหยาง โจรไร้ฝีมือคนใดจะกล้ามาทำ
ร้ายข้า ข้าจะตัดหัวมันเสียเลย!”
หวังสี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใต้เท้า
กล้าหาญเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใหร่
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นขาของเปียนเหวินซวนที่สั่นระริก เขาก็อด
ไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ไม่นานนัก ประตูเมืองอำเภอเซี่ยหยางก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
จากเสียงดังกึกก้องพลันตามมา คาดว่าคงมีผู้คนจำนวนไม่น้อย
ขาของเปียนเหวินซวนสั่นเทิ้มยิ่งขึ้น ดวงตาเขาเบิกกว้าง จ้อง
มองฝุ่นควันที่คละคลุ้งมาแต่ไกล และหยุดลงตรงหน้าประตูเมือง
ทุกคนต่างพากันยกมือขึ้นปิดจมูก พอฝุ่นควันจางลง จึงมองเห็น
รถม้าคันงามอันหรูหราและบุรุษรูปงามผู้หนึ่งที่กำลังควบม้าอยู่เบื้อง
หน้า
ยิ่งไม่ต้องกังวลเรื่องรถม้ากับเกวียนลาที่ตามมาทีหลัง เปียนเหวิน
ซวนมองแวบเดียวก็จำได้ว่าคนที่ขี่ม้ามาคือฟางเหิง ทันใดนั้นหัวใจที่
ลอยไปไกลก็กลับเข้าที่เข้าทาง
นัยน์ตาเบิกกว้างก็กลับมาเป็นปกติ ขาสั่น ๆ เมื่อครู่ก็หายเป็น
ปลิดทิ้ง แม้แต่กินข้าวก็ยังกินได้ถึงสองชามใหญ่
เขายิ้มเยาะแล้วหันไปตบไหล่ เจ้าหน้าที่ที่รายงานเกินจริง “ไหน
เล่าคนห้าสิบคน ไหนเล่าท่าทีจะบุกโจมตี”
เจ้าหน้าที่ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด “ก็มันเหมือนนี่ขอรับ”
เปียนเหวินซวนไม่สนใจเขา รีบแย้มยิ้มต้อนรับ “อาเหิง ทำไมเจ้า
มาคนเดียว สวี่โม่เล่า”
เขาเพิ่งพูดจบ ม่านของรถม้าอันหรูหราก็เปิดออก สวี่โม่สวมชุด
คลุมสีเขียวอมฟ้า ดูสง่างามและสุภาพก็ก้าวลงมา
“ไม่ได้เจอกันนานนะขอรับ ขอคารวะท่านนายอำเภอ” สวี่โม่
คารวะอย่างนอบน้อม
เปียนเหวินซวนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “นานมากแล้วจริง ๆ สี่
เดือนที่ที่ปรึกษาสวี่ไม่อยู่ ชาวบ้านต่างก็คิดถึงเจ้าจะตายอยู่แล้ว”
ไม่มีท่าทางดุร้ายเหมือนก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย
หวังสี่ซึ่งอยู่ด้านหลังถึงกับเบ้ปากจนแทบจะไปถึงเมืองหลวงอยู่
แล้ว
พวกเขาทักทายกันเล็กน้อย ก่อนพากันเข้าตัวอำเภอไป
สวี่โม่ต้องการกลับไปดูที่เรือนเล็ก แต่เปียนเหวินซวนดึงดันเขา
ให้ไปที่ว่าการอำเภอให้ได้ ทั้งยังอ้างเรื่องบ้านเมืองกระทั่งท่านที่
ปรึกษาสวี่จนใจต้องติดตามเขาไปด้วย
เรื่องที่เรือนเล็กค่อยให้น้องชายน้องสาวจัดการกันไป
ภายในรถม้า
หวังฝูเฟิงขมวดคิ้วจ้องมองเปียนเหวินซวน ก่อนจะหันไปถาม
เจียงเซิงว่า “ท่านผู้นั้นสนิทสนมกับพวกเจ้ามากหรือ”
เจียงเซิงกะพริบตาปริบ ๆ ลังเลใจว่าจะพูดดีหรือไม่
หวังฝูเฟิงจึงหยิบเศษทองคำเล็ก ๆ ออกมาจากถุงผ้าแพร
ดวงตาของเจียงเซิงพลันเป็นประกาย รีบรายงานทันทีว่า “เป็น
ท่านป้าของพี่สามส่งเขามาปกป้องพี่สาม แล้วก็เป็นคนจ้างพี่ใหญ่ให้
เป็นที่ปรึกษาด้วย”
พูดจบนางก็เล่นเศษทองคำในมือ พลางแอบคิดในใจว่ามันเป็น
ทองแท้หรือไม่
หวังฝูเฟิงก้มหน้า ราวกับกำลังคิดว่าเป็นท่านป้าคนใดกันที่
เกี่ยวข้องกับตระกูลเปียน
หลังจากคิดแล้วคิดอีก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น
ไม่นานนัก รถม้าก็หยุดลงที่หน้าบ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เนื่องจากไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่นานแล้ว กลอนประตูของเรือนเล็กจึง
ขึ้นสนิม ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยกิ่งไม้แห้งและกำแพงชำรุด บนหลังคา
ทางทิศตะวันออกก็พังทลายลงมาส่วนหนึ่ง
หวังฝูเฟิงขมวดคิ้วแน่น “พวกเจ้าพักอาศัยอยู่ในที่เช่นนี้หรือ”
เจียงเซิงพยักหน้า แต่นางไม่เข้าใจนัก เรือนเล็กแห่งนี้แม้จะถูก
ปกคลุมไปด้วยฝุ่นละออง แต่เพียงทำความสะอาดก็จะเป็นที่พักอาศัย
ที่ดีเยี่ยมแล้วไม่ใช่หรือ
อย่างน้อยก็ดีกว่าวัดร้างเป็นไหน ๆ
หลังคาที่พังทลายลงมาก็ให้ฟางเหิงปีนขึ้นไปซ่อม วัชพืชในลาน
บ้านเดี๋ยวป้าจางกับท่านป้าซุ่ยก็ช่วยกันถอน โต๊ะเก้าอี้ที่ผุพังจางฉี
เฉวียนจะซ่อมแซม ฝุ่นละอองบนพื้นเจิ้งหรูเชียนกับเวินจืออวิ๋นก็ก
วาดทำความสะอาด แม้แต่คราบสกปรกในอ่างน ้าจ่างเยี่ยนก็เขย่ง
ปลายเท้าขัดล้างให้อย่างยากลำบากแล้ว
แม้จะมีผู้ติดตามทั้งแปด แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่ถือตนว่าเป็นเจ้านาย
พวกเขาลงมือทำด้วยตนเอง เลี้ยงดูตัวเองได้
หวังฝูเฟิงมองอย่างผิดหวัง ราวกับว่าเขาเริ่มเข้าใจเหตุผลที่
ตระกูลหวังขาดความเมตตา
ครั้นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขาก็ตัดสินใจพับแขนเสื้อขึ้น หวังจะเข้า
ไปช่วยเหลืออีกแรง
“ไม่ได้นะขอรับ คุณชาย” บ่าวรับใช้ของเขาที่อยู่ข้างกายร้อง
ห้ามด้วยความตระหนก “ท่านเป็นถึงคุณชายผู้สูงศักดิ์ ไม่ควรลงมือ
ทำงานต ่าต้อยเช่นนี้”
ฟางเหิงซึ่งกำลังซ่อมหลังคาอยู่ชะงักไป
ส่วนจ่างเยี่ยนที่กำลังล้างอ่างน ้าอยู่ก็พลั้งมือจนเกือบพลัดตกอ่าง
หวังฝูเฟิงหัวเราะ “ลุงหวัง ท่านก็รู้จักอาเหิงไม่ใช่หรือ? ครั้งหนึ่ง
เขาก็ไม่ได้ต่างจากข้านี่”
คุณชายตระกูลฟางแห่งเมืองหลวง ล้วนเป็นที่หมายปองกระทั่ง
ตระกูลหวัง
เหตุใดฟางเหิงยังสามารถปีนขึ้นไปซ่อมหลังคาได้ แต่หวังฝูเฟิงผู้
นี้จึงทำไม่ได้?
“แต่คุณชาย…” ลุงหวังอึกอัก “ท่านแตกต่างจากคุณชายฟาง”
ความจริงแล้วฟางเหิงนั้นกำพร้าบิดามารดา ทั้งยังถูกคนของ
ตระกูลตามไล่ล่า ในขณะที่หวังฝูเฟิงนั้นมีทั้งทรัพย์สิน อำนาจ และ
บ่าวไพร่ พวกเขาจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“แต่ยิ่งแตกต่าง ยิ่งต้องเหมือนกัน”
สิ่งที่ฟางเหิงสามารถทำได้ หวังฝูเฟิงก็สามารถทำได้เช่นกัน
เขาสะบัดมือปัดป้องบ่าวรับใช้อาวุโสที่เข้ามาขัดขวาง ก่อนลงมือ
ปัดกวาดลานบ้าน เก็บข้าวของเครื่องใช้ที่วางระเกะระกะ และเช็ดถู
โต๊ะเก้าอี้ด้วยความตั้งใจ
ผงฝุ่นดินทรายเปื้อนแขนเสื้อตัวกว้าง กิ่งไม้ใบหญาทิ่มแทง
ชายเสื้อผ้าเนื้อดีจนขาดวิ่น แม้กระทั่งมือเนียนนุ่มละเอียดราวหยกก็
ยังปรากฏรอยแดงเป็นทางยาว
เจียงเซิงขยับกายเข้าไปใกล้เวินจืออวิ่น พลางกระซิบกระซาบ
ข้างหูเขา “ร่างกายของพี่ชายฝูเฟิงบอบบางเช่นนี้ หากทำงานหนัก
ข้าเกรงว่าเขาจะต้องเป็นลมล้มพับไปเสียก่อนแน่”
หากเขาเป็นลมล้มพับไปจริง ๆ ทองคำที่เขาเพิ่งมอบให้ก่อนหน้า
นี้ คงต้องถูกผู้คนรุมทวงคืนเป็นแน่
“เจ้าอย่ากังวลไปเลย” เวินจืออวิ่นปลอบใจน้องสาว “ร่างกายของ
เขานั้นอ่อนแอ บอบบาง ก็เพราะเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือเขาเกิดมา
พร้อมกับร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้ว ข้อสองคือถูกเลี้ยงดูมาราวกับไข่
ในหิน”
มนุษย์นั้นแตกต่างจากตุ๊กตาหยก
หยกนั้นถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกว่าย่อมแตกหักง่าย
ทว่ามนุษย์นั้นสามารถฝึกฝนบ่มเพาะได้ สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนจุดจบนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง
หากหวังฝูเฟิงฝึกฝนร่างกายและเสริมสร้างพละกำลังมาตั้งแต่
แรก แม้จะไม่เทียบเท่ากับฟางเหิงที่สามารถจัดการผังต้าซานได้ด้วย
กระบองไม้เพียงครั้งเดียว แต่ก็ไม่อ่อนแอมากเช่นนี้
ดังนั้น การทำงานเป็นครั้งคราวจึงมีประโยชน์สำหรับเขา
เจียงเซิงครุ่นคิด พลางหันไปมองร่างกายที่ผอมบางของพี่สี่ ก่อน
ยิ้มกว้าง “พี่สี่ ท่านก็ควรออกกำลังบ้างนะ รอพี่รองได้ที่ดินมา ท่านก็
ไปปลูกถั่วฝักยาวแล้วกัน”
เวินจืออวิ่น “…”
ตกเย็นสวี่โม่ก็กลับมา ป้าจางทำกับข้าวหม้อใหญ่ไว้ มีทั้งไก่ผัด
ซอสและถั่วฝักยาวดอง พวกเขารับประทานอาหารกันอย่าง
เอร็ดอร่อย
จากนั้น เจียงเซิงน้อยก็เริ่มกังวลใจ
ครั้งนี้มีคนมาเยี่ยมเยือนมาก เรือนเล็กมีเพียงสี่ห้องเท่านั้น ไม่
เพียงพอให้ทุกคนพักอาศัย คืนนี้นางควรจะให้ใครนอนเบียดกับใคร
ดี
หวังฝูเฟิงเป็นถึงคุณชายตระกูลหวัง แล้วเขาจะทนนอนร่วมเตียง
กับผู้อื่นได้หรือไม่
แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยปากถาม บ่าวรับใช้คนหนึ่งของตระกูลหวังก็
เดินเข้ามาพร้อมกับยื่นสัญญาซื้อขายที่ดินให้
ปรากฏว่าเป็นหวังฝูเฟิงที่ไปซื้อเรือนหลังหนึ่งในอำเภอเซี่ยหยาง
มาตั้งแต่ยามบ่ายแล้ว เรือนหลังนี้อยู่ไม่ไกลจากเรือนเล็กนัก และมี
ข้าวของเครื่องใช้ครบครัน ไม่ต้องกังวลสิ่งใด
หลังใช้ผ้าเช็ดมุมปากจนสะอาดแล้ว หวังฝูเฟิงก็ค่อย ๆ ยืนขึ้น
ประสานมือคารวะทุกคน “ขอบคุณทุกท่านสำหรับอาหาร ข้าคงต้อง
ขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน”
ร่างของเขาอ่อนแอ แต่แม้จะจากไปแล้ว ท่าทางก็ยังคงความสง่า
งาม
เจียงเซิงอ้าปากค้างมองตามหลังเขา เหลียวมองฟางเหิงและหัน
ไปมองหวังฝูเฟิงอีกครั้ง ในที่สุดนางก็ระบายความตกตะลึงออกมาว่า
“เดิมทีคุณชายตระกูลร ่ารวยล้วนเป็นเช่นนี้หรือ”
บ้านเรือนราคาร้อยตำลึงก็ซื้อได้ในทันที
ไม่ต่อราคา ไม่สนใจรายละเอียด ขอแค่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดก็
พอแล้ว?
ถ้าไม่มีเงินถึงหมื่นตำลึงคงไม่มีใครกล้าทำเช่นนี้
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจ คิดว่าเจียงเซิงน้อยอิจฉาที่คนอื่นร ่ารวย
อีกแล้ว
แต่ดวงตากลมโตของเด็กหญิงตัวน้อยกลับแดงก ่า นางเอ่ยถาม
ว่า “หากพี่สามเคยเป็นแบบนี้มาก่อน แล้วท่านทนได้อย่างไร ทั้งกิน
ไม่เคยอิ่มท้อง ทั้งต้องร่อนเร่ไปทั่วเช่นนี้”