พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 114 ศาสตร์แห่งการซื้อที่ดิน
เจียงเซิงเกิดมายากจน นางขอทานตั้งแต่จำความได้จึงคุ้นชินกับ
การเร่ร่อน กระทั่งแย่งกระดูกกับสนุกนางก็ยังรู้สึกสนุก นางไม่เคยพบ
เจอสิ่งที่ดีพร้อม ดังนั้นจึงไม่รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองนั้นแย่แค่ไหน
แต่สำหรับฟางเหิงกลับแตกต่างกัน เขาเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุด
เคยนั่งรถม้าราคาหลายร้อยตำลึง อาศัยอยู่ในบ้านราคาหลายพัน
ตำลึง แม้แต่เสื้อผ้าธรรมดาตัวหนึ่งก็อาจมีราคาหลายสิบตำลึง เขา
เคยเปล่งประกายเช่นนั้น มีชีวิตเคยสุขสบายเช่นนั้น แต่ตอนนี้กลับ
ต้องกินโจ๊กข้าวต้ม กินน ้าแกงเห็ด ต้องทนทุกข์กับความหนาวเย็น
และหิวโหย กลายเป็นเด็กเร่ร่อนอยู่ข้างถนน
ความแตกต่างเช่นนี้คือความยากลำบากยิ่งกว่าเจียงเซิง
อีกทั้งเขายังแบกรับความแค้นของครอบครัว แบกรับความ
คาดหวังและความหวังของบิดามารดา
“พี่สาม หากท่านเห็นพี่ชายฝูเฟิงเป็นเช่นนี้ ท่านจะเสียใจ
หรือไม่” เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
ฟางเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะได้พบกับพวกนาง เขาคงจะเสียใจเป็นแน่ พวกเขาเป็น
บุตรชายจากตระกูลใหญ่เหมือนกัน มีสถานะสูงส่งหาใดเทียบ
เหมือนกัน แต่กลับตกลงมาจากฟ้า สิ้นเนื้อประดาตัวแบบนี้
ทว่าหลังจากพบเจอกับเจียงเซิง ความอิ่มเอมใจและความพอใจ
จากการพึ่งพาตนเอง ทำให้เขาค่อย ๆ เข้าใจชีวิต
“ชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่เสื้อผ้าอาภรณ์หรือรถม้าราคาหลายร้อย
ตำลึง” ฟางเหิงก้มตัวลงมองน้องสาว “เจียงเซิงน้อย เมื่อได้อยู่กับเจ้า
ข้าค้นพบว่าชีวิตมีหลากหลายรสชาติ และเพิ่งรู้ว่าการเติบโตนั้นมี
ความสุขเพียงใด”
ครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีเพียงสามชีวิต ใช้เงินไม่กี่เหวินก็อยู่รอดได้
ไปหนึ่งเดือน
ชาวบ้านเจ็ดส่วน ต้องอาศัยหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อไถนาขาย
ข้าวเป็นอาชีพเลี้ยงปากท้อง
เด็กกำพร้าเร่ร่อนเก้าส่วน ล้วนมีจุดจบไม่สวยงามนัก
ผู้คนในโลกที่ลำบากยากแค้นที่สุดยังไม่ร ่าไห้คร ่าครวญ แล้ว
เหตุใดผู้ที่เคยลิ้มรสความสุขสบายจึงต้องโอดครวญโวยวายถึงเพียง
นั้น
เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตระกูลฟาง ไม่ใช่สิ่งที่ฟางเหิงปรารถนา
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับมันแล้ว ก็ต้องเผชิญหน้าอย่างองอาจ
เมื่อมีความแค้นก็จงเติบโตเพื่อล้างแค้น
เมื่อพลัดตกจากฟ้าก็จงพยายามปีนป่ายกลับขึ้นไป
เพียงแต่ครั้งนี้ เขาต้องแบกน้องชายและน้องสาวปีนกลับขึ้นไป
ด้วยกัน
ชีวิตคือการบำเพ็ญเพียรโดยแท้ ตอนเกิดมาจะเป็นเช่นไรล้วน
คือจุดเริ่มต้น แต่เส้นทางที่จะก้าวเดินต่อไปนั้นล้วนอยู่ในกำมือของ
ตนเองต่างหาก
ในค ่าคืนนั้น ท้องฟ้ามืดมิด
ทว่าดวงดาวช่างสุกสกาวเหลือเกิน
ราวกับว่าดวงวิญญาณในความมืดเหล่านั้นเบิกตาจ้องมองยัง
บุตรหลานของตนอย่างโหยหา
ท่ามกลางห้วงนิทราอันเลือนราง มีผู้พลิกกายแล้วเอ่ยพึมพำ
ออกมาว่า “ท่านแม่…”
เช้าวันใหม่
เจิ้งหรูเชียนเก็บสัมภาระเตรียมออกไปซื้อที่ดิน
ต้องขอบคุณพี่ชายที่ปรึกษาของเขาที่ทำให้รู้จักพื้นที่ทั่วทั้ง
อำเภอเซี่ยหยาง หมู่บ้านใดมีที่ดินราคาราคาถูก หมู่บ้านใดมีผืนดิน
อุดมสมบูรณ์ หรือแม้กระทั่งหมู่บ้านใดที่ผู้คนมีน ้าใจไมตรี
ถูกต้องแล้ว เป็นหมู่บ้านสิบลี้
หากไม่ใช่เพราะน ้าใจของผู้คนในหมู่บ้านสิบลี้ คงไม่มีทางที่เจียง
เซิงจะมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้
แน่นอนว่าย่อมมีผู้คนใจร้ายกับนาง แต่ก็มีคนไม่น้อยเช่นกันที่
ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ตอนนี้นางสามารถกลับไปยังหมู่บ้านสิบลี้เพื่อตอบแทนผู้คน
เหล่านั้น เจียงเซิงรู้สึกยินดียิ่ง นางรีบขึ้นรถม้าตั้งแต่เช้าตรู่ รอคอย
การหวนกลับไปยังหมู่บ้านอีกครั้ง
เจิ้งหรูเชียนสวมชุดผ้าสีน ้าเงินบังคับรถม้าอยู่ด้านหน้า
สวี่โม่ไปที่ว่าการอำเภอตั้งแต่เช้า เวินจืออวิ่นก็พาหวังฝูเฟิงไปยัง
สำนักแพทย์ ส่วนฟางเหิงก็ลากจ่างเยี่ยนไปฝึกฝนวิชา
สองพี่น้องรอจนกระทั่งจางฉีเฉวียนและภรรยาพร้อมด้วยป้าจาง
เก็บของเรียบร้อยแล้วจึงออกเดินทาง
ตลอดทางล้วนเป็นทิวทัศน์ที่คุ้นเคย รถม้าข้ามผ่านเส้นทาง
ขรุขระและสายลมอันแผ่วเบา
ในหมู่บ้านซึ่งครั้งหนึ่งแม้จะเดินทางข้ามภูเขาและแม่น ้าตลอดทั้ง
วันก็ยังไปไม่ถึง ตอนนี้เพียงแค่นั่งรถม้าไปเพียงชั่วครู่ก็ถึงแล้ว
ไม่นานก็เข้าสู่ตลาดอันคุ้นเคย ในอดีตพี่น้องตัวน้อยสองคนเคย
แบกตะกร้าสาน ฝ่าฟันความยากลำบากเพื่อมาขายเห็ดที่นี่
ตอนนี้ตำแหน่งตรงนั้นถูกแทนที่ด้วยพี่น้องคู่หนึ่ง ผู้เป็นพี่ชาย
อายุราวสิบสองสิบสามปี กำลังจูงน้องสาววัยประมาณสิบขวบร้อง
ขายของอยู่
เจียงเซิงจ้องมองพินิจ ช่างบังเอิญนัก ของที่พวกเขานำมาขายก็
คือเห็ดจากบนเขานั่นเอง
“เห็ดขอรับ เห็ดสด ๆ” เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของพี่ชายดังขึ้น
“ชั่งละห้าเหวิน”
ดูเหมือนราคานี้จะสูงไปสักหน่อย จึงไม่มีผู้ใดสนใจเห็ดของพวก
เขา
มีเพียงหญิงวัยกลางคนสองคนเดินผ่านมาลูบ ๆ คลำ ๆ เห็ดของ
พวกเขา ก่อนจะโยนมันกลับไปด้วยท่าทางรังเกียจ
เจียงเซิงรู้สึกใจอ่อนยวบ นางจึงบอกให้เจิ้งหรูเชียนหยุดรถม้า
ก่อนจะเดินตรงไปยังสองพี่น้องตรงนั้น พร้อมกับชี้ไปที่ตะกร้าสาน
พลางเอ่ยว่า “ข้าต้องการพวกมันทั้งหมด เจ้าคิดราคาเท่าไหร่”
พี่ชายมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบตาชั่งเล็กและตุ้มน ้าหนัก
ออกมาชั่งอย่างรวดเร็ว “สิบชั่งพอดีเลย ข้าขายให้ท่านทั้งหมด”
เจียงเซิงหยิบเงินห้าสิบเหวินออกจากอกเสื้อส่งให้เขา
ดวงตาของพี่ชายแดงก ่า เขามองเจียงเซิงด้วยความซาบซึ้ง ก่อน
จะหันไปจับมือของน้องสาวแล้วพูดเบา ๆ ว่า “เสี่ยวจู พวกเรามีเงิน
แล้ว รีบไปซื้อยาให้ท่านแม่เถอะ ไปเร็ว”
จากนั้นร่างของทั้งสองก็วิ่งออกไปจากตลาดด้วยความรีบร้อน
เจียงเซิงยังคงมองตามหลังอย่างเหม่อลอย
เจิ้งหรูเชียนเดินเข้ามาใกล้นาง พลางเอ่ยขึ้นว่า “โชคดีที่ข้าเอา
ผังต้าซานมาเป็นพวกได้ ไม่อย่างนั้นพี่น้องคู่นี้อาจต้องพบกับเรื่อง
เลวร้ายอีก”
เหมือนกับพวกเขาที่ถูกคนปล้นกลางทางในตอนนั้น
แต่เพราะมีฟางเหิง จึงรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
“หวังว่าท่านแม่ของพวกเขาจะหายดีในเร็ววัน” เจียงเซิงแย้มยิ้ม
เมื่อไปถึงหมู่บ้านสิบลี้ พวกเขาก็ไปพบกับผู้ใหญ่บ้านและแจ้ง
ความประสงค์
การซื้อที่ดินไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นก็ต้องมีทะเบียนราษฎร์อยู่ใน
ท้องที่ ข้อสองคือหมู่บ้าน นั้นต้องมีที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือมี
ครอบครัวที่ต้องการขายที่ดิน ไม่อย่างนั้นต่อให้มีเงินก็ไม่สามารถซื้อ
ที่ดินได้แม้ครึ่งหมู่
ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านสิบลี้ เป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่
สิบปี เขามีหนวดเคราเล็กน้อย บนใบหน้ายังมีรอยแผลเป็น เมื่อเห็น
เจิ้งหรูเชียนและเจียงเซิงมาด้วยมือเปล่า ในดวงตาก็เหมือนจะมีแวว
ผิดหวังครู่หนึ่ง
จนกระทั่งเจิ้งหรูเชียนบอกว่าต้องการซื้อที่ดิน เขาก็แค่นเสียงใน
ลำคอ ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธอะไร
สีหน้าของเจิ้งหรูเชียนมืดครึ้มลง ก่อนจะกระแอมไอสองครั้ง
จางฉีเฉวียนซึ่งรออยู่ด้านนอกถือสุราหวานเข้ามา พลางพูดว่า
“คุณชายทำไมถึงรีบร้อนนัก ข้าเกือบตามท่านไม่ทันแล้ว”
เมื่อเขาเห็นผู้ใหญ่บ้านก็เปลี่ยนน ้าเสียง รีบทักทายอีกฝ่ายอย่าง
กระตือรือร้นว่า “ที่แท้ก็เป็นท่านผู้ใหญ่บ้านเฉิน ข้าจางฉีเฉวียนเอง
ตอนยังเด็กเคยพบท่าน ตอนนี้ผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ท่านยังคงดู
หนุ่มแน่นขนาดนี้…”
ตอนนั้นเองเจิ้งหรูเชียนจึงได้ตระหนักว่า ยิ่งเป็นถิ่นฐานเล็ก ๆ
ความเกื้อกูลซึ่งกันและกันยิ่งสำคัญมาก
การนำสุราและขนมไปเยี่ยมเยือนเป็นเพียงการเริ่มต้น การ
สนทนาเพื่อสานสัมพันธ์ต่างหากที่สำคัญที่สุด
พวกเขาพูดคุยกันไปมา จนกระทั่งถึงเวลาดื่มชาเจิ้งหรูเชียนจึง
ได้สติอีกครั้ง เขาได้ยินจางฉีเฉวียนเปลี่ยนคำเรียกผู้ใหญ่บ้านเฉิน
เป็นลุงเฉินแล้ว
“ท่านลุงเฉินเขาคือเจ้านายของข้า เป็นคนที่เติบโตมาในหมู่บ้าน
สิบลี้แห่งนี้ ตอนนี้เขาทำการค้าเล็ก ๆ อยู่นอกหมู่บ้าน จึงอยาก
กลับมาสร้างประโยชน์ให้กับเหล่าชาวบ้าน” จางฉีเฉวียนกล่าวด้วย
ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม “เพียงแค่ให้เขาซื้อที่ดินสักผืน ต่อไป คนปลูก
ผักหรือคนเก็บผัก ล้วนต้องจ้างคนในหมู่บ้านเราไม่ใช่หรือ”
ยุคสมัยเปลี่ยนไป ชาวบ้านในราชวงศ์ต้าอวี๋ต่างผูกพันกับบ้าน
เกิดยิ่งนัก การคมนาคมก็ไม่สะดวก หลายครั้งเมื่อการดูแลไร่นาเสร็จ
สิ้น พวกเขาล้วนยินดีนอนหลับพักผ่อนอยู่ที่บ้านมากกว่าจะออกไป
ทำงาน
นี่จึงเป็นเหตุให้ครอบครัวจำนวนไม่น้อยในหมู่บ้านยากจนข้น
แค้น กระทั่งจะกินให้อิ่มท้องก็ยังลำบาก
หากมีคนต้องการจ้างงานคนในหมู่บ้าน พวกเขาก็ไม่ต้อง
เดินทางไปไหนไกล การทำงานอยู่ใกล้บ้านนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี
นัก
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเฉินเปลี่ยนไปหลายครั้ง ก่อนจะกลับมา
อ่อนโยนดังเดิม “ถ้าอย่างนั้นก็นับเป็นเรื่องดี ในหมู่บ้านเรายังมีที่รก
ร้างว่างเปล่าอยู่สองหมู่ ข้าตัดสินใจขายให้ในราคาถูกก็แล้วกัน
เพียงแต่…”
“เพียงแต่ที่ดินส่วนที่เหลือ ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของพวก
ชาวบ้าน”