พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 115 จางฉีเฉวียนเผชิญหน้าบิดามารดา
แรกเริ่มนั้นเจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนไม่เข้าใจ พวกเขาเพิ่งเข้าใจ
ได้เมื่อตอนไปดูที่ดินและขอซื้อด้วยตนเอง
แม้แผ่นดินราชวงศ์ต้าอวี๋จะกว้างใหญ่ไพศาล แต่ผืนนาในมือ
ชาวบ้านนั้นกลับมีไม่มาก ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในมือของเจ้าของที่ดิน
หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เศรษฐี
พวกเขาซื้อที่นาจากชาวบ้าน แล้วจ้างชาวบ้านเหล่านั้นทำงาน
ด้วยค่าแรงราคาถูก แม้ค่าแรงที่ให้ไปจะสามารถใช้จ่ายภาษีได้ แต่ก็
ไม่เพียงพอจะประทังชีวิต
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ชาวบ้านจึงเกิดความหวาดระแวงอยู่
ในใจ
หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องการเงินมาช่วยต่อชีวิต
พวกเขาก็ไม่ต้องการขายที่ดินให้ใคร
สองพี่น้องเดินมาครึ่งค่อนวันกลับยังซื้อที่ดินใกล้ ๆ กับบ้าน
ผู้ใหญ่บ้านเฉินไม่ได้ ทั้งยังเห็นสีหน้าบึ้งตึงจากพวกชาวบ้านส่งให้
พร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาแว่วมาตลอด
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ การมาครั้งนี้คงไร้ประโยชน์
จางฉีเฉวียนจึงเสนอว่าไปดูในหมู่บ้านดีหรือไม่ อย่างน้อยก็ยังมี
คนรู้จัก เผื่อว่าจะมีผู้ใดเอ่ยปากขายที่ดินให้
เจิ้งหรูเชียนและเจียงเซิงมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าเห็นด้วย
ล้อรถม้ายังคงเคลื่อนหมุนไปต่อ
หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ยังคงดูเก่าแก่ วัดร้างตั้งตระหง่านอยู่ปาก
ทางเข้าหมู่บ้าน มันผ่านร้อนผ่านหนาวมาสองปีแล้ว สภาพอากาศที่
เปลี่ยนแปลงทำให้มันทรุดโทรมลง มุมกำแพงที่พังทลายก็เพิ่มขึ้น
เป็นสี่ด้าน
ในใจของเจียงเซิงเต็มไปด้วยความเศร้าโศก นางจุดธูปสามดอก
ตามปกติและปัดฝุ่นให้กับพระพุทธองค์ด้วย
สิ่งที่นางทำได้มีเพียงเท่านี้
เมื่อเข้ามาในหมู่บ้านก็ยิ่งเห็นใบหน้าของคนคุ้นเคยมากขึ้น
จางฉีเฉวียนมีท่าทางสง่างาม เขาโบกมือให้คนนั้นทีคนนี้ที ไม่
สนใจเลยว่าคนตระกูลจางจะรู้เรื่องนี้หรือไม่
ส่วนเจียงเซิงกลัวจนตัวสั่น ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของป้าจางราว
กับนกกระทา
แม้แต่หลิวซุ่ยก็ยังมีสีหน้ากังวล
มีเพียงจางเซียงเหลียน สตรีผู้อ่อนโยนและใจดีที่สุด ในดวงตา
นางเผยให้เห็นถึงความแน่วแน่และกล้าหาญ
“โอ้ สามีภรรยาตระกูลจางกลับมาแล้ว” มีคนทักทายจางฉี
เฉวียนกลับ
ในหมู่บ้านแห่งนี้ หากเป็นคนมีฝีมือ แม้จะทำเรื่องไม่รอบคอบไป
บ้าง ก็ย่อมมีคนรักใคร่อยู่ไม่น้อย
ยิ่งจางฉีเฉวียนเป็นคนที่เฉลียวฉลาดและรู้จักผูกมิตรด้วยอยู่แล้ว
“ท่านลุง สุขภาพท่านแข็งแรงดีหรือไม่” จางฉีเฉวียนเอ่ยทักผู้คน
ตลอดทาง
จนในที่สุดก็มาถึงหน้าบ้านของผู้นำหมู่บ้าน เจิ้งหรูเชียนจึงหยุด
รถม้า จากนั้นจางฉีเฉวียนก็ถือสุราและขนมหวานลงไปเคาะประตู
ไม่นานนัก ชายร่างท้วมใบหน้าแดงก ่า วัยประมาณห้าสิบกว่าก็
เปิดประตูออกมา
เขาผู้นี้คือผู้นำแห่งหมู่บ้านสิบลี้ ซึ่งได้รับเลือกจากชาวบ้านด้วย
ตนเอง ถือเป็นผู้อาวุโสที่ทรงเกียรติที่สุดในหมู่บ้าน
เมื่อเห็นจางฉีเฉวียน ผู้นำหมู่บ้านก็แปลกใจเล็กน้อย ก่อนสีหน้า
จะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม “จางเสี่ยวซาน เจ้ากลับมาแล้วหรือ”
วิธีเรียกขานเช่นนี้ถือว่าค่อนข้างสนิทสนม
จางฉีเฉวียนยิ้มกว้าง “ท่านลุงเฉียน ข้าออกจากบ้านไปนานกว่า
ครึ่งปี อย่างไรก็ต้องกลับมาเยี่ยมบ้างสิขอรับ”
ผู้นำเฉียนยิ้มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนสีหน้าอย่างกะทันหัน พร้อม
กับพยักเพยิดไปทางบ้านของจางฉีเฉวียน “เจ้ากลับมาครึกโครม
เช่นนี้ ไม่กลัวบิดามารดาเจ้าจะตกใจหรือ”
จางฉีเฉวียนยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก
ปีนั้นเขาพาหลิวซุ่ยจากไปอย่างน่าเวทนา ถึงแม้จะไม่ได้คิดหวน
กลับมาใช้ชีวิตที่หมู่บ้านสิบลี้ แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องการให้คนตรา
หน้าว่าเป็นลูกอกตัญญู จึงมักจะพร ่าบ่นความทุกข์ระทมในใจให้
ชาวบ้านฟังยามพบเจอกันข้างนอก
เวลาผ่านไป ชาวบ้านสิบลี้ต่างก็รู้ถึงสาเหตุที่บุตรชายสามตระกูล
จางถูกรังแก และจากไปอย่างน่าเวทนาเพียงใด
“ขอบคุณท่านลุงเฉียนที่เป็นห่วง” จางฉีเฉวียนยกมือคารวะ
“ชาวบ้านอย่างพวกข้าหาเงินได้ปีละสองตำลึงก็ดีมากแล้ว ข้ายกเงิน
ให้ท่านพ่อท่านแม่ไปยี่สิบตำลึงก่อนแต่งงาน อีกทั้งยังให้พวกเขาไป
อีกยี่สิบห้าตำลึงก่อนจะจากไป ตัวข้ากระทั่งเงินสองเหวินก็ไม่มีติดตัว
นับว่าได้ทำหน้าที่ของลูกกตัญญูมาครึ่งชีวิต เกิดชาติหน้าก็ไม่อาย
ฟ้าดินแล้ว”
วาจาช่างกล่าวอย่างเปิดเผย
ผู้นำเฉียนตบไหล่เขา “สมกับเป็นเด็กหนุ่มที่เติบโตมาจาก
หมู่บ้านสิบลี้ เจ้าว่ามาเถอะ มีเรื่องอะไรถึงมาหาข้า”
จางฉีเฉวียนวางสุราหวานลง แล้วเล่าเรื่องที่เถ้าแก่น้อยของเขา
ต้องการซื้อที่ดิน
ผู้นำเฉียนหยิบกล้องยาเส้นและถุงใส่ยาเส้นออกมา เขาสูบบุหรี่
พลางฟังไปด้วย
ท่ามกลางกลุ่มควัน เขาพลันเอ่ยว่า “เรื่องนี้นับว่าลำบาก
ชาวบ้านต่างก็ไม่เต็มใจขายที่ดิน แต่ถ้าข้าออกหน้าไปพูดสักหน่อย
คิดว่าคงมีสักบ้านที่ยอมขาย”
จางฉีเฉวียนดีใจยิ่งนัก “หากสำเร็จเมื่อไหร่ ข้าจะหิ้วหมูครึ่งตัว
มาขอบคุณท่านลุงเฉียนเป็นแน่”
หมูหนึ่งตัวหนักราวสองร้อยชั่ง ครึ่งตัวก็ราวห้าสิบชั่งเห็นจะได้
หากขายได้ชั่งละแปดเหวิน ห้าสิบชั่งก็ได้สี่ร้อยเหวิน คิดเป็นเงินแทบ
จะครึ่งตำลึง
หากหิ้วสุราชั้นดีไปด้วยอีกสักหน่อย ราคาย่อมไม่ต ่ากว่าหนึ่ง
ตำลึงแน่นอน
เช่นนี้นับว่าเป็นการขอบคุณอย่างสูงแล้ว แม้ผู้นำเฉียนจะปฏิเสธ
ด้วยวาจา แต่แววตากลับฉายชัดถึงความยินดี
แท้จริงแล้ว คนรู้จักย่อมช่วยให้งานราบรื่น
ผู้นำเฉียนที่กำลังสูบยาเส้นเตรียมจะออกไปโอ้อวดเรื่องนี้
ตรงหน้าหมู่บ้าน ทันใดนั้นก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากหน้าประตู
ตามมาด้วยเสียงใครบางคนทุบประตูรัว ๆ
จากนั้นก็มีเสียงตะโกนลั่นว่า “จางเหล่าซาน จางฉีเฉวียน เจ้าลูก
อกตัญญู! พ่อแม่เจ้าเจ็บป่วย เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร”
อา คนตระกูลจางมาแล้ว
เจียงเซิงตกใจจนสะดุ้งโหยง รีบหลบไปอยู่หลังเจิ้งหรูเชียนทันที
เจิ้งหรูเชียนปลอบใจน้องสาว พลางยืดคอมองเหตุการณ์อย่าง
สนอกสนใจ การมาของตระกูลจางเป็นไปตามที่คาด จางฉีเฉวียนไม่
หวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขากล่าวกับผู้นำเฉียนว่า “ข้าทราบแล้ว”
พลางถอดเสื้อตัวนอกส่งให้หลิวซุ่ย
จางฉีเฉวียนหันกลับมาตบบ่าเจิ้งหรูเชียน เอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าดู
ไว้ให้ดี ต่อไปจะรับมือกับชาวบ้านพวกนี้เช่นไร”
เขาเปิดประตูบ้านของผู้นำเฉียนออกอย่างแรง เห็นพี่ชายทั้งสอง
บิดามารดา รวมถึงลุงป้าน้าอาที่มาทักทายตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน
อย่างน้อยคนครึ่งหมู่บ้านก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
โชคดีจริง ๆ ไม่ต้องให้ผู้นำเฉียนออกไปตะโกนเรียกให้เสียเวลา
จางฉีเฉวียนแค่นหัวเราะ เขาเดินไปหาพี่ชายทั้งสอง “ท่านพ่อ
ท่านแม่ป่วย พวกท่านก็ไปดูแลพวกเขาสิ จะมารบกวนข้าทำไม”
“พวกเขาไม่ใช่พ่อแม่ของเจ้าหรือ พวกเราดูแลพวกเขาเป็นอย่าง
ดีมาตลอด ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว ก็สมควรเป็นเจ้าที่ต้องดูแล” จาง
เหล่าต้ากล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จางฉีเฉวียนเผยยิ้มมุมปาก “อ้อ? เงินยี่สิบห้าตำลึงหมดไปแล้ว
หรือ”
จางเหล่าต้าพูดไม่ออก
“ดูเจ้าพูดสิ เงินยี่สิบห้าตำลึงมันจะพออะไร เงินยี่สิบห้าตำลึงมัน
ซื้อความรักจากเลือดเนื้อเชื้อไขได้หรือ พ่อกับแม่เลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่
เกิด ถ้าให้เงินเจ้าแค่ยี่สิบห้าตำลึง เจ้าคิดว่าตัวเองจะเติบโตมาได้ถึง
เพียงนี้หรือ” จางเหล่าเอ้อร์ก้าวออกมา
เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังจะใช้เรื่องบุญคุณมาข่มขู่
แต่จางฉีเฉวียนไม่หลงกล เขากล่าวอย่างเฉยชาว่า “พวกท่าน
หาเงินได้เท่าไหร่ ใช้จ่ายให้ท่านพ่อท่านแม่เท่าไหร่ ข้าออกไปทำงาน
ตั้งแต่อายุสิบสาม กลับมาตอนอายุยี่สิบสาม เงินที่หามาได้ยี่สิบตำลึง
ล้วนมอบให้ท่านพ่อท่านแม่ แต่งภรรยาก็ใช้เงินไปสองตำลึง หลังจาก
นั้นพอล่าเสือได้เงินมายี่สิบห้าตำลึง ข้าก็ไม่ได้เก็บไว้แม้แต่เศษเงิน
สักนิด”
“นี่ก็รวมเป็นเงินสี่สิบห้าตำลึงแล้ว พี่ใหญ่กับพี่รองให้ท่านพ่อ
ท่านแม่รวมกันได้สี่สิบห้าตำลึงหรือไม่ หรือพวกเรามาสลับกัน ข้าจะ
เป็นคนดูแลท่านพ่อท่านแม่ ส่วนพวกท่านก็ให้เงินพวกเขาปีละสอง
ตำลึง ตกลงหรือไม่”
คำพูดของเขาทรงพลัง ชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล ทำเอาพี่น้อง
ตระกูลจางจนมุม
ไม่นาน พวกเขาก็ล่าถอยไปสมทบกับพ่อแม่
มารดาของเขาก้าวเข้ามาหาจางฉีเฉวียน นางตบต้นขาตัวเอง
พูดจาจนน ้าลายกระเด็น “เจ้าเก่งมากแล้วนี่ ไม่ได้ดื่มนมข้าโตมา
หรอก เจ้าหาเงินเองได้ เจ้าเก่งกาจมากแล้ว ไม่ต้องการพ่อแม่อีก ดี!
ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปกินหรูอยู่สบายอยู่ข้างนอก ปล่อยให้พ่อแม่ของ
พวกเรากินข้าวกับน ้าเปล่าไปเสีย เจ้าช่างเป็นลูกที่กตัญญูจริง ๆ”