พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 116 ปัสสาวะของสุนัข
จางฉีเฉวียนสูดหายใจเข้าลึก ๆ ดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงก ่า “ท่าน
พ่อ ท่านแม่ ข้าคือลูกที่พวกท่านเลี้ยงดูมา แต่ข้าก็ทำเพื่อบ้านหลังนี้
มาตลอด เป็นเพราะพวกท่านมองไม่เห็นความดีของข้า คิดว่าข้าไม่มี
ทายาท แม้แต่เงินสักเหวินก็ไม่คิดจะแบ่งให้ ลำเอียงไปทางพี่ชายจน
หัวแทบจะไปปักภูเขาสิบลี้แล้ว เหตุใดจึงมาโทษว่าข้าไม่กตัญญูอีก”
“เจ้ายังกล้าตำหนิพ่อแม่ผิดอีกหรือ บนโลกนี้ไม่มีพ่อแม่ที่ไม่ดี”
แม่เฒ่าจางร ่าไห้คร ่าครวญด้วยความเสแสร้งและหวาดกลัว “เจ้าพูด
ออกมาสิ หรือว่าไม่อยากดูแลข้าแล้ว ข้าเป็นแม่ของเจ้าเชียวนะ เจ้า
จะไม่ดูแลข้าได้อย่างไร เจ้าลูกอกตัญญู เลี้ยงเจ้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับ
เลี้ยงสุนัข”
พวกหญิงชราจากหมู่บ้านมักเป็นเช่นนี้ ถ้าไม่สามารถโน้มน้าว
ได้ก็จะเริ่มพูดจาไร้เหตุผล
จางฉีเฉวียนแม้จะไม่เกรงกลัว แต่ก็อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้
ฝ่ายหลิวซุ่ยทนไม่ไหว พุ่งตัวออกไปยืนขวางหน้าสามีอย่างบ้า
คลั่ง แล้วชี้หน้าตำหนิแม่เฒ่าจาง “ท่านบอกว่าท่านเป็นแม่เขา แล้ว
เคยเอ็นดูเขาบ้างหรือไม่ ใครกันที่ส่งลูกตัวเองไปเป็นช่างฝึกตั้งแต่
อายุสิบสาม เหตุใดจึงไม่ใช่ลูกชายอีกสองคน เหตุใดจึงเลือกใช้งาน
แค่ลูกที่กตัญญูที่สุด ท่านทำแบบนี้เรียกว่าแม่คนได้หรือ นี่มันรังแก
คนอ่อนแอกว่าชัด ๆ ข้าจะบอกท่านให้ก็ได้ ท่านไม่ใช่ท่านแม่ของข้า
ท่านกล้ามารังแกคนในบ้านข้าอีก ข้าจะขอสู้ตายกับท่าน”
บางคำพูดนางไม่ได้เอ่ยออกไป ไม่ใช่เพราะพูดไม่ได้ แต่เป็น
เพราะความกตัญญู
แต่คนที่เป็นพ่อแม่กลับมักเลือกใช้งานลูกที่กตัญญูคนหนึ่ง
แต่คนกตัญญูก็มีวันที่ถูกกดดันจนทนไม่ไหวเช่นกัน
หลิวซุ่ยที่เคยอ่อนโยนพูดจาเกรี้ยวกราดเช่นนี้ ทำเอาแม่เฒ่าจาง
ถึงกับตกตะลึง
ชาวบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็สงสารหลิวซุ่ย บ้างก็
แอบสาปแช่งตระกูลจาง บ้างก็ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาทวงความ
ยุติธรรมให้
ผู้นำเฉียนขมวดคิ้ว เขาเอ่ยเสียงดังว่า “พวกเจ้าตระกูลจางจะทำ
เกินไปแล้ว!”
แม่เฒ่าจางทรุดตัวลงนั่งกับพื้น นิ่งเงียบไปนาน
จางฉีเฉวียนได้สติแล้ว เขาสูดจมูกพลางคิดจะฉวยโอกาสนี้
ประกาศเรื่องซื้อที่ดิน
ทว่ากลับมีคนมาดึงแขนเสื้อเขาจากด้านหลัง
พอหันกลับไปก็เห็นดวงตาสดใสของเจียงเซิง
“ท่านลุงจาง ดูสิ” นางชี้ไปข้างหน้า
จางฉีเฉวียนหันไปมองอีกครั้ง เห็นเจิ้งหรูเชียนเดินกรีดกรายเข้า
มา มือเขาถือพัด ท่าทางคล้ายคุณชายจากเมืองหลวงที่เคยพบเห็น
แต่ก็รู้สึกขาดอะไรไปบางอย่าง
“แค่ก ๆ” เจิ้งหรูเชียนยืนนิ่งแล้วก็สะบัดพัด แสร้งทำทีเป็นหนุ่ม
เจ้าสำราญ “พวกท่านเป็นคนครอบครัวเดียวกันกับจางฉีเฉวียนใช่
หรือไม่ พอดีข้าได้ทำสัญญากับเขาเอาไว้ ว่าเขาจะหาเงินมาให้ข้า
ห้าสิบตำลึงภายในหนึ่งปี ผลสุดท้ายเขากลับหาให้ข้าไม่ได้ ซ ้ายังทำ
ให้ข้าเสียเงินไปอีก วันนี้ข้ามาทวงเงินกับเขา ในเมื่อพวกท่านเป็นคน
ในครอบครัวเดียวกัน ก็จ่ายเงินห้าสิบตำลึงมาเสีย”
เขากางกระดาษแผ่นหนึ่งออก บนนั้นเต็มไปด้วยตัวหนังสือ ตรง
ท้ายกระดาษมีลายมือชื่อของจางฉีเฉวียน และปิดท้ายด้วยรอยนิ้วมือ
สีแดงสด
ตอนนั้นเองคนตระกูลจางต่างพากันอกสั่นขวัญแขวน
แม้พวกเขาจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทว่าล้วนรู้จักชื่อจางฉี
เฉวียนเป็นอย่างดี ยิ่งตราประทับพร้อมกับรอยนิ้วมือ ยิ่งบ่งบอกชัดว่า
เป็นเอกสารสัญญาที่ผ่านการรับรองจากทางการมาแล้ว
กล่าวได้ว่า เงินห้าสิบตำลึงนี้ พวกเขาต้องจ่ายชดใช้อย่างไม่อาจ
หลีกเลี่ยง
พี่น้องตระกูลจางทั้งสองคนตกใจจนตัวสั่น พวกเขามองหน้ากัน
เพียงชั่วครู่ก่อนจะวิ่งหนีไปคนละทาง
เดิมทีพวกเขาเป็นเพียงพี่ชายกับน้องชาย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
อะไรมากนัก แม้จะเพิกเฉยต่อเรื่องราวทั้งหมดก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
ส่วนบิดามารดาของเขาก็คิดจะวิ่งหนีเช่นกัน ทว่าถูกเจิ้งหรูเชียน
ยืนขวางหน้าเอาไว้เสียก่อน
“พวกท่านเป็นพ่อแม่เขา ยามเขาหาเงินมาได้ก็ร่วมเสพสุข ยาม
เขาต้องชดใช้หนี้ พวกท่านก็ต้องร่วมรับผิดชอบเช่นกัน” คุณชาย
รองเจิ้งเอ่ยพลางแสยะยิ้ม “เงินห้าสิบตำลึงนี้ อย่าได้คิดจะขาดไป
แม้แต่นิดเดียว”
เมื่อครู่พวกเขายังพูดจาโผงผาง แต่ตอนนี้แม่เฒ่าจางกลับตื่น
ตระหนก นางพูดตะกุกตะกักว่า “ไม่ ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้น พวกข้า
ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว เขาไม่ใช่ลูกชายข้า”
“จริงหรือ” เจิ้งหรูเชียนกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อถือ
“จริง จริงที่สุด” ผู้เฒ่าจางกล่าวพลางชี้ไปรอบ ๆ “ชาวบ้านต่าง
ยืนดูอยู่ ผู้นำเฉียนก็เห็นเช่นกัน นับแต่นี้ไป เหล่าซานไม่ใช่ลูกชาย
พวกข้าแล้ว”
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันถ่มน ้าลายลงพื้น
“คิดว่าผู้อื่นหาเงินได้ก็คิดจะเกาะกิน พอตอนนี้ต้องชดใช้หนี้สิน
ให้ กลับหนีไปเสียอย่างนั้น”
“ครอบครัวแบบนี้ ใครเจอก็โชคร้ายแล้ว”
ผู้นำเฉียนรู้สึกเห็นใจจางฉีเฉวียนนัก จึงตะโกนขึ้นว่า “เช่นนั้นก็
เขียนหนังสือตัดขาดกันเสียเถอะ!”
เดิมทีในหมู่บ้านหากต้องการตัดขาดจากบิดามารดา เพียงได้รับ
การยอมรับจากผู้นำและชาวบ้านก็เพียงพอแล้ว
แต่เจียงเซิงกับเจิ้งหรูเชียนไม่วางใจ ทั้งสองปรึกษาหารือกัน ก่อน
นำสัญญาแบ่งผลกำไรที่จางฉีเฉวียนลงนามไว้ออกมาขู่คนตระกูล
จาง จนพวกเขาตกใจกลัวและยอมลงนามหนังสือตัดขาดโดยดี
เมื่อเรื่องราวผ่านพ้นไป พวกเขาก็นำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อทางการว่า
พวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของผู้เฒ่าแม่เฒ่าจางอีก
ต่อไป แม้จะมีคนไปฟ้องร้องต่อหน้าศาลก็ไม่มีใครสนใจอีก
จางฉีเฉวียนกับหลิวซุ่ยรู้สึกซาบซึ้งใจนัก พวกเขาจึงตะโกนรับ
ซื้อที่ดินกันอย่างแข็งขัน
“นี่คือคุณชายรองเจิ้ง เขามายังหมู่บ้านของเราในวันนี้ก็เพื่อซื้อ
ที่ดิน หากต่อไปเพาะปลูกถั่วฝักยาว จะให้คนในบ้านที่ขายที่ดินให้ได้
ทำงานก่อน คิดค่าแรงต่อวัน หากใครตกลงทำเป็นลูกจ้างประจำก็จะ
ได้ค่าแรงที่พิเศษยิ่งกว่า”
ผู้นำเฉียนเองก็ช่วยพูดรับรองให้อีกแรง
ชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็คลายความกังวลลง บางคนเริ่มหวั่นไหว
เพราะขัดสนเงินทอง ในตอนแรกมีเพียงบ้านเดียวที่ยอมขายที่ดินให้
จากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มเป็นสองบ้าน สามบ้าน จนในที่สุดก็มีถึงห้าบ้าน
ไม่นานนัก คุณชายรองเจิ้งก็ซื้อที่นาได้ถึงหกหมู่
ราคาที่ดินในตลาดอยู่ที่ห้าตำลึงต่อหนึ่งหมู่ รวมทั้งหมดก็สามสิบ
ตำลึง
เจิ้งหรูเชียนลงมือรวดเร็ว ทันทีที่ตกลงกันได้ก็ให้ผู้นำเฉียนช่วย
ร่างสัญญาและจ่ายเงินแลกกับสัญญาซื้อขาย
จากนั้นที่ดินเหล่านี้ก็จะตกเป็นของเจิ้งหรูเชียน เขากลายเป็น
เศรษฐีที่ดินตัวน้อยอย่างเต็มภาคภูมิ
หน้าบ้านของผู้นำเฉียน
เจิ้งหรูเชียนกำลังปรึกษากับจางฉีเฉวียน เรื่องจะให้สิทธิพิเศษแก่
ชาวบ้านที่ขายที่ดินให้ เพื่อดึงดูดชาวบ้านจากหมู่บ้านสิบลี้ให้ยอม
ขายที่ดินมากขึ้น
ฝ่ายโจวจื้อเฉียงที่เพิ่งได้ข่าวก็วิ่งกระหืดกระหอบมาพลางด่าทอ
ไปด้วย
เจียงเซิงเขยิบมาใกล้ แล้วกระซิบข้างหูป้าจางว่า “ที่แท้คนไร้ค่าก็
เป็นเช่นนี้ แม้แต่จะก่อเรื่องก็ยังช้ากว่าผู้อื่น”
เดิมทีจางเซียงเหลียนยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง ครั้นได้ยินคำนี้ก็
พลันหลุดหัวเราะ ความรู้สึกกังวลจึงหายไปจนสิ้น
นางยังมีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวอีก
สามีหรือ? นางไม่อยากเอ่ยถึง ยามนี้ต่างคนต่างหย่าร้างกันแล้ว
หนำซ ้ายังไม่ได้มีบุตรด้วยกัน แล้วเขาจะมาข่มขู่นางได้อย่างไร
ดังนั้น เมื่อโจวจื้อเฉียงมายืนประจันหน้านาง จางเซียงเหลียนจึง
ตวัดสายตาอย่างเย็นชา แล้วเอื้อนเอ่ยเพียงว่า “ไสหัวไป!”
ผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยน เมื่อแข็งกร้าวขึ้นมา ย่อมน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
ในอดีตนางล้วนอดทนกับการถูกตบตีและด่าทอมาโดยตลอด
บุรุษที่เคยนอนเคียงข้าง พวกนางคุ้นเคยกันถึงเพียงนั้น แต่ยามนี้
กลับดูเป็นคนแปลกหน้ายิ่งนัก
นางงดงามขึ้น ริ้วรอยหายไป ความเหนื่อยล้าและความทุกข์ยาก
ต่างจางหายไปจากใบหน้า ความงดงามอ่อนหวานของนางในเวลานี้
ราวกับตอนที่ออกเรือนใหม่ ๆ
โจวจื้อเฉียงถอยหลังไปหลายก้าว
เจียงเซิงฉวยโอกาสอุ้มลูกสุนัขของบ้านผู้นำเฉียนวางลง
ตรงหน้า แล้วผิวปากเลียนแบบพี่ชาย
ลูกสุนัขยอมปัสสาวะรดพื้นอย่างว่าง่าย
โจวจื้อเฉียงก้มหน้ามองเห็นเงาของตนเอง เขาจึงทนไม่ไหวจึง
หันหลังวิ่งหนีไป
หลิวซุ่ยควงแขนจางเซียงเหลียน ไม่อาจเก็บความสงสัยได้
“พี่สาว ท่านเข้มแข็งขนาดนี้ได้อย่างไร”
นางยิ้มน้อย ๆ “เจ้าอยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนหรือ”
หลิวซุ่ยส่ายหน้ารัวเร็วราวกับสั่นกระดิ่ง
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดแล้ว” จางเซียงเหลียนกล่าวด้วยรอยยิ้มจาง
บนใบหน้างดงาม
เรื่องซื้อที่ดินดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เจิ้งหรูเชียนลงมือฉับไว ใน
วันต่อมาก็นำเหล่าชายฉกรรจ์จากหลายครอบครัวที่ขายที่ดินมาทำ
สัญญาจ้างงาน แล้วให้ค่าแรงพวกเขาวันละห้าเหวิน
ในหมู่บ้านสิบลี้มีเศรษฐีอยู่สองคน พวกเขามักจ้างงานโดยให้
ค่าแรงเพียงวันละสองหรือสามเหวิน อีกทั้งยังหักค่าแรงหากทำงานได้
ไม่ดี
แต่เจิ้งหรูเชียนกลับให้ถึงห้าเหวินและยังจ่ายให้ในวันนั้น รวมถึง
ไม่เคยหักเงินแม้แต่น้อย
ครั้นข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป เรียกความสนใจของชาวบ้านได้
เป็นอย่างมาก บรรดาคนที่เคยเมินเฉย ต่างกลับกลายเป็น
กระตือรือร้นขึ้นมาทันที พวกเขาจะขายที่ดินได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่อง
หนึ่ง แต่ที่สำคัญคือพวกเขาต้องการค่าแรงวันละห้าเหวิน
เจิ้งหรูเชียนไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ
ส่วนที่ดินของหมู่บ้านสิบลี้นั้น ได้มีการลงนามซื้อขายกันเป็นที่
เรียบร้อยแล้ว สำหรับที่ดินจากหมู่บ้านอื่น ๆ เจิ้งหรูเชียนตั้งใจจะซื้อ
ที่ดินที่อยู่ติดกัน ที่ดินผืนใดมีทำเลดี มีดินที่อุดมสมบูรณ์ เขาก็จะยื้อ
เวลาออกไปก่อน
ยื้อจนพวกชาวบ้านร้อนใจ ยื้อจนพวกเขาจำใจยอมขายที่ดินที่
อยู่ติดกันออกมา
ช่างเป็นกลยุทธ์การค้าที่แยบยลนัก
แต่ยังไม่ทันที่เจิ้งหรูเชียนและน้องสาวจะได้ยินดี บรรดาเศรษฐี
สองตระกูลใหญ่แห่งหมู่บ้านสิบลี้ก็แสดงความไม่พอใจออกมาแล้ว