พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 117 พี่รองตกเป็นเป้าหมาย
หมู่บ้านสิบลี้มีเศรษฐีอยู่สองตระกูล
ตระกูลหนึ่งแซ่ “หนิว” อีกตระกูลแซ่ “หม่า” พวกเขาล้วนเป็นผู้มี
ทรัพย์สินนับพันตำลึง มีที่ดินอย่างน้อยร้อยหมู่ พวกเขาจ้างงานคน
ในหมู่บ้านสิบลี้ ทั้งคนหนุ่มสาวและคนแก่ชราไม่ต ่ากว่าร้อยคน
เดิมทีพวกเขาซื้อที่ดินจากชาวบ้าน แล้วจ้างชาวบ้านให้มา
ทำงาน หากพวกเขาแบ่งปันผลกำไรให้เพียงเล็กน้อย พวกชาวบ้านก็
ซาบซึ้งในเป็นล้นพ้นแล้ว
แต่ตอนนี้เจิ้งหรูเชียนกลับมาแย่งผลประโยชน์ เขาซื้อที่ดินของ
ชาวบ้านไป ซ ้ายังจ้างพวกชาวบ้านด้วยค่าแพงที่สูง นี่ไม่ใช่การแย่ง
ชามข้าวของพวกเขาไปหรือ?
ทั้งสองตระกูลปรึกษากันจากนั้นจึงปล่อยข่าวลือออกไป
ผู้ใดขายที่ดินหรือทำงานให้กับเจิ้งหรูเชียน ตระกูลหนิวและ
ตระกูลหม่าจะไม่จ้างงานคนผู้นั้นอีก
ช่างเป็นแผนการที่โหดร้ายนัก
แม้ว่าค่าจ้างที่เจิ้งหรูเชียนให้จะดึงดูดใจ แต่เขาก็เป็นเพียงหนุ่ม
น้อย ใครจะรับประกันได้ว่าเขาจะทำการค้าไปได้นานแค่ไหน หาก
เขาขาดทุนและหนีไป พวกชาวบ้านไม่เพียงสูญเสียค่าแรงไปเท่านั้น
แต่ยังขัดผลประโยชน์กับตระกูลหนิวและตระกูลหม่าที่หยั่งรากลึกใน
หมู่บ้านสิบลี้มาอย่างช้านานด้วย นั่นเท่ากับตัดโอกาสในการ
ดำรงชีวิตของตนเองแล้ว
เมื่อข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านที่เคยสนใจต่างก็
หยุดคิด
เจิ้งหรูเชียนที่เตรียมตัวเป็นพ่อค้าเต็มที่ ตั้งใจจะเลือกซื้อที่ดินและ
จ้างคนงาน แต่เขานั่งรออยู่ในเรือนเล็กเป็นเวลาสามวันแล้ว กลับไม่มี
ใครมาสอบถามสักคน
ผังต้าซานรับซื้อผักเสร็จแล้ว จึงรายงานข่าวลือล่าสุดว่า
“ชาวบ้านไม่มีใครยอมขายที่ดินให้เจ้า และไม่มีใครอยากทำงานกับ
เจ้าแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าตื่นตะลึง “เพราะอะไร!”
“เพราะเศรษฐีหนิวกับเศรษฐีหม่าไม่ยินยอมอย่างไรเล่า” ผังต้า
ซานวางบัญชีรับซื้อผักของช่วงนี้กับเงินเจ็ดส่วนที่ได้จากเถ้าแก่ร้าน
ขายผักไว้บนโต๊ะ
ต้องบอกว่าการงานบังคับให้คนเราต้องพัฒนาตนเอง ผังต้าซาน
อายุสิบเจ็ดสิบแปดปีแล้ว เหมือนก่อนนั้นกระทั่งชื่อตัวเองเขาก็ยัง
เขียนไม่ได้ แต่เพราะต้องไปส่งผักที่อำเภออวิ๋นสุ่ยกับเขตอันสุ่ย เพื่อ
จะบันทึกบัญชีได้อย่างครบถ้วน เขาจึงฝึกฝนจนกระทั่งเขียนอักษร
ได้เกือบร้อยตัว
แม้จะเทียบกับสวี่โม่ไม่ได้ แต่ก็เหนือกว่าชาวบ้านในอำเภอเซี่ย
หยางถึงเก้าส่วนแล้ว
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนก็ไม่ได้เอาเปรียบเขา อีกฝ่ายเพิ่มค่าแรงจาก
เดือนละสองตำลึงเป็นสามตำลึง น้องชายของเขาก็ได้รับผลประโยชน์
นี้ไปด้วย พวกเขาพี่น้องทั้งห้าคนหาเงินได้ปีละสิบสามตำลึง รายจ่าย
ก็แทบจะไม่มีอะไร ทุกวันนี้จึงพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง
“เก้าแก่” ผังต้าซานเอ่ยแนะนำด้วยความหวังดี “พวกเราย่อมสู้
กับตระกูลหนิวและตระกูลหม่าไม่ได้ พวกเขาเป็นถึงเศรษฐี พวกเรา
แค่ทำการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หาเงินได้พอเลี้ยงชีพ ไข่ไก่ไม่สู้หิน หาก
ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ ก็ไปรับซื้อผักจากหมู่บ้านอื่นเถอะ”
เจิ้งหรูเชียนยังไม่ทันได้เอ่ยปาก
เจียงเซิงที่เพิ่งกระโดดโลดเต้นออกมาจากในบ้าน ก็กำมือแน่น
พลางพูดด้วยน ้าเสียงมุ่งมั่นว่า “แล้วที่อื่นไม่มีเศรษฐีอยู่หรือ”
ผังต้าซานไม่ส่งเสียงอีก
ทุกที่ล้วนมีผู้ทรงอิทธิพล ทุกที่ล้วนมีผู้ซึ่งเติบโตมั่งคั่งมาก่อน
ผู้ใดที่หวังจะสร้างฐานะและรายได้ ล้วนต้องต่อสู้กับกลุ่มอำนาจ
เก่า
หากชนะก็จะประสบผลสำเร็จและมีที่ยืน
ถ้าสู้แพ้ก็แค่เก็บของแล้วออกไป
เมื่อก่อนการรับซื้อผักของเจิ้งหรูเชียนไร้คู่แข่ง การค้าจึงถือว่า
ราบรื่นนัก
ตอนนี้แค่คิดจะซื้อที่ดินเพื่อเพาะปลูก กลับถูกกลั่นแกล้งและกีด
กัน
แล้วอย่างไรเล่า!
เขาผ่านความยากลำบาก ผ่านความล้มเหลวของโรงผลิต เจิ้ง
หรูเชียนไม่ใช่คุณชายผู้อ่อนต่อโลกคนเดิมอีกแล้ว!
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก” เขาบนเก้าอี้หวาย ยกน ้าชาขึ้นจิบอย่าง
สบายใจ พลางเอ่ยคำพูดเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน “ทุก
อย่างย่อมมีทางแก้”
ผังต้าซานชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองเจิ้งหรูเชียนขึ้นบนอย่าง
พิจารณา ทันใดนั้นก็พบว่าสองปีมานี้ การเติบโตของคุณชายช่างน่า
ตกตะลึงยิ่งนัก
จากเด็กน้อยไร้ที่พึ่งพิง กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มผู้สุขุมเยือกเย็น
เช่นนี้ การเติบโตขึ้นไม่ใช่เพียงรูปร่าง แต่ยังรวมถึงสติปัญญาด้วย
รอจนเจิ้งหรูเชียนตรวจสอบบัญชีเสร็จ ผังต้าซานจึงออกไปด้วย
ความเคารพยำเกรง
เจียงเซิงวิ่งเหยาะ ๆ ไปปิดประตู แต่พอหันกลับมา พี่รองผู้สุขุม
เยือกเย็นก็กลับกลายเป็นลิงน้อยตัวหนึ่ง เขาเกาหูเขกหัว จับมันโยก
ไปมาซ้ายทีขวาที “ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี ข้าคิดว่าจะซื้อที่ดินสัก
สามสิบหมู่ แต่เพิ่งได้มาแค่หกหมู่ ยังขาดอีกตั้งยี่สิบสี่หมู่ แล้วจะทำ
อย่างไรดีเล่า!!!”
เจียงเซิงได้แต่เม้มปาก “ไม่สู้รอพี่ใหญ่กับพี่สามกลับมาบ้าน
พวกเราค่อยหารือกัน”
“เป็นความคิดดี!”
เจิ้งหรูเชียนกลับคืนสู่ท่าทางสงบเสงี่ยมในชั่วพริบตา เขานั่งลง
บนเก้าอี้หวาย ยกน ้าชาขึ้นดื่มเบา ๆ
ตกกลางคืน
ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันที่ลานบ้าน
สวี่โม่พลิกดูรายงานในอำเภอครั้งล่าสุด คิ้วขมวดเข้าหากัน
เล็กน้อย ราวกับพบเจอเรื่องน่ากังวลเข้า
ฟางเหิงก็มีสีหน้าเคร่งเครียด เขาจ้องมองไปยังความว่างเปล่า
ราวกับกำลังกังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เวินจืออวิ่นกำลังเลือกสรรสมุนไพรเพื่อปรุงยาบำรุงร่างกายให้
หวังฝูเฟิง ริมฝีปากก็พึมพำว่ายังมันขาดอะไรอยู่
ส่วนจ่างเยี่ยนนอนคว ่าอยู่บนโต๊ะ สีหน้าเรียบเฉย ราวกับหมด
อาลัยตายอยาก
ฝั่งเจียงเซิงกำลังบ่นเรื่องร้านขายหมูรมควัน คิดว่านางคงพบว่า
การค้าขายนั้นไม่ง่ายดายเสียแล้ว
ดูท่าช่วงนี้พวกเขาคงมีเรื่องไม่สบายใจกันนัก
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที เขากระแอมไอเบา ๆ และ
กำลังจะเล่าเรื่องที่ถูกตระกูลหนิวกับตระกูลหม่ากลั่นแกล้ง
สวี่โม่กลับวางรายงานลงบนโต๊ะอย่างแรง เขาขมวดคิ้วพลาง
พึมพำ “ปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว”
คนอื่น ๆ ต่างก็หมดอาลัยตายอยากจนพูดอะไรไม่ออก
มีเพียงเจียงเซิงที่ยังมีเรี่ยวแรงเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ก่อนหน้านี้ ข้าได้บอกกับท่านนายอำเภอ เรื่องขอให้เด็กเร่ร่อน
ทั่วทั้งอำเภอได้ขึ้นทะเบียนราษฎร์และยกเว้นภาษีปีแรก จากนั้นค่อย
เก็บภาษีในปีที่สอง แต่คนส่วนใหญ่เคยชินกับการเป็นเด็กเร่ร่อน ไม่
รู้จักการเพาะปลูก ไม่อยากทำงาน เช่นนี้แล้วพวกเขาจะเอาอะไรมา
จ่ายภาษีในปีที่สอง” สวี่โม่ตอบเสียงทุ้ม “ถ้าจ่ายภาษีไม่ได้ก็ต้องถูก
จับเข้าคุก ที่ว่าการอำเภอจะเอาสถานที่ใดมากักขังเด็กเร่ร่อน
มากมายเช่นนี้”
เดิมทีการให้เด็กกำพร้าเข้ามาอยู่ในทะเบียนราษฎร์และได้รับ
การยกเว้นภาษีนั้น เป็นเรื่องดีที่ทำเพื่อประเทศและประชาชน แต่กลับ
กลายเป็นเรื่องเลวร้าย เพราะเด็กกำพร้าบางคนไม่ได้ขยันขันแข็งและ
ไม่ได้มีความพยายามมากขนาดนั้น
ซึ่งท่านนายอำเภอจำต้องตามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้โดยเร็ว
หากแก้ไขไม่ถูกจุด อำเภอเซี่ยหยางและอำเภออวิ๋นสุ่ยจะกลาย
เป็นตัวตลกของเมืองอื่น ๆ แน่นอน จากนั้นเรื่องนี้ก็จะถูกยกเลิกไป
เด็กกำพร้าที่อยากจะมีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าก็คงไม่ได้รับความเป็น
ธรรม
“เรื่องนี้ต้องแก้ไข” สวี่โม่วางมือลงบนโต๊ะ “แต่จะแก้ไขอย่างไร
ดี?”
เด็กกำพร้ากลุ่มนี้มีทั้งที่อยู่และที่ดินทำกิน แต่กลับไม่ยอมทำไร่
ไถนา ไม่คิดจะทำงานหาเลี้ยงชีพ
เจียงเซิงเบิกตากว้าง มองเจิ้งหรูเชียนอย่างมีความหวัง
“เจ้ามองข้าทำไมหรือ เจียงเซิงน้อย อย่าบอกนะว่าเจ้าจะให้ข้าไป
ซื้อที่ดินของพวกเขา” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยอย่างประหลาดใจ “แต่พวกเขา
ไม่ชอบทำงาน หากขายที่ดินไปก็คงนำเงินไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายจน
หมด”
เจียงเซิงเอียงศีรษะ “ตอนข้าเป็นเด็กเร่ร่อน ข้าก็ไม่ชอบทำงาน
แลกเงิน แต่ถ้ามีคนให้ข้าวข้ากิน ไม่ว่างานอะไรข้าก็ทำได้ทั้งนั้น”
นี่คือธรรมชาติของเด็กเร่ร่อน เงินทองเป็นเพียงตัวเลข สิ่งสำคัญ
คือต้องมีกินมีใช้ต่างหาก
เจิ้งหรูเชียนจึงเข้าใจในทันที
สวี่โม่เองก็เลิกคิ้วขึ้นเช่นกัน
สองพี่น้องสบตากันและเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเข้าใจกันอย่าง
ลึกซึ้ง