พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 118 ดอกท้อของสวี่โม่
ผู้ติดตามคนหนึ่งออกไปค้นหารายชื่อและคัดลอกรายชื่อเด็ก
เร่ร่อนออกมา
ส่วนผู้ติดตามอีกคนไปจัดเตรียมอาหารเพื่อใช้เป็นค่าแรง
หลายวันต่อมา เจิ้งหรูเชียนพาจางฉีเฉวียนออกไปเยี่ยมเยียน
พวกเขาด้วยตนเอง หลังจากพบกับเด็กเร่ร่อนกว่าร้อยคน ในที่สุดก็
รวบรวมที่ดินได้ครบสามสิบหมู่
ผู้ที่ได้รับการว่าจ้างก็น่าสนใจเช่นกัน ในหมู่บ้านสิบลี้มีแปด
ครอบครัวที่ขายที่ดินให้ ดังนั้นจึงเลือกคนมาจากแปดครอบครัวนี้
เพื่อมาทำงาน และได้ค่าตอบแทนคนละห้าเหวินต่อวัน
เก้าในสิบส่วนของเด็กเร่ร่อนเต็มใจทำงาน เพราะสัญญาที่เจิ้งหรู
เชียนมอบให้พวกเขาไม่ใช่เงิน แต่เป็นอาหารวันละสามมื้อ เสื้อผ้า
หนึ่งชุดในทุกครึ่งปี และจ่ายภาษีให้ตอนปลายปี
การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทุกคนต่างก็
แก้ปัญหาของตนเองได้แล้ว
แต่ยังมีประเด็นสำคัญอยู่อีกหนึ่งอย่าง สวี่โม่จึงกำชับน้องชาย
เป็นพิเศษว่า “เด็กเร่ร่อนไม่เคยถูกควบคุมและไม่เคยเรียนรู้เรื่องการ
ทำไร่นา ระวังพวกเขาจะปลูกถั่วฝักยาวให้เจ้าไม่ได้ ทั้งยังอาจก่อ
ความวุ่นวายให้เจ้าอีก”
แต่เจิ้งหรูเชียนเตรียมการรับมือเรื่องนี้ไว้แล้ว
ภายใต้คำแนะนำของจางฉีเฉวียน เขาไม่ได้ให้คนงานจาก
หมู่บ้านสิบลี้รับผิดชอบที่ดินของหมู่บ้านสิบลี้โดยตรง แต่หลังจาก
สอนขั้นตอนการปลูกถั่วฝักยาวให้พวกเขาแล้ว ก็ให้พวกเขาพาเด็ก
เร่ร่อนไปด้วยประมาณสิบคน
การที่คนหนึ่งคนต้องดูแลคนหลายสิบคนนั้นเป็นเรื่องยากมาก
แต่หากให้คนหนึ่งคนดูแลเด็ก ๆ สักห้าหกคนกลับเป็นเรื่องง่ายดาย
กว่ามาก
ด้วยความช่วยเหลือจากจางฉีเฉวียน หลิวซุ่ยและจางเซียง
เหลียน การปลูกถั่วฝักยาวหลังฝนแรกของฤดูใบไม้ผลิจึงเริ่มต้นขึ้น
อย่างรวดเร็ว
ถั่วฝักยาวนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ถั่วพุ่ม ฤดูกาลเพาะปลูกคือ
ช่วงเดือนสี่ถึงเดือนห้า หากเป็นพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่น ก็สามารถ
เพาะปลูกได้ในเดือนหกถึงเดือนเจ็ด
อำเภอเซี่ยหยางตั้งอยู่ทางเหนือ อุณหภูมิไม่ค่อนข้างต ่า
ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเพาะปลูกคือช่วงเดือนห้า
พวกเขานำเมล็ดถั่วฝักยาวไปแช่ในน ้าอุ่นจนแตกหน่อ จากนั้น
จึงนำไปปลูกในดินที่ไถพรวนแล้ว โดยเว้นระยะห่างประมาณหนึ่งฝ่า
มือ
หลังจากผ่านไปครึ่งเดือน ต้นอ่อนจะเริ่มงอกขึ้นมา จำเป็นต้อง
ใช้ไม้ปักเป็นหลักเพื่อให้เถาเลื้อยพัน เมื่อถึงเดือนเจ็ดถึงเดือนแปด
ถั่วฝักยาวก็จะห้อยระย้าอยู่บนค้าง ดูน่ารักน่าเอ็นดูนัก
จากประสบการณ์ของชาวบ้านในอำเภออันหยาง ผลผลิต
ถั่วฝักยาวต่อหนึ่งหมู่จะอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันชั่ง ดูเหมือนจะมาก แต่
เมื่อตากแห้งแล้วจะเหลือเพียงร้อยกว่าชั่ง ไม่เพียงพอต่อบรรทุกจน
เต็มเกวียนด้วยซ ้า
ไม่รู้ว่าถั่วฝักยาวสามสิบหมู่ที่ตากแห้งแล้วนี้ จะขายได้พอสำหรับ
ค่าใช้จ่ายหนึ่งปีหรือไม่
การเพาะปลูกของเจิ้งหรูเชียนดำเนินไปอย่างขะมักเขม้น เขา
ต้องจ่ายค่าแรงทุกวัน เด็กเร่ร่อนก็ได้กินข้าวทุกมื้อ สร้างความอิจฉา
ให้กับชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินจนตาร้อนผ่าว ขณะเดียวกันก็ทำให้
ใครบางคนโมโห
บ้านตระกูลหนิว
คุณหนูผู้สวมชุดกระโปรงงดงามราวกับผีเสื้อ กำลังมีท่าทาง
โกรธเกรี้ยว นางกระทืบเท้าและดึงชายเสื้อของชายชราที่มีหนวด
เคราสีขาว แล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อ เหตุใดที่ดินของพวกเด็กเร่ร่อนจึงตก
เป็นของคนแซ่เจิ้งเสียหมดเล่า พวกเขามาทำลายแผนการของเรา”
แท้จริงแล้วไม่ใช่มีเพียงเจิ้งหรูเชียนเท่านั้นที่หมายตาที่ดินของ
พวกเด็กเร่ร่อน
ตระกูลหนิวและตระกูลหม่าต่างก็มีแผนการเช่นกัน
เพียงแต่พวกเขาคิดว่าที่ดินที่พวกเด็กเร่ร่อนได้มาโดยไม่เสียเงิน
สักเหวินนั้นช่างน่าขยะแขยง พวกเขาจึงไม่คิดที่จะซื้อในราคาที่
เหมาะสม รอให้พวกเด็กเร่ร่อนไม่มีเงินจ่ายภาษีได้ รอให้พวกเขา
หวาดกลัวการถูกจับเข้าคุก จากนั้นค่อยซื้อที่ดินเหล่านั้นมาในราคา
ถูก
ส่วนชะตากรรมของพวกเด็กเร่ร่อนหลังจากที่ต้องเสียที่ดินไป
พวกเขาย่อมไม่ได้สนใจ
แต่ใครจะคาดคิดว่าเจิ้งหรูเชียนกลับเข้ามาแทรกกลางเช่นนี้ เขา
ซื้อที่ดินของพวกเด็กเร่ร่อนไปเป็นจำนวนมาก ทั้งยังจ้างวานพวกเขา
ให้ทำงานแลกกับอาหารเพียงไม่กี่มื้อ เขาใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งจริง
ๆ
คุณหนูในชุดหลากสีสะบัดชายกระโปรงอย่างไม่สบอารมณ์ นาง
ปล่อยมือจากชายเสื้อของชายชราแล้วหันหลังกลับ พลางกล่าวอย่าง
หัวเสียว่า “หมู่บ้านสิบลี้มีตระกูลหม่ามาขอแบ่งส่วนแบ่งข้าก็เหลือจะ
ทนแล้ว ตอนนี้ยังจะมีตระกูลเจิ้งโผล่มาอีก ข้าไม่เห็นด้วย”
“เฮ้อ เสี่ยวเซียน เจ้าอย่าได้ทำเรื่องบุ่มบ่าม” ชายชราผู้มีหนวด
เคราสีขาวยกมือห้ามปราม “พวกเราต้องสืบให้รู้ถึงภูมิหลังของคน
ตระกูลเจิ้งเสียก่อน อย่าทำอะไรรีบร้อน”
“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว” นางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไปสืบมาแล้ว เขา
เป็นเพียงเด็กเร่ร่อนไร้บ้านคนหนึ่งเท่านั้น แค่ได้เงินทองมาจากแดน
ไกล จึงคิดอยากกลับมาบ้านเกิดเพื่ออวดโอ้เท่านั้น”
“เขาคิดว่าการทำการค้ามันง่ายดายเช่นนั้นหรือ ถ้าข้าไม่สั่งสอน
ให้เข็ดหลาบเสียหน่อย เขาก็คงไม่รู้จักชื่อของข้า หนิวเซียนเซียนผู้
นี้”
นางส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วหมุนกายจากไป ปล่อยให้ผู้อาวุโส
เคราขาวยืนถอนหายใจอยู่เพียงลำพัง
เวลาล่วงเลยไปราวสามวัน
ขณะที่เจิ้งหรูเชียนกำลังตรวจดูคนงานซึ่งเป็นเด็กเร่ร่อนที่เขา
จ้างมาเพื่อไถหว่านอยู่กลางทุ่ง เขาก็ได้รับข่าวร้ายที่สุดในชีวิต
ตอนนี้ต้นกล้าอ่อนที่เพิ่งหว่านลงไปในผืนดินถูกเหยียบย ่าจนแหลก
เหลวไม่มีชิ้นดี หากไม่หว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่ภายในสองเดือนข้างหน้า
พวกเขาย่อมต้องประสบกับการขาดแคลนธัญพืชอย่างแน่นอน
ทว่าการหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่ ย่อมหมายถึงการลงแรงและใช้
ทรัพยากรใหม่ รวมถึงเสียค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
เรื่องนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับเจิ้งหรูเชียนยิ่งนัก ราวกับเขาถูก
ควักหัวใจออกไปทั้งดวง เขาโกรธจนแทบคลั่ง หากรู้ว่าผู้ใดเป็นคน
ทำเช่นนี้ เขาจะบีบคอมันให้ตายตกไปตามกันเลย!
เมื่อไปถึงยังที่เกิดเหตุ เจียงเซิงก็อยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
นางนั่งยอง ๆ อยู่กับพื้น เหม่อมองไปยังต้นกล้าที่ถูกทำลายจน
ยับเยิน บนใบหน้าปรากฏความปวดร้าวแฝงความเสียดาย
“ใครเป็นคนทำเช่นนี้! ใครเป็นคนทำ!” เจิ้งหรูเชียนโกรธจนเสียง
แหบพร่า
เจียงเซิงหันกลับมา พูดเสียงเบาว่า “เป็นตระกูลหนิว”
การทำความดีย่อมได้รับผลตอบแทน
พวกพี่น้องที่เจียงเซิงเคยช่วยเหลือเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีเขิน
อาย จากนั้นก็เล่าความจริงให้ฟังพร้อมทั้งกำชับว่าให้ระวังตัวไว้ให้
มาก ตระกูลหนิวเป็นคนเจ้าเล่ห์ อีกฝ่ายคงไม่ยอมจบเรื่องไปง่าย ๆ
แน่
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นพวกเขา” เจิ้งหรูเชียนโมโหจนแทบจะพ่น
ไฟออกมา “ข้าจะไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่”
ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร ราวกับจะไปหาเรื่องอีกฝ่าย
ให้ได้
เจียงเซิงรีบคว้าแขนพี่ชายไว้ “พี่รอง ท่านอย่าโกรธเลย พี่ใหญ่
เคยบอกไว้ ว่ามีเรื่องอะไรก็ให้ไปแจ้งที่ว่าการอำเภอ”
การทะเลาะวิวาทกันเองเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ
เจิ้งหรูเชียนเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ
เจียงเซิงเผยยิ้มกว้าง ตั้งแต่ช่วงปีใหม่จนถึงตอนนี้ นางได้ศึกษา
เล่าเรียนกับที่ปรึกษาสวี่จึงทำให้ได้เปิดโลกกว้างขึ้น และรู้ซึ้งถึง
ความสำคัญของที่ว่าการอำเภอต่อชาวบ้าน
“การถูกเหยียบย ่าโดยไม่มีสาเหตุ ถือเป็นการทำลายทรัพย์สิน
อีกทั้งยังเกิดในที่นา ย่อมต้องมีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์แน่” นางพูด
พลางเบิกตากลมใส “พี่รอง พวกเราไปร้องเรียนพวกเขากันเถอะ”
ร้องเรียนใครหรือ? ก็ร้องเรียนพวกคนที่มาเหยียบย ่าพืชผลของ
เขาน่ะสิ
ส่วนเรื่องตระกูลหนิวที่อยู่เบื้องหลังนั้น ไม่ต้องไปสนใจ
ผู้ใดเหยียบย ่า ผู้นั้นก็ถูกร้องเรียน ถูกทางการเรียกตัวไป และถูก
ท่านนายอำเภอไต่สวน
เพราะมีสวี่โม่อยู่ ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็ลากคอคนตระกูลหนิวออก
มาได้แล้ว
ต่อมาไม่นาน เศรษฐีหนิวก็ถูกเรียกตัว
แต่ครั้งนี้สวี่โม่ไม่ได้ไต่สวนเศรษฐีหนิวในทันที แต่กลับสั่งขังเขา
ไว้ในคุกก่อน
ในชีวิตนี้เจิ้งหรูเชียนก็ได้รู้ซึ้งถึงความสุขของการที่ขุนนาง
ร่วมมือกับพ่อค้าเสียที
สวี่โม่สั่งขังเศรษฐีหนิวไว้ในคุก โดยให้เหตุผลว่ากำลังตามหา
หลักฐานที่เศรษฐีหนิวจ้างวานผู้อื่น แต่ก็แอบแฝงความต้องการที่จะ
ช่วยเจิ้งหรูเชียนระบายความโกรธแค้นอยู่บ้าง
ผ่านไปหนึ่งคืน
ทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุก็ครบถ้วน สวี่โม่นั่งรถม้ามุ่งหน้า
ไปยังที่ว่าการอำเภอ
พวกพี่น้องทั้งหมดพากันมาดูความครื้นเครงนี้ แม้แต่หวังฝูเฟิง
ยังนั่งรถม้าตามมาติด ๆ
เจิ้งหรูเชียนนั่งอยู่บนด้านหน้ารถม้า มือข้างหนึ่งถือบังเหียน ส่วน
อีกข้างหนึ่งเลิกม่านขึ้นพลางพูดคุยกับน้อง ๆ ที่อยู่ด้านใน
ทันใดนั้นรถม้าคันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
แม้เจิ้งหรูเชียนจะตอบสนองอย่างฉับไวและพยายามหยุดรถม้า
แต่รถม้าทั้งสองคันก็ปะทะกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
เสียงโครมดังสนั่น รถม้าที่เจิ้งหรูเชียนนั่งอยู่แผ่นกระดานแตกไป
หลายแผ่น โครงรถสั่นคลอนราวกับจะพังลงมา
ส่วนรถม้าอีกคันยังมั่นคงและคงสภาพไว้ได้
เจิ้งหรูเชียนหายใจหอบถี่ ก่อนจะจ้องมองไปยังหญิงสาวในชุด
หลากสีซึ่งนั่งอยู่บนรถม้าด้วยความโมโห “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?
เจ้าต้องการอะไรกันแน่!”
“เจ้าต่างหากที่เสียสติ ปล่อยท่านพ่อของข้าเดี๋ยวนี้” คุณหนูนาม
ว่าหนิวเซียนเซียนลุกขึ้นยืน นางตะโกนเสียงใส “เรื่องเหยียบย ่าที่นา
ของเจ้าเป็นความคิดของข้า ไม่เกี่ยวกับท่านพ่อ ปล่อยท่านพ่อของ
ข้าไป!”
ที่แท้นางคือบุตรสาวของตระกูลหนิว
เจิ้งหรูเชียนได้ยินดังนั้นหัวเราะด้วยความกรุ่นโกรธ “เจ้าเหยียบ
ย ่าที่นาของข้าแล้วยังกล้ามาพูดจาเช่นนี้อีกหรือ? เชื่อหรือไม่ว่าข้า
จะแจ้งทางการให้มาจับเจ้าเดี๋ยวนี้”
“เจ้ากล้าหรือ!” หนิวเซียนเซียนโกรธจนตัวสั่น “เจ้าต่างหากที่
แย่งที่ดินของข้าไปก่อน ข้าเพียงเหยียบย ่าที่นาของเจ้าเพื่อเป็นการ
เตือน หากเจ้ายอมขอโทษ ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่หากเจ้ายังดื้อรั้น
ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ข้าจะ…”
นางจ้องมองรถม้าที่กำลังสั่นคลอนอย่างน่าหวาดกลัว
เบื้องหลังเจิ้งหรูเชียน ผู้ที่อยู่ภายในควรรีบออกมาโดยเร็ว
สวี่โม่ในชุดคลุมยาวสีเขียวฟ้าออกมาเป็นคนแรก เขารูปโฉม
งดงามราวหยก ท่าทางก็สง่างาม เมื่อลงมายืนได้อย่างปลอดภัยแล้ว
ก็ไม่ลืมจะประคองน้องสาวที่ยังตื่นตกใจให้ลงมาด้วย
เมื่อเขาหันกลับมา ใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางสูงส่ง และแผ่นหลัง
ตั้งตรงของเขาก็ช่างดูโดดเด่นกว่าผู้ใดในละแวกนั้น
หนิวเซียนเซียนมองจนตาค้าง พลางชี้ใส่สวี่โม่แล้วกล่าวว่า
“หากเจ้ายกเขาให้แต่งเข้าตระกูลข้า ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”