พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 119 สยบหนิวเซียนเซียน
สิ้นเสียง สวี่โม่และน้องชายน้องสาวต่างชะงักงัน แม้แต่รถม้าของ
ตระกูลหวังที่อยู่ด้านหลังก็หยุดอยู่กับที่ เหลือเพียงม่านที่เปิดออก
เล็กน้อย เผยให้เห็นนิ้วมือเรียวขาวผุดผ่อง
สวี่โม่นั้นงามล่มเมือง เพียงอายุสิบสามก็สง่างามดุจดั่งหยก ทั้ง
น้องชายและน้องสาวต่างรู้เรื่องนี้ดี
เพียงแต่สตรีส่วนใหญ่ล้วนแอบชื่นชมหรือแอบปลื้มอยู่ในใจต่อ
เขาอยู่ห่าง ๆ ไม่เคยมีสักคนที่กล้าบุ่มบ่ามและพูดจาตรงไปตรงมา
โดยไร้สมองเหมือนหนิวเซียนเซียนผู้นี้มาก่อน
แม้คนคงแก่เรียนอย่างสวี่โม่ก็ยังนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วย
น ้าเสียงราบเรียบว่า “แม่นางพูดเล่นแล้ว”
“ข้าไม่ได้พูดเล่น” หนิวเซียนเซียนเบิกตากว้าง “ตระกูลข้าคือ
ตระกูลเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งหมู่บ้านสิบลี้ บุรุษธรรมดาไม่อาจเอื้อม
ถึงข้า ตอนนี้ข้ายอมให้เจ้ามีโอกาสแต่งเข้าตระกูล ถือเป็นบุญวาสนา
ของเจ้าแล้ว”
พวกเขาไม่เคยพบพานผู้หญิงที่บ้าบิ่นเช่นนี้มาก่อน
ราวกับบัณฑิตผู้มีวาทศิลป์ต้องมาเผชิญหน้ากับทหารหาญ จึง
ยากจะอธิบายให้เข้าใจได้
ที่ปรึกษาสวี่ซึ่งเคยผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความเจ็บปวดจาก
การสูญเสียมารดาบิดา ต้องถูกโบยกลางกลุ่มคน ต้องขึ้นศาลเพื่อ
ร้องเรียน ถูกวางยาพิษลอบทำร้าย เวลานี้เขาทำได้เพียงถอนหายใจ
เฮือกใหญ่ แล้วมองน้องชายน้องสาวด้วยแววตาสิ้นหวัง
เจิ้งหรูเชียนอ้าปากค้าง เขาคิดกับตัวเองว่าไม่เคยพบเจอคนหน้า
หนาเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
ส่วนฟางเหิงกำกระบองไม้แน่น ในใจราวกับมีบุรุษสองคนกำลัง
ต่อสู้กันชิงความเป็นใหญ่ เพื่อหาว่าจะสามารถลงมือกับสตรีได้จริง
หรือไม่
เวินจืออวิ่นคว้าชายแขนเสื้อของพี่สามไว้ ดวงตางามฉายแววตื่น
ตระหนก ยิ่งเกรงว่าพี่ใหญ่จะถูกคนจับตัวไปเป็นภรรยาของโจรผู้ร้าย
เจียงเซิงเบิกตากว้าง นางกำลังจะกระโดดโลดเต้น แต่กลับถูกมือ
ของใครไม่รู้มาจับไหล่เอาไว้
พอหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นพี่ห้าจ่างเยี่ยน
เจ้าห้าผู้เงียบขรึมและเฉลียวฉลาดที่สุด ดึงเจียงเซิงหลบไปอยู่
ด้านหลัง จากนั้นก็ก้าวเท้าไปยืนเทียบเคียงกับสวี่โม่
ดวงตาของหนิวเซียนเซียนฉายแววสงสัย แต่เมื่อมองตรงไปยัง
จ่างเยี่ยน ครู่หนึ่งดวงตานางก็พลันเป็นประกาย
หากกล่าวถึงบุคลิกท่าทาง สวี่โม่ย่อมเหนือกว่าผู้อื่น เขาทั้ง
สุภาพอ่อนโยนและสง่างาม ยากจะมีผู้ใดเทียบเทียมได้
แต่หากกล่าวถึงรูปโฉม จ่างเยี่ยนนั้นงดงามที่สุด แม้เป็นเพียง
บุรุษตัวน้อย แต่กลับมีใบหน้างดงาม ดวงตาดั่งดอกไม้แรกแย้ม ริม
ฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาด งดงามจนทำให้ผู้คนมองข้ามความ
เป็นบุรุษของเขาไป
เดิมทีหนิวเซียนเซียนชื่นชอบบุรุษเช่นสวี่โม่ แต่พอได้เห็นจ่าง
เยี่ยน นางก็รู้สึกว่าบุรุษเช่นนี้ก็ไม่เลว
น่าเสียดาย เด็กอีกคนอายุยังน้อยนัก อย่างมากก็คงอายุสิบขวบ
ร่างกายก็ยังเล็ก ใบหน้ายังอ่อนเยาว์ ไม่เหมาะสมที่จะแต่งเข้าตระกูล
นาง
หนิวเซียนเซียนส่ายหน้า แล้วหันไปมองสวี่โม่
แต่ยังไม่ทันที่นางจะใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งมากดดัน
จ่างเยี่ยนกลับเผยรอยยิ้มบาง ๆ น ้าเสียงของเด็กหนุ่มแฝงไว้ด้วย
ความสูงศักดิ์ ทว่าถ้อยคำกลับทำคนที่ฟังหน้าซีดเผือด “ในอดีตมี
ตระกูลฉินแต่งงานกับสัตว์ร้าย จนให้กำเนิดสัตว์ประหลาดเช่นพี่สาว
ตอนนี้ออกมาเห่าหอนกลางถนนจนผู้คนบาดเจ็บ เหตุใดจึงเป็น
เช่นนั้นเล่า”
“อ้อ ข้ารู้แล้ว เป็นเพราะในบ้านขาดผู้อาวุโส จึงไร้การอบรมสั่ง
สอน”
แม้ว่าหนิวเซียนเซียนจะตรงไปตรงมา แต่นางก็ไม่ได้โง่งม นาง
เข้าใจความหมายที่จ่างเยี่ยนพูด เขากำลังดูถูกนาง หนิวเซียนเซียน
โกรธจนตัวสั่นพลางหอบหายใจ
จ่างเยี่ยนเอ่ยต่อ “หายใจหอบแรงราวกับวัว รูปร่างจมูกก็เช่นกัน
หรือว่าในบ้านพี่สาวไม่มีเงิน หากไม่มี ข้าจะให้เงินเจ้าสองตำลึง ไป
สนตะพายจมูกเสีย”
หนิวเซียนเซียนเบิกตากว้าง มือไม้สั่นระริก
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว “ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่กลับร่างกายสั่นเทา
ราวกับเป็นแกะ ดูท่าบ้านพี่สาวคงจะร ่ารวยยิ่งนัก มีทั้งวัวทั้งสุนัข ทั้ง
หมูทั้งแกะ สมแล้วที่พวกเดียวกันย่อมรักใคร่ชอบพอ เดรัจฉานย่อม
เข้าใจเดรัจฉาน”
หนิวเซียนเซียนถอยหลังสองก้าวจนเกือบจะล้มลง
จ่างเยี่ยยส่ายหน้า “ที่นี่เป็นถนนของชาวบ้าน ไม่เหมาะกับสัตว์
เดรัจฉานอย่างพี่สาว พี่สาวกลับไปเสียเถอะ จะคอกแกะหรือคอกวัว
อย่างน้อยก็ยังมีที่ซุกหัวนอนนะ”
หนิวเซียนเซียนกรีดร้องลั่นจากนั้นก็ล้มลงไปกองกับพื้น
จ่างเยี่ยนถอยหลังกลับมายืนข้างเจียงเซิง พลางตบไหล่นางเบา
ๆ
เจียงเซิงเบิกตากว้างราวกับถูกปลดผนึก นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “พี่ห้า พี่ห้า ใคร ใครสอนท่านกัน”
พี่ใหญ่ของนางนั้นอ่อนโยน พี่สามซื่อตรง พี่สี่อ่อนไหว พวกเขา
ไม่มีใครพูดจาหยาบคายเช่นนี้
หรือจะเป็นพี่รอง
สายตาของเจียงเซิงเต็มไปด้วยความสงสัย เจิ้งหรูเชียนรีบโบก
มือปฏิเสธ “ข้าไม่ได้สอนเขา ข้าก็เป็นคนดีเหมือนกันนะ”
เช่นนั้นก็เหลือเพียงอย่างเดียวคือเขาเรียนรู้ด้วยตนเอง
เจียงเซิงมองจ่างเยี่ยน เขายังคงเชิดใบหน้าอันงดงาม ดวงตา
เรียวคมฉายแววบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
ราวกับว่าผู้ที่เอ่ยวาจาหอมหวานเมื่อครู่ไม่ใช่เขา
เอาเถอะ ไม่ว่าอย่างไร หนิวเซียนเซียนก็ถูกเขาไล่กลับไปแล้ว
เมื่อครู่ก่อนนางยังเป็นสตรีหยิ่งผยองและมั่นใจ คราวนี้กลับโมโห
จนร้องไห้โฮราวกับจะเข้ามาบีบคอจ่างเยี่ยนให้ขาดใจ
แต่พี่ชายทั้งสองจะยอมให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า
สวี่โม่มายืนขวางหน้านาง พลางเอ่ยด้วยน ้าเสียงราบเรียบ
“คุณหนูหนิว หากมีเรื่องขุ่นเคืองใจก็ไปร้องเรียนที่ที่ว่าการอำเภอ
เถอะ ข้าสวี่โม่ยินดีอยู่เป็นเพื่อนท่านจนถึงที่สุด แต่หากคิดจะทำร้าย
น้องชายข้า ก็ต้องมาดูกันว่ากฎหมายแห่งราชวงศ์ต้าอวี๋กับกฎของ
อำเภอเซี่ยหยางจะยินยอมหรือไม่!”
ท่าทางที่เขากล่าวอย่างเที่ยงธรรมนั้นช่างงดงามยิ่งนัก
หนิวเซียนเซียนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
สวี่โม่ฉวยโอกาสนี้ พาน้องชายน้องสาวเดินจากไป
ทิ้งให้หนิวเซียนเซียนถูกบ่าวรับใช้ประคองตัว นางต้องต่อสู้กับ
ความขัดแย้งในใจ ทั้งโกรธแค้นอยากทำลายและโหยหาต้องการ สิ่ง
เหล่านี้กำลังต่อสู้กันในใจของนาง
ทันใดนั้น รถม้าอันหรูหราก็แล่นผ่านมา ม่านสองข้างถูกเปิด
ออก เผยให้เห็นมือเรียวขาวเนียนของคนคนหนึ่งกำลังถือกาน ้าชา
ค้างคืนใบใหญ่ ราดลงบนตัวของหนิวเซียนเซียน
ถูกต้อง ราดลงมาจากกลางหน้าผากของหนิวเซียนเซียน
“อา…” นางโกรธจนตัวสั่น กรีดร้องเสียงดัง “ใครกัน เจ้าเป็น
ใคร!”
แต่น่าเสียดาย รถม้าเคลื่อนจากไปอย่างว่องไว ไม่มีผู้ใดสนใจใน
ความคลุ้มคลั่งของนางเลย
ณ ที่ว่าการอำเภอเซี่ยหยาง
เปียนเหวินซวนสวมหมวกขุนนางยืนรออยู่หน้าประตู ครั้นเห็นสวี่
โม่มา เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น “เจ้ามาถึงจนได้ รีบเข้ามาเถอะ
พยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว รอเพียงพิพากษาลงโทษเศรษฐีหนิว
เท่านั้น”
แท้จริงแล้วเรื่องราวเช่นนี้ถือว่าเป็นคดีที่ขัดแย้งกันเพียงเล็กน้อย
เพียงชดใช้และกล่าวขอโทษก็จบสิ้นกันไป เจ้าหน้าที่แค่คนเดียวก็
ตัดสินได้
แต่เปียนเหวินซวนรู้ดีว่าเจิ้งหรูเชียนเป็นน้องชายของสวี่โม่ และ
เป็นพี่ชายของฟางเหิง จึงต้องให้เกียรติคนทั้งสองสักหน่อย
เขาจึงยอมเสียเวลารอคอยอยู่นานกว่าครึ่งเค่อ
สวี่โม่ซาบซึ้งในน ้าใจนี้ จึงยกมือคารวะและนำเจิ้งหรูเชียนเข้าไป
ในศาล
ส่วนคนอื่น ๆ ก็ยืนฟังการพิจารณาคดีอยู่บริเวณหน้าประตู
ด้วยหลักฐานและพยานครบถ้วน เศรษฐีหนิวจึงไม่ได้ต่อต้าน แต่
กลับยอมรับว่าเป็นฝีมือคนในตระกูล เขายินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่
เจิ้งหรูเชียนเป็นเงินสิบตำลึง พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะอบรมคนในบ้าน
ไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก
หลังหนิวเซียนเซียนเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จแล้วก็รีบรุดมา แต่การ
พิจารณาคดีก็จบไปแล้ว
นางปรี่เข้าไปหาเศรษฐีหนิว พลางชี้หน้าเจิ้งหรูเชียนแล้วกล่าวว่า
“ท่านพ่อ เจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ได้รับโทษสาสมกับความผิดหรือไม่”
เศรษฐีหนิวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร
เป็นเพราะเขามีลูกสาวคนนี้มาในยามใกล้ชรา จึงเฝ้าทะนุถนอม
นางยิ่งนัก ไม่คิดว่าจะเลี้ยงดูมาจนกลายเป็นคนที่มีนิสัยเย่อหยิ่ง
ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งยังโอหังเช่นนี้ การชดใช้เงินสิบ
ตำลึงนับเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ชื่อเสียงของหนิวเซียนเซียนในหมู่บ้าน
สิบลี้ที่เสื่อมเสียกลับเป็นเรื่องใหญ่หลวงยิ่งกว่า
“ท่านพ่อ เหตุใดจึงถอนหายใจเช่นนั้น” หนิวเซียนเซียนเอ่ยถาม
พลางเบิกตากว้าง “หรือว่าพวกเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”
“กลับบ้านเถอะ กลับบ้านเถอะ” เศรษฐีหนิวกล่าวพลางจูงมือนาง
“กลับบ้านเสียหนิวเซียนเซียน กลับไปพูดกันที่บ้าน อย่าได้รบกวนใต้
เท้ากับที่ปรึกษาเลย”
บังเอิญที่ตอนนั้น เปียนเหวินซวนกับสวี่โม่เดินพูดคุยออกมาจาก
ห้องโถงใหญ่อย่างอารมณ์ดี
คนผู้หนึ่งสวมชุดและหมวกขุนนางจึงสังเกตได้โดยง่าย ส่วนอีก
คนสวมชุดยาวสีเขียวเรียบง่าย มือถือรายงานของที่ว่าการอำเภอ
เดาได้ไม่ยากว่าคนผู้นี้คือที่ปรึกษา
หนิวเซียนเซียนเบิกตากว้าง นางนึกถึงสินสอดที่เอ่ยไปก่อนหน้า
จากนั้นก็รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งกาย
เจิ้งหรูเชียนเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยเรียกที่ปรึกษาว่า “พี่ใหญ่”
สวี่โม่เงยหน้าขึ้น มุมปากแย้มยิ้ม “มีอะไรหรือ”
ส่วนบทสนทนาหลังจากนั้นนางไม่อาจได้ยินอีก เพราะราวกับ
โลกเบื้องหน้าพลันมืดดับ นางหมดสติจนล้มลงไปกองกับพื้น
น่าสงสาร เศรษฐีหนิวที่ยังไม่รู้ถึงคำพูดอุกอาจของบุตรสาวเพียง
คนเดียว จึงได้แต่ก้มตัวไปประคองร่างกายอันบอบบางของนางด้วย
ความร้อนรน “เซียนเซียน เซียนเซียน เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”
บรรดาผู้คนที่อยู่หน้าที่ว่าการอำเภอต่างพากันหยุดพูดคุย แล้ว
หันมามองเหตุการณ์นี้
เวินจืออวิ่นวางนิ้วมือทั้งสามลงบนข้อมือตนเองอย่างครุ่นคิด เขา
ลังเลว่าควรเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาดีหรือไม่
ทันใดนั้น จ่างเยี่ยนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังก็ใช้ปลายนิ้วสะกิดเขาเบา
ๆ “ผงสลอดที่พี่สามสูดดมเข้าไปจนท้องร่วงอยู่สามวันในตอนนั้น
ท่านยังมีเหลืออยู่หรือไม่”