พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 120 เจียงเซิงน้อยทุ่มเทเพื่อโรงผลิต
“มี…เยอะมาก” เวินจืออวิ่นหันกลับมา ใบหน้าอ่อนโยนเผยความ
ประหลาดใจ
จ่างเยี่ยนพยักหน้ารับ
เวินจืออวิ่นจึงก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ตรวจชีพจรของหนิ
วเซียนเซียน เปิดเปลือกตานางขึ้นดู สุดท้ายก็โรยผงยาสลอดจากใน
แขนเสื้อใส่จมูกนาง
“ไม่เป็นไรอะไร นางเพียงร้อนใจจนเกินไป” เวินจืออวิ่นกล่าว
พลางกะพริบตาคู่งาม “พักสักนางก็จะฟื้นเองภายในครึ่งชั่วยาม”
ซึ่งต้องครบครึ่งชั่วยามผงยาสลอดถึงจะออกฤทธิ์
“ขอบใจท่านหมอมาก” จากนั้นเศรษฐีหนิวกับหนิวเซียนเซียนก็
ขึ้นรถม้าจากไป
เวินจืออวิ่นหันกลับมาสบตากับจ่างเยี่ยน แล้วพวกเขายิ้มให้
กัน…
รถม้าของพวกเขาถูกชนจนชำรุดจึงส่งไปซ่อมแล้ว ดังนั้นจึงต้อง
เดินกลับบ้าน
โชคดีที่เรือนเล็กไม่ได้อยู่ไกลจากที่ว่าการอำเภอนัก
สวี่โม่วางม้วนรายงานลงบนโต๊ะที่ว่าการอำเภอ เขาเพิ่งเตรียมตัว
จะกลับ รถม้าของตระกูลหวังก็มาหยุดอยู่ตรงหน้า
“พี่หวัง” สวี่โม่ประสานมือคารวะ “แค่เดินไม่กี่ก้าว ข้าไม่รบกวน
เจ้าหรอก”
แม้รถม้าของตระกูลหวังจะสะดวกสบาย แต่ก็เป็นของผู้อื่นอยู่ดี
ภายในรถม้าเงียบไปครู่หนึ่ง หวังฝูเฟิงจึงเลิกม่านขึ้น เขาพูด
ด้วยน ้าเสียงรื่นเริงว่า “พี่สวี่ขึ้นมาเถอะ หากต้องพบกับหนิวเซียน
เซียนอีกจะทำเช่นไรเล่า”
สวี่โม่ครุ่นคิดถึงความน่าอึดอัดใจเมื่อครู่ จากนั้นจึงขึ้นรถม้าของ
ตระกูลหวังไป
บรรดาน้องชายและน้องสาวตามมาติด ๆ ทำให้บนรถม้าที่เคย
เงียบเหงาพลันคับแคบและมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
เจียงเซิงกำลังคุยกับเจิ้งหรูเชียนเรื่องการปลูกถั่วฝักยาว ฟางเหิง
เอ่ยแทรกเป็นบางครั้ง
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนขยับเข้ามาใกล้กัน พวกเขากระซิบ
กระซาบกันบ้าง ราวกับมีเรื่องลับ ๆ ที่ไม่อยากให้ใครรู้
เมื่อมีผู้คนมากมาย บรรยากาศจึงคึกคักเช่นนี้
ช่างดีเหลือเกิน
………
หลังจากไม่มีการรบกวนจากคนตระกูลหนิว การเพาะปลูก
ถั่วฝักยาวของพวกเขาก็ราบรื่นมาก
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งเดือน ทั่วทั้งผืนนาก็ปลูกพืชพันธุ์จนเต็ม
พื้นที่ รอเพียงต้นอ่อนโผล่พ้นดินจึงค่อยปักไม้ค ้า ล่วงเลยไปอีกสอง
สามเดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวถั่วฝักยาวได้แล้ว
เจิ้งหรูเชียนเพิ่งเคยเป็นเจ้าของที่ดินเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตื่นตา
ตื่นใจกับทุกสิ่ง กระทั่งมาเดินวนเวียนอยู่กลางทุ่งทุกวัน ไม่ใช่แค่เพื่อ
ป้องกันคนคิดร้าย แต่เป็นความรักใคร่อย่างแท้จริง
เขายังวางแผนว่าจะอยู่ที่นี่ไปจนกว่าถั่วฝักยาวจะให้ผลผลิต
จากนั้นก็จะขนถั่วฝักยาวดองกลับไปยังเขตอันสุ่ย เพื่อนำส่งให้เรือน
โยวหราน
คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่เป็นเจียงเซิงที่ร้อนใจยิ่งกว่า
“พวกเรายังมีโรงผลิตอยู่ที่เขตอันสุ่ยนะ พี่รองเอาแต่สนใจ
ถั่วฝักยาวแบบนี้ ท่านจะไม่สนใจโรงผลิตแล้วหรือ” เด็กหญิงถาม
อย่างขุ่นเคือง
เจิ้งหรูเชียนมองนางด้วยความงุนงงจากนั้นก็พยักหน้า
เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงก็เข้าใจได้ หมูรมควันกลายเป็นอาหารของ
ทุกคนไปแล้ว บรรดาพ่อครัวแม่ครัวมากฝีมือในเขตอันสุ่ยล้วนทำ
เป็นกันทั้งนั้น โรงผลิตจึงไม่จำเป็นต้องเปิดกิจการต่อ
“เจียงเซิง พี่สามยกเรือนดอกไม้ให้เจ้าแล้ว เจ้าเองก็บอกว่าโรง
ผลิตเป็นของเจ้า ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้วน่ะสิ” เจิ้งหรูเชียนจงใจแกล้ง
น้องสาว
เวลาผ่านไปสองปี นอกจากช่วงแรก ๆ ที่เคยขายเสื้อผ้า เจียงเซิง
ก็ไม่ได้ทำงานอะไรอีกเลย
เขาคิดว่าเด็กสาวเช่นนางคงต้องโมโหจนหน้าแดงก ่า จน
กระโดดกระทืบเท้า ก่อนจะยอมแพ้ไปเป็นแน่
แต่น้องสาวกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางกำหมัดแน่นพลางกล่าวว่า
“พี่รอง ท่านจะยอมแพ้ไม่ได้นะ หากไม่มีโรงผลิต หากพวกท่านป้า
ท่านน้าไม่ได้ทำงานที่โรงผลิตแล้ว พวกเขาใช้ชีวิตอย่างไร”
นี่ก็เสมือนกับการปลูกถั่วฝักยาว
เด็กกำพร้าหลายสิบชีวิตได้กินอิ่มนอนหลับเพราะการปลูก
ถั่วฝักยาวของเขา ชาวบ้านมากมายต่างก็ไว้ใจและขายที่ดินให้ เจิ้ง
หรูเชียนจึงต้องปลูกถั่วฝักยาวต่อไป
กิจการนี้สามารถเติบโตขึ้นได้อีก ทำให้ผู้คนมากมายมีรายได้
เป็นของตัวเอง
แต่เขาจะยอมแพ้ไม่ได้ เขากำลังปล่อยให้ผู้คนเหล่านั้นในอีกที่
หนึ่งต้องกลับไปอดอยากอีกครั้ง
โรงผลิตที่เขตอันสุ่ยปิดตัวลงเพียงชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความ
ว่าจะปิดตัวไปตลอดกาล
หากทำหมูรมควันไม่ได้ ก็ต้องทำอย่างอื่น
แต่จะทำสิ่งใดเล่า
แม้แต่เจียงเซิงก็ยังไร้หนทาง ด้วยประสบการณ์ชีวิตอันแสนสั้น
ของนาง นอกจากได้รับการสั่งสอนจากพวกพี่ชาย ก็มีเพียงบทเรียน
ที่แอบฟังมาจากท่านอาจารย์ในสำนักศึกษาไม่กี่ครั้งเท่านั้น
มันมีเรื่องของคน มีเรื่องของการงาน
แต่ไม่มีเรื่องของการค้าขาย
เจียงเซิงเป็นกังวลจนละเมอในตอนกลางคืน เกี่ยวกับเรื่องการ
เปิดโรงผลิตและทำการค้าแบบใหม่
เจิ้งหรูเชียนมองนางด้วยความสงสาร เขารู้สึกเสียใจที่แกล้ง
น้องสาว จึงเสนอความคิดที่เขานึกได้ว่า “หมูรมควันเป็นสูตรที่ต้า
ซานสอน ไม่สู้เจ้าลองถามเขาดูว่ายังมีหมูรมควันหรือการทำเนื้อ
อย่างอื่นอีกหรือไม่”
เจียงเซิงเบิกตากว้าง พอผังต้าซานขนส่งผักเสร็จ นางก็อุ้มขนม
เข้าไปหาเขา พร้อมกับเรียก “พี่ต้าซาน” ซ ้าแล้วซ ้าเล่า
หัวใจของผังต้าซานแทบละลายลงตรงนั้น
ใครจะรู้ว่าน้องชายกับน้องสาวต่างกันอย่างไร หากไม่ใช่คนที่
เลี้ยงดูพวกเขามาเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อที่บ้านมีแต่น้องชายตัวดีถึงสี่คน แต่ไม่
มีน้องสาวสักคนเดียว
หากไม่กลัวว่าสวี่โม่ เจิ้งหรูเชียน ฟางเหิง เวินจืออวิ่น และจ่าง
เยี่ยนจะโกรธ ผังต้าซานอยากจะขโมยตัวเจียงเซิงไปเสียด้วยซ ้า
“พี่ต้าซาน ท่านทำได้แค่หมูรมควันอย่างเดียวหรือ มีเนื้ออื่น ๆ
อีกหรือไม่ อย่างเช่นเนื้อหมัก ขอแค่เป็นการทำเนื้อแบบพิเศษที่เขต
อันสุ่ยไม่มีก็ได้” เจียงเซิงกะพริบตาปริบ ๆ
เรื่องนี้ทำเอาผังต้าซานถึงกับสะอึก
การที่เขายังจดจำรสชาติของหมูรมควันได้ ถือเป็นการระลึกถึง
บิดามารดาของเขาอย่างเต็มที่แล้ว
ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้น เขาจำไม่ได้
แต่ผังต้าซานไม่อยากเห็นเจียงเซิงน้อยผิดหวัง และยิ่งไม่อยาก
เห็นแววตาสดใสคู่นั้นต้องหม่นหมอง เขาจึงพยายามเค้นความคิด
จนเกือบจะนึกถึงเรื่องที่ตัวเองปัสสาวะรดที่นอนตอนยังเด็กออกมา
“แต่ว่า…ยังมีไส้กรอกอีกแบบหนึ่งนะ แต่ข้านึกชื่อไม่ออก รู้แค่ว่ามัน
หอมมาก พอกัดเข้าไปก็จะฉ ่าน ้า รสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร”
มันคือไส้กรอกของแคว้นสู่
ถึงแม้จะไม่มีวิธีการทำที่แน่ชัดหรือชื่อที่ชัดเจน แต่ก็ยังดีที่มี
โอกาส
“คงจะดีไม่น้อยหากพวกเราสามารถพบกับพวกท่านป้าจาก
แคว้นสู่ได้” ผังต้าซานเกาศีรษะ “พวกเขาต้องรู้จักมันแน่นอน”
แต่เรื่องนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ
ราชวงศ์ต้าอวี๋นั้นกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางจากใต้จรด
เหนือก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเนิ่นนานสักเท่าใด หรือกระทั่งแคว้นสู่ตั้งอยู่
ทิศทางใดก็ยังไม่อาจรู้ได้
ถ้าหากปราศจากคนที่มีความสามารถซึ่งใช้เวลาครึ่งชีวิตออก
เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วทั้งแผ่นดิน และบันทึกรายละเอียดของแต่ละ
ภูมิประเทศเอาไว้ บางทีผู้คนมากมายอาจไม่เคยรับรู้ด้วยซ ้าว่า อีก
ด้านอันแสนไกลยังมีวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะมีสตรีแคว้นสู่คนไหนมาแต่งงานไกลถึง
อำเภอเซี่ยหยางด้วย
แต่โชคดีที่เจียงเซิงไม่ใช่คนยอมแพ้ง่าย ๆ แม้ในใจจะรู้สึกว่ามี
ความหวังริบหรี่ แต่ก็ยังคงสั่งให้ทุกคนออกไปสืบหา
เผื่อว่า…เผื่อว่าจะมีใครสักคนอยู่จริง ๆ ก็ได้
ดังนั้นสวี่โม่จึงช่วยสืบหาข่าวคราวในตอนที่ไปทำงาน
ส่วนฟางเหิงก็ให้ผู้ติดตามทั้งแปดออกสืบหาข่าวระหว่างฝึกฝน
ฝ่ายเจิ้งหรูเชียน ก็สอบถามผู้คนพลางปลูกถั่วฝักยาวไป
เวินจืออวิ๋นก็เหมือนกัน เขาสืบหาจากชาวบ้านระหว่างออกไป
รักษาคนป่วย
แม้แต่จ่างเยี่ยนก็ยังใช้รูปโฉมอันงดงามของตน สืบถามจาก
เหล่าท่านป้าท่านน้าทั้งหลาย
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน ในตอนที่เจียงเซิงหมดหวังไปแล้ว กลับมี
ข่าวดีแว่วมา
มีสตรีนางหนึ่งเคยติดตามบิดามารดาไปพำนักอยู่ที่แคว้นสู่
หลายปีตอนยังเด็ก
ครั้นเมื่อกลับคืนสู่อำเภอเซี่ยหยาง นางได้ออกเรือนไป ยาม
ว่างเว้นจากงานบ้าน นางมักเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวสู่ให้ผู้อื่นฟัง
อยู่เนือง ๆ เป็นบ้างครั้งคราวที่ลงมือทำหมูรมควันตามแบบฉบับแคว้น
สู่ให้ลิ้มลอง
ทว่า…นับตั้งแต่สามีของนางสิ้นใจไป นางก็ล้มป่วยมาตลอด ไม่
อาจลุกขึ้นจากเตียงได้อีก เรื่องราวในอดีตเหล่านั้นก็หลงลืมไป
เช่นกัน
หากไม่ใช่เพราะมีลูกชายลูกสาวที่เชื่อฟังและกตัญญูอยู่สองคน
คาดว่านางคงจะลาจากโลกนี้ไปนานแล้ว
กระทั่งตอนนี้ก็ไม่อาจรู้ว่าชีวิตนี้ของนางจะยืนยาวได้อีกสัก
เท่าไหร่