พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 121 ไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยเอง
เวลาช่างกระชั้นนัก เจียงเซิงไม่กล้ารีรอ นางรีบร้อนขึ้นรถม้าเพื่อ
ออกไปหาคน
จ่างเยี่ยนพลันเอ่ยเตือนนาง “เจ้าไปคนเดียวจะทำอะไรได้ เรียกพี่
สี่ไปด้วยสิ”
“จริงสิ ข้าต้องพาหมอไปด้วย”
เจียงเซิงโผล่ศีรษะออกมา บอกเจิ้งหรูเชียนที่ทำหน้าที่คนขับรถ
ม้าให้เลี้ยวไปทางสำนักแพทย์
ด้านเวินจืออวิ่นซึ่งได้รับค่าจ้างเดือนละห้าตำลึง กำลังงานยุ่งจน
เหงื่อไหลพราก เขาต้องวิ่งไปหยิบยา ตากยา ห่อยา ก่อนจะกลับมา
นวดไหล่ให้อู๋สั่วเว่ยอีก
อู๋สั่วเว่ยเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวาย เมื่อคนไข้มาก็ไต่ถามอาการ
หากป่วยหนักเขาก็ลงมือรักษาเอง แต่ถ้าอาการไม่หนักก็โยนคนไป
ให้เวินจืออวิ่นจัดการ
แต่ในอำเภอเล็ก ๆ เช่นนี้จะมีคนป่วยหนักได้อย่างไร ในร้อยคนก็
มีเก้าสิบแปดสิบคนที่เจ็บป่วยเล็กน้อย
ดังนั้นทั้งวัน อู๋สั่วเว่ยจึงได้แต่เอ่ยเสียงเนือย ๆ ว่า “ไปหาเสี่ยวเวิน
ไปหาเสี่ยวเวิน ไปหาเสี่ยวเวิน…”
เวินจืออวิ่นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก รู้สึกว่าการหาเงินนั้นช่างยาก
นัก
โชคดีที่การรักษาโรคมากมายทำให้เกิดผลดี ตอนนี้เวินจืออวิ่นรู้
แล้วว่าสิ่งของในชีวิตประจำวันล้วนมีพิษแอบแฝงอยู่ ซึ่งอาจส่งผลร้าย
ต่อร่างกายได้
บางครั้งที่ไม่ได้เกิดอาการร้ายแรง ก็เป็นเพราะพิษมีปริมาณน้อย
เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น มันฝรั่งที่นำเข้ามาจากต่างแดนเมื่อหลายปีก่อน
ยามปอกเปลือกทำความสะอาดแล้วนำมารับประทานก็มีรสชาติอร่อย
แต่หากมันฝรั่งนั้นแตกหน่อสีเขียวเมื่อไหร่ย่อมจะมีพิษ หากร่างกาย
ได้รับพิษเพียงเล็กน้อยก็จะมีอาการปวดท้อง ท้องร่วง และหากได้รับ
พิษปริมาณมากก็อาจทำให้ปากและจมูกชา ร่างกายชักกระตุกจนถึง
ขั้นหยุดหายใจได้
หรือแม้แต่เขียงไม้ที่ใช้เป็นประจำ หากไม่ได้ล้างด้วยน ้าร้อนและ
ตากแดด ก็อาจก่อให้เกิดเชื้อราสีเหลืองซึ่งเป็นพิษและคร่าชีวิตคนได้
แม้กระทั่งข้าวสารที่เก็บรักษาอย่างไม่ถูกวิธี หากนำมาทานต่อก็
อาจทำให้เจ็บป่วยจนถึงแก่ชีวิตได้
ด้วยเหตุนี้ ตอนที่อู๋สั่วเว่ยตอบตกลงจะถ่ายทอดวิชาพิษให้แก่เขา
เขาจึงกล่าวอย่างลึกซึ้งว่า “เรื่องราวในวรรณกรรมที่กล่าวถึงการ
เหาะเหินเดินอากาศล้วนเป็นเรื่องโกหก แต่วิชาแพทย์และพิษ ล้วน
อาศัยรายละเอียดในชีวิตประจำวัน และสังหารคนได้โดยไร้ร่องรอย”
วิชาแพทย์หาใช่มนตร์คาถา มันไม่สามารถสังหารศัตรูที่อยู่ไกล
พันลี้ ไม่สามารถสะบัดฝ่ามือสังหารคนนับหมื่น และไม่สามารถจ้อง
มองผู้ใดแล้วทำให้คนผู้นั้นถึงแก่ความตายได้
วิชาแพทย์นั้นอาศัยรายละเอียด อาศัยความรู้ความเข้าใจใน
สรรพสิ่ง แล้วจึงใช้วิธีที่สามัญที่สุดในการปลิดชีพอย่างเงียบเชียบ
ถือว่าเวินจืออวิ่นได้เปิดโลกทัศน์แล้ว
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจอันวุ่นวายนี้ เขาจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่
น้องสาวมอบให้ซับหยาดเหงื่อ บนผ้าผืนนั้นยังคงเปียกชื้น แต่
เด็กชายยังไม่มีเวลาแม้แต่จะซักตากมันให้แห้งดี
เสียงของอู๋สั่วเว่ยก็ดังแว่วมาแต่ไกลอีกรอบ “ท่านหมอเวิน เชิญ
เจ้ามาบีบนวดบ่าให้ข้าสักหน่อย บ่าของข้าปวดเมื่อยยิ่งนัก”
เวินจืออวิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเก็บผ้าเช็ดหน้าเข้าไปใน
แขนเสื้อ แล้วเดินไปหาอู๋สั่วเว่ยด้วยท่าทางยอมจำนน
เดิมทีสำนักแพทย์แห่งนี้มีหมออยู่สามท่าน แต่หลังจากเกิด
เหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้น ไม่รู้ว่าอู๋สั่วเว่ยไปพูดอะไรกับเจ้าของสำนัก
แพทย์ ท่านหมออาวุโสทั้งสองจึงลาออกไป
ยามนี้เหลือเพียงอู๋สั่วเว่ยคนเดียวที่ยังคงทำงานอยู่ที่นี่ โดยมี
เวินจืออวิ่นคอยช่วยงานอย่างขะมักเขม้น ยามใดที่ทั้งสองไม่อยู่
สำนักแพทย์ก็จะปิดตาย ไม่รับรักษาผู้ใด กระทั่งหมออยู่ประจำก็ไม่มี
ครั้งหนึ่งเวินจืออวิ่นเคยลองถามด้วยความสงสัย ตอนนั้นเขาคิด
ว่าอู๋สั่วเว่ยคงเป็นเจ้าของสำนักแพทย์แห่งนี้แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับส่าย
หน้าพร้อมกับแย้มยิ้ม
หลังจากนั้นอู๋สั่วเว่ยก็ยิ่งใช้ให้เวินจืออวิ่นทำงานหนักมากขึ้นไป
อีก
อย่างเช่นการบีบนวดบ่า ทั้งที่วัน ๆ อู๋สั่วเว่ยเอาแต่นอนเอกเขน
อยู่บนเก้าอี้ยาว แต่ก็ยังคงร้องโอดครวญว่าปวดบ่า เขาไม่ปล่อยให้
เวินจืออวิ่นหยุดบีบนวดเลยแม้เพียงชั่วครู่
เมื่อเวินจืออวิ่นเริ่มลงมือบีบนวด อู๋สั่วเว่ยก็ถอนหายใจด้วยความ
เบาสบาย พลางบ่นพึมพำว่า “บ่าและลำคอเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของ
มนุษย์ หากถูกแทงเข้าที่รอยต่อของกระดูกไหล่กับลำคอ อาจทำให้
เป็นอัมพาตครึ่งตัวได้ ดังนั้นการฝังเข็มจึงต้องทำด้วยความ
ระมัดระวัง”
“การกดจุดบริเวณนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หากมีอาการ
ปวดเมื่อยแสดงว่ากล้ามเนื้อแน่นตึง ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ…”
เวินจืออวิ่นตั้งใจฟังพร้อมกับครุ่นคิด
ครึ่งชั่วยามต่อมา อู๋สั่วเว่ยจึงบอกให้เขาหยุดมือ
เขาขยับคอเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แรงของเจ้ารู้จักผ่อน
หนักเบาขึ้นมาก ช่างน่ายินดีนัก หากข้าต้องไปจากอำเภอเซี่ยหยา
งคงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เจ้ามาบีบนวดเช่นนี้อีก”
เวินจืออวิ่นชะงักไปครู่
อู๋สั่วเว่ยเอ่ยต่อ “ไม่รู้ว่า หากข้าจากไป เจ้าจะ…”
ประโยคหลังยังไม่ทันจบ
รถม้าก็มาหยุดอยู่หน้าประตูสำนักแพทย์
เจียงเซิงรีบวิ่งเข้ามาพลางร้องตะโกน “พี่สี่! พี่สี่! ช่วยข้าด้วย”
เวินจืออวิ่นหันไปสนใจเสียงเรียกนั้นทันที เขารีบสาวเท้าเข้าไป
หาน้องสาว แล้วเอ่ยถามด้วยน ้าเสียงอ่อนโยน “เกิดอะไรขึ้น”
เจียงเซิงเอ่ยถามอย่างวอนขอ
“พี่สี่ ข้าพบคนที่เคยไปแคว้นสู่แล้ว แต่อาการเจ็บป่วยของนางดู
ไม่ค่อยดี ท่านไปดูนางกับข้าสักครั้งเถอะ”
น้องสาวไม่เคยพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน
เวินจืออวิ่นตอบตกลงทันที ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้เอ่ยลา
ท่านหมออู๋
“ท่านหมออู๋…” เด็กน้อยเดินเข้าไปพูดตะกุกตะกัก “น้องสาว
ต้องการข้า”
“ไปเถอะ ไปเถอะ” อู๋สั่วเว่ยโบกมือ
เวินจืออวิ่นยิ้มร่า รีบหันกลับไปจูงมือเจียงเซิงแล้ววิ่งไปยังรถม้า
บนที่นั่งคนขับมีเจิ้งหรูเชียนนั่งไขว้ขาสะบัดแส้ และยังมีจ่างเยี่ย
นแง้มม่านหน้าต่างมองออกมา
ภาพเช่นนี้ช่างดีเหลือเกิน
อู๋สั่วเว่ยถอนหายใจเบา ๆ แล้วกลืนคำพูดทั้งหมดลงท้องไป
อีกฟากหนึ่ง
รถม้าแล่นโยกเยกไปตามทางนานกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็
มาถึงหมู่บ้านจิ่วฉือทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านสิบลี้
เจิ้งหรูเชียนนั่งอยู่ตรงคนขับ เอ่ยถามชาวบ้านคนหนึ่งว่า “ท่าน
ป้า ท่านรู้จักบ้านของวังต้าซงหรือไม่”
สตรีวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีเหลือบมองรถม้าของเจิ้งหรูเชียน
แวบหนึ่ง ในดวงตาฉายแววริษยา ก่อนจะหันหลังกลับไปแล้วแสร้งทำ
เป็นไม่ได้ยิน
เจิ้งหรูเชียนเกือบจะล้มหงายหลัง
โชคดีที่จ่างเยี่ยนก็มาด้วย เขาโดดลงจากรถม้าก่อนจะยิ้มให้สตรี
ผู้นั้น ท่าทางแลดูไร้เดียงสาตามแบบฉบับของเด็กหนุ่ม “ท่านป้า ท่าน
รู้หรือไม่ว่าบ้านของครอบครัววังอยู่ที่ใด ข้าอยากจะสอบถามพวกเขา
เรื่องบางอย่าง”
ความงามคืออาวุธ
บุรุษไม่อาจต้านทานสตรี ส่วนสตรีก็ไม่อาจต้านทานเด็กหนุ่มได้
ดวงตาของสตรีผู้นั้นเป็นประกาย นางรีบเอ่ยปากขึ้นทันที “อยู่
ตรงนั้น ตรงทางแยกข้างหน้า เดินไปอีกสามบ้านก็ถึงแล้ว”
“ขอบคุณขอรับท่านป้า” จ่างเยี่ยนยิ้มให้อีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะ
ขึ้นรถม้าไป
สตรีนางนั้นยืดคอดูอยู่นานจนกระทั่งรถม้าลับสายตาไป นางจึง
หันกลับเข้าบ้าน
หน้าบ้านครอบครัววัง
ในที่สุดก็หาเจอเสียที เจิ้งหรูเชียนจูงม้าไปผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่
ส่วนเจียงเซิงกับพี่ชายทั้งสองกระโดดลงมาจากรถม้า
เจียงเซิงก้าวไปเคาะประตูเป็นคนแรก
แต่จะเรียกว่าเคาะประตูก็ไม่ถูกนัก เพราะมันเป็นเพียงแผ่นไม้ผุ ๆ
แผ่นหนึ่งเท่านั้น
ดูเหมือนว่าครอบครัววังจะยากจนข้นแค้นยิ่งนัก บ้านหลังนี้ทั้ง
ทรุดโทรมและคับแคบที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมา แม้แต่ประตูก็ยังดู
ผุพังราวกับเอาฟืนมาประกอบเข้าด้วยกัน
เจียงเซิงเคาะไปเพียงสองทีก็ไม่กล้าเคาะต่อ นางรู้สึกว่าประตูวัด
ร้างยังแข็งแรงกว่าประตูบ้านหลังนี้ จึงกลัวว่าหากออกแรงอีกนิด
ประตูคงจะพังลงมาเสียก่อน
โชคดีที่ไม่นานนักก็มีเสียงตอบรับจากด้านใน ก่อนจะมีคนวิ่งมา
เปิดประตู
ทันทีที่ประตูเปิดออก เจียงเซิงก็ถึงกับตกตะลึง
คนที่อยู่ด้านในก็ตกตะลึงเช่นกัน หลังนิ่งไปครู่ใหญ่จึงพูดเสียง
ตะกุกตะกักว่า “คุณหนู! ท่านคือคุณหนูที่ซื้อเห็ดจากพวกเรานี่”
กระท่อมหลังน้อยแสนทรุดโทรม ปรากฏร่างของเด็กชายวัยเพียง
สิบขวบเศษ เป็นพี่น้องแสนคุ้นเคยที่ขายเห็ดให้นางนั่นเอง
ครั้งแรกที่พบพาน ณ ตลาดหมู่บ้านสิบลี้ เจียงเซิงเมตตา
ช่วยเหลือพวกเขาไว้
เมื่อพวกเขาพบกันอีกครั้ง คือตอนที่ต้นถั่วฝักยาวของเจิ้งหรู
เชียนถูกคนมาเหยียบย ่าทำลาย ผู้เป็นพี่ชายได้ลอบมาบอกเล่าความ
ร้ายกาจของตระกูลหนิวให้ฟัง
ที่ตั้งของตระกูลหนิวนั้นอยู่ที่หมู่บ้านจิ่วฉือ
เวลานี้เจียงเซิงเดินทางรอนแรมมาไกล กลับพบว่าผู้ที่นางตาม
หาคือมารดาของพวกเขาที่กำลังป่วยหนัก
พี่น้องคู่นี้ พี่ชายมีนามว่าวังเสี่ยวซง อายุสิบห้าปี ส่วนน้องสาวมี
นามว่าวังเสี่ยวจู อายุสิบสามปี
ด้วยฐานะทางบ้านยากจนและขัดสน กินข้าวไม่ค่อยอิ่มท้อง พี่
น้องคู่นี้จึงมีร่างกายผ่ายผอมและเล็กเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน
เมื่อเผชิญหน้ากับความต้องการของเจียงเซิง วังเสี่ยวซงพลันกำ
มือแน่น “หากเป็นก่อนหน้านี้ ขอเพียงคุณหนูเอ่ยปาก พวกข้าก็ยินดี
ช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ท่านแม่ข้านอนไม่ได้สติมาหลายวัน พวกข้าจน
ปัญญาจะช่วยท่านแล้ว”
วังเสี่ยวจูที่ยืนอยู่ด้านข้างยกมือขึ้นปิดหน้า พลางปล่อยให้น ้าตา
ไหลรินอาบแก้ม
จิตใจของเจียงเซิงพลันห่อเหี่ยว ใบหน้าเล็กของนางแฝงความ
เศร้าสร้อยจนยากจะเอื้อนเอ่ยวาจาใด
นางรู้ว่าพวกเขามีชีวิตที่ลำบาก แต่ไม่คาดคิดว่าจะลำบากถึง
เพียงนี้
พี่น้องครอบครัววังยากจนข้นแค้นขนาดนี้ ไม่อาจหาเงินมาจ้าง
หมอเพื่อรักษามารดา เขาเที่ยวตามหาหมอมารักษามารดาอยู่ครึ่ง
เดือน กระทั่งเมื่อหลายวันก่อนมารดาของพวกเขาก็หมดสติไป
หากรู้เช่นนี้พวกเขารีบมาตั้งแต่แรกก็คงดี
สามวัน? หรือห้าวัน?
เจียงเซิงยังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใด น ้าตานางก็เอ่อคลอหน่วย เวินจื
ออวิ๋นซึ่งนั่งอยู่ข้างกายเอื้อมมือมาจับมือนางไว้ ก่อนเอ่ยปลอบด้วย
น ้าเสียงแผ่วเบาว่า “เจ้าอย่าได้เสียใจไปเลย ให้ข้าลองตรวจดูก่อน
เถอะ”