พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 122 ได้รับสูตรไส้กรอกรมควัน
ความรู้ทั้งหมดที่หมออู๋สอนมาในตอนนี้แทบจะได้ใช้ประโยชน์
ทั้งหมด
การจับชีพจร ตรวจอาการ เลือกยาและการฝังเข็ม
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เวินจืออวิ่นจึงแบกกล่องยาเล็ก
ออกมาจากห้อง
สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีนัก ดวงตาก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
เจียงเซิง จ่างเยี่ยนกับเจิ้งหรูเชียนรีบวิ่งเข้าไปหาเขาอย่างกังวล
พลางถามว่า “พี่สี่ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
เวินจืออวิ่นส่ายหน้า สายตาจับจ้องไปยังพี่น้องครอบครัววัง
ความกังวลย้ายไปหาอีกฝ่าย ฝ่ามือของวังเสี่ยวซงเปียกชุ่มไป
ด้วยเหงื่อ เขาจ้องมองเวินจืออวิ่นเขม็ง “ท่านหมอ หากท่านมีอะไรจะ
พูดก็พูดมาตามตรงเถอะ ท่านแม่ของพวกข้าป่วยมานานหลายปีแล้ว
พวกข้าเตรียมใจเอาไว้แล้ว”
วังเสี่ยวจูเอามือปิดหน้าสะอื้นไห้ขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ยังไม่ทันเวินจืออวิ่นจะได้เอ่ยปาก จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกอันแผ่ว
เบาดังมาจากในห้อง “เสี่ยวซง…เสี่ยวจู”
“ท่านแม่”
“ท่านแม่!” วังเสี่ยวจูร้องเสียงหลง วิ่งถลาเข้าไปในบ้าน
ครั้นถึงธรณีประตู นางก็ไม่ทันระวังจึงสะดุดชายกระโปรงตัวเอง
จนล้มลง แต่ก็ยังใช้ทั้งมือและเท้าพยุงตัวลุกขึ้น พุ่งตรงไปยังห้องด้าน
ใน
“เสี่ยวจู ไม่กี่วันมานี้เจ้าดูผอมลงมาก หรือว่าเจ้าไม่ได้กินข้าว
เล่า” น ้าเสียงอ่อนโยนเอ่ยถาม “รอก่อนนะ แม่จะทำกับข้าวให้เจ้ากิน”
วังเสี่ยวจูพยักหน้าทั้งน ้าตา “ข้าอยากกินขนมแป้งทอดที่ท่านแม่
ทำ”
ภายในห้องมีเสียงรื้อค้น คล้ายมีคนกำลังนวดแป้งอยู่จริง
ส่วนวังเสี่ยวซงยืนน ้าตาคลออยู่ด้านนอก
ต่างจากวังเสี่ยวจูที่ยังเล็ก เขามีวุฒิภาวะมากกว่า เขารู้ดีว่าท่าน
แม่หมดสติไปแล้ว ทำไมถึงฟื้นคืนสติมาได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนาง
มีแรงจะทำขนมแป้งทอด
“ท่านหมอ ท่านแม่ของข้าป่วยเป็นอะไรกันแน่” เขาถามเสียงสั่น
เครือ “ท่านแม่…ท่านแม่หายดีแล้ว หรือว่า…”
หรือว่านี่เป็นเพียงแสงสุดท้ายก่อนตะวันลับขอบฟ้า?
เวินจืออวิ่นพยักหน้ารับ ยืนยันคำตอบนั้นอย่างหนักอึ้ง
“ต่อให้เก่งวิชาแพทย์เพียงใด ก็ไม่อาจยื้อคนที่แสงชีวิตริบหรี่ดุจ
แสงเทียนได้ พวกเขาทำได้เพียงประวิงเวลาให้มีชีวิตไปได้อีกสัก
หน่อย ราวกับเป็นความปรานีครั้งสุดท้ายก่อนยมบาลจะมาพราก
วิญญาณไป”
น ้าตาของวังเสี่ยวซงไหลริน
“ข้าขอขอบคุณท่าน เวินจืออวิ่น” เขากล่าว “ข้าคิดว่าท่านแม่คง
อยู่ได้อีกไม่กี่วัน แต่นึกไม่ถึงว่าจะยังมีโอกาสได้สนทนากับท่านแม่
เช่นนี้ เพียงแต่จากนี้ไปคงไม่อาจต้อนรับพวกท่านได้ ขออภัยพวก
ท่านด้วย”
กล่าวจบเด็กหนุ่มก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อใช้เวลาอันแสนอบอุ่น
ครั้งสุดท้ายกับมารดา
บ้านของพวกเขายากจนมาก ย่อมไม่สามารถซื้อเนื้อสัตว์ได้
ท่านแม่จึงมักจะทำขนมแป้งทอดให้กินอยู่เสมอ นางใช้น ้ามันทอดจน
แป้งเหลืองกรอบนอกนุ่มใน ปรุงรสด้วยพริกไทยและต้นหอม แม้ไม่มี
กับข้าว พวกเขาก็สามารถกินได้คนละสองสามชิ้น
เวลานี้ท่านแม่กำลังทำให้พวกเขากินเป็นครั้งสุดท้าย
นางใส่น ้ามันมากกว่าทุกครั้ง โรยต้นหอมลงไปอีกสองกำมือ
ทอดขนมแป้งให้ลูกชายลูกสาวคนละเจ็ดแปดชิ้น
“แม่ต้องไปแล้ว เสี่ยวซงกับเสี่ยวจูคงไม่ได้กินขนมแป้งทอดฝีมือ
แม่อีก” นางยิ้มอย่างอ่อนแรง “พวกเจ้าต้องกินให้อิ่ม กินให้เยอะ ๆ แม่
จะได้วางใจ”
ดวงตาของพี่น้องทั้งสองแดงก ่า แต่ไม่มีใครกล้าร้องไห้ พวกเขา
กัดขนมแป้งทอดคนละคำ แต่กลับกลืนไม่ลงสักที
นางเหลือบมองเด็กทั้งสี่คนที่ยืนอยู่ด้านนอก “เสี่ยวจูบอกว่าพวก
เขาอยากได้สูตรไส้กรอกรมควันหรือ? แม่ร่างกายอ่อนล้าเกินกว่าจะ
ทำเองได้ ฝากพวกเจ้าช่วยไปบอกพวกเขาต่อทีเถอะ”
“เนื้อหมูน่ะ ควรใช้ส่วนที่เป็นมันสามส่วนเนื้อเจ็ดส่วนถึงจะอร่อย
ที่สุด ส่วนการผสมเนื้อบดให้ผสมกับเนื้อหยาบ รสสัมผัสจะได้
หลากหลาย ปรุงรสด้วยพริกไทยป่น ผงฮวาเจียว*[1] ใส่น ้าตาล
เล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติและสุราเพื่อดับกลิ่นคาว…”
วังเสี่ยวซงจดจำทุกคำพูดโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
ท่านแม่ที่เพิ่งทำแป้งและทอดขนมรู้สึกเปลือกตาหนักอึ้ง นาง
นอนตะแคงข้างบนขอบเตียง พลางหอบหายใจเอ่ยว่า “แม่กำลังจะไป
แล้ว เสี่ยวซงดูแลน้องให้ดีนะ พวกเจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี…
ร ่ารวย…และเป็นคนดี”
สิ้นคำกล่าว มือของนางพลันร่วงหล่น
วังเสี่ยวซงปล่อยขนมแป้งในมือวิ่งเข้าไปหา วังเสี่ยวจูก็ร้องไห้โฮ
ออกมาดังลั่น
พวกเขาทุกคนรู้ดีถึงเวลาแล้ว ตอนนี้พวกเขาไม่เหลือท่านแม่อีก
ภายในลานบ้าน
เจียงเซิงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร นางไม่เคยมีมารดาจึงไม่รู้ว่า
การสูญเสียมารดานั้นเจ็บปวดเพียงใด
แต่เมื่อครุ่นคิดดู นางเพิ่งได้พบกับพวกพี่ชายได้เพียงสองปี หาก
ต้องพรากจากพวกพี่ชาย นางคงเจ็บปวดจนหายใจไม่ออกและยืนไม่
ไหวแน่
นางจึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องครอบครัววังได้
“เช่นนั้น พวกเราก็ไม่ควร…รบกวนพวกเขาใช่หรือไม่” เจียงเซิง
เอ่ยถามเจิ้งหรูเชียน
เจิ้งหรูเชียนเองก็ไม่เคยพบเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน จึงตอบอย่าง
ลังเลว่า “คงจะเป็นเช่นนั้นนะ”
ในเมื่อพวกเขาไม่มีมารดาอีกแล้ว ใครจะกล้าเข้าไปถามถึงเรื่อง
สูตรอาหารอีกเล่า
เจียงเซิงจึงหันหลังอย่างหมดอาลัยตายอยากและกำลังจะจากไป
ทว่า กลุ่มคนที่ไม่รู้จักหลายคนก็กรูกันเข้ามาจากด้านนอก พวก
เขามองเจียงเซิงและพี่ชายด้วยความงุนงงชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งตรงเข้าไป
ในห้องด้านในอย่างเกรี้ยวกราด
ชายวัยกลางคนที่เป็นเหมือนผู้นำตะโกนว่า “วังเสี่ยวซง บิดาเจ้า
สิ้นชีพ ส่วนมารดาเจ้าก็ตายไปแล้ว บ้านเก่าของครอบครัววังก็ควร
คืนให้พวกเราได้แล้ว”
“เหตุใดเล่า!” วังเสี่ยวซงตะโกนด้วยน ้าเสียงสั่นเครือ “นี่เป็นบ้าน
ของบิดามารดาข้า เป็นบ้านของครอบครัวข้า พวกเจ้าเกี่ยวข้องอะไร
ด้วย”
เขาคนนั้นกล่าวดูแคลน “นี่คือที่พักอาศัยที่ปู่ของเจ้าแบ่งให้บิดา
มารดาของเจ้า ตอนนี้บิดามารดาของเจ้าก็ไม่อยู่แล้ว แต่ปู่ของเจ้ายัง
อยู่แล้วจะไม่ทวงคืนได้อย่างไร”
เฮ้อ ช่างเป็นการรังแกเด็กกำพร้าสองคนที่ไร้ที่พึ่งพิงจริง ๆ
ที่พักอาศัยที่แบ่งให้หรือ แท้จริงแล้วบิดามารดาเขาเป็นผู้ซื้อมา
ด้วยเงินสิบสองตำลึง เพียงเพราะเป็นญาติกัน จึงทำเพียงประทับรอย
นิ้วมือโดยไม่ได้ไปแจ้งต่อทางการ เวลานี้กลับกลายเป็นว่าหนังสือถูก
ฉีกทำลาย สัญญาซื้อขายที่ดินยังคงเป็นชื่อของท่านปู่พวกเขา
ผู้เป็นเจ้าของที่ที่แท้จริงกลับถูกขับไล่อย่างไม่ทันตั้งตัว
กระทั่งไม่มีเวลาจะฝังศพบิดามารดา
“โชคร้ายยิ่งนัก พวกเรามาสายไปเสียแล้ว ปล่อยให้สตรีนางนั้น
มาสิ้นใจในบ้านนี้ได้อย่างไร” ผู้อาวุโสวังบ่นพึมพำ
อีกคนปลอบใจเขา “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องซ่อมแซม
ใหม่ เรือนเก่าทรุดโทรมเช่นนี้คงไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ได้แล้ว”
วังเสี่ยวซงโกรธจนตาแดงก ่า เขาฉวยมีดทำครัวมาหมายจะเอา
ชีวิตคน
โชคยังดีที่เจียงเซิงมาขวางเขาไว้ได้ทัน
วังเสี่ยวจูพูดพึมพำทั้งน ้าตาว่า “เดิมทีท่านอาและท่านลุงไม่ได้
เป็นเช่นนี้ เหตุใดพวกท่านจึงเปลี่ยนไปเล่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”
“เพราะยากจนจึงถูกคนรังแก”
“เพราะยามตกยากจึงได้เห็นใจจริง”
“รอยยิ้มในยามรุ่งเรืองล้วนเสแสร้งหลอกลวง มือที่ยื่นเข้ามาใน
ยามตกต ่าต่างหากที่จริงใจที่สุด”
จ่างเยี่ยนซึ่งนิ่งเงียบมาตลอด มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าวังเสี่ยวซง
เขาเอ่ยขึ้นว่า “หากเอาชีวิตไปเสี่ยงทำเรื่องเช่นนั้น ทำไมไม่รักษา
ชีวิตเอาไว้ รอวันหน้าเจ้าก้าวข้ามพวกเขาไป แล้วเหยียบย ่าคนไว้ใต้
ฝ่าเท้าแทนเล่า”
“ให้เจ้าเก่งกาจกว่า แข็งแกร่งกว่า เยาะเย้ยพวกเขาว่าอ่อนแอ ดู
ถูกพวกเขาว่าโง่เขลา”
“ในใจของทุกคนล้วนมีเรื่องเคียดแค้นมากน้อยต่างกัน หาก
โกรธจนขาดสติและปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล สุดท้ายก็มีแต่
จะพ่ายแพ้”
“สู้มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง รอวันที่ก้าวขึ้นไปยืนอยู่ในจุดที่พวกเขา
ต้องแหงนหน้ามองเจ้า ปล่อยให้พวกเขาทำได้แค่มองเจ้า หวั่นเกรง
เจ้า”
“เช่นนี้แล้ว ความคาดหวังจึงจะไม่เสียเปล่า”
วังเสี่ยวซงปล่อยมือทั้งสองข้าง มีดทำครัวสองเล่มหล่นลงพื้น
จ่างเยี่ยนรู้ว่าเขาเข้าใจดีแล้วจึงไม่เอ่ยอะไรอีก
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ข้าว่าพวกเราฝังร่างนาง
ก่อนเถอะ”
เหล่าเด็กน้อยร่วมแรงร่วมใจกันขุดหลุมตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงยาม
บ่าย ในที่สุดก็สามารถฝังร่างของมารดาได้สำเร็จ
วังเสี่ยวซงทำป้ายไม้ขึ้นมาหนึ่งแผ่นแล้วคำนับสามครั้ง
“ท่านแม่ ข้าจะดูแลน้องสาวให้ดี พวกเราจะมีชีวิตที่ดี ท่านวางใจ
ได้”
เขาหันกลับมา แล้วมองไปทางเจียงเซิง “สูตรไส้กรอกรมควันที่
เจ้าต้องการ ข้าจำได้หมดแล้ว เจ้าไปหาเศษกระดาษมาจดบันทึก
เถอะ”
ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจียงเซิงก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
[1] ฮวาเจียว : เครื่องปรุงรสชนิดหนึ่งที่ทำจากพริกเสฉวน มีรส
เผ็ดร้อน