พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 123 พรสวรรค์ป้าจางเพิ่มพูน
วังเสี่ยวซงหวังดี เขาขอให้เจียงเซิงหากระดาษมาบันทึกสูตร
ด้วยเกรงว่าบอกเพียงครั้งเดียวอีกฝ่ายจะจำไม่ได้
แต่นางจะมีกระดาษติดตัว และจะเขียนตัวอักษรนับร้อยอย่าง
คล่องแคล่วได้อย่างไร
“พี่ชายวัง ข้าไม่ได้นำกระดาษมาเลยและคงจดจำมันไม่ได้ด้วย
หากท่านไม่ว่าอะไร ข้าขอให้ท่านติดตามไปที่อำเภอ ข้ามีพี่ชายคน
หนึ่งที่เขียนหนังสือได้” เจียงเซิงกล่าวอย่างระมัดระวัง
เวินจืออวิ่นที่อยู่ข้าง ๆ นึกขึ้นได้ว่าในกล่องยาของตนมีกระดาษ
และพู่กันที่ใช้สำหรับเขียนใบเทียบยาอยู่
แต่เขาเพิ่งจะยกมือขึ้นก็ถูกเจียงเซิงยั้งไว้
เวินน้อยกะพริบตา ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
“พวกเจ้า…” วังเสี่ยวซงลังเลเล็กน้อยเมื่อเผชิญกับข้อเสนอของ
เจียงเซิง
พวกเขาเพิ่งสูญเสียมารดาไป และรับรู้ถึงความเย็นชาของญาติ
พี่น้อง พวกเขาเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าจากนี้คงจะไม่มีบ้านให้กลับ
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว การไปอำเภอเพื่อจดบันทึกสูตรก็ดูเหมือน
ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“เช่นนั้น…” เขากุมมือของวังเสี่ยวจู “เช่นนั้นข้าต้องพาน้องสาว
ไปด้วย”
วังเสี่ยวจูขยับเข้าใกล้พี่ชายอย่างหวาดหวั่น ราวกับเด็กน้อยที่
กำลังคว้ากิ่งไม้กลางสายน ้า
ยามเย็น แสงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า
ทุกคนที่ออกไปตั้งแต่ยามเที่ยงวัน ในที่สุดก็กลับมาถึงเรือนก่อน
ฟ้ามืด
สวี่โม่กับฟางเหิงเฝ้ารอจนร้อนใจ พวกเขาคิดว่าน้องชาย
น้องสาวอาจถูกคนอื่นจับตัวไปเสียแล้ว
กระทั่งเห็นชายกระโปรงของเจียงเซิง ทั้งสองจึงค่อยวางใจ
เจียงเซิง เวินจืออวิ่น จ่างเยี่ยนและเจิ้งหรูเชียนกระโดดลงมาจาก
รถม้าทีละคน ตามมาด้วยเด็กอีกสองคน
เหตุใดตอนไปมีสี่ แต่ขากลับถึงเป็นหกได้
“พี่ใหญ่ พี่สาม พวกเขาคือพี่น้องครอบครัววัง คนที่เชี่ยวชาญ
เรื่องการทำไส้กรอกรมควัน” เจียงเซิงแนะนำเสียงดัง “โรงผลิตในเขต
อันสุ่ยจะเปิดกิจการได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว”
วังเสี่ยวซงนิ่งอึ้ง พวกเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่ง เหตุใดใน
คำพูดของเด็กสาวคนนี้ พวกเขาถึงกลายเป็นผู้แบกรับความรุ่งเรือง
ของโรงผลิตไปเสียแล้ว
แม้อีกฝ่ายจะแนะนำพวกเขาออกมาเช่นนั้น แต่เด็กหนุ่มก็ยืด
หลังตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สวี่โม่โค้งศีรษะอย่างสุภาพ เอ่ยทักทายพี่น้องวัง
เมื่อหันกลับมา เจิ้งหรูเชียนก็ได้เตรียมกระดาษกับพู่กันไว้แล้ว
วังเสี่ยวซงเป็นผู้บอกเล่า ส่วนสวี่โม่เป็นผู้บันทึก ไม่นานสูตรอาหารก็
เสร็จสมบูรณ์
ภารกิจของวังเสี่ยวซงสำเร็จลุล่วง เขาดึงเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อย
ของตนเองและจับมือน้องสาวกำลังจะหันหลังออกไป
เจียงเซิงรั้งเขาเอาไว้ “พี่ชายวัง ท่านเคยลิ้มลองรสชาติของไส้
กรอกรมควันนี้หรือไม่?”
วังเสี่ยวซงพลันจมดิ่งสู่ห้วงความทรงจำ “เคยชิมอยู่สองสามครั้ง
แต่หลังจากท่านพ่อจากไป ครอบครัวข้าก็ยากจนข้นแค้น จึงไม่ได้
สัมผัสไส้กรอกรมควันอีกเลย”
นาน ๆ ครั้งที่นึกถึงไส้กรอกรมควันก็จำได้เพียงสัมผัสของเนื้อที่
แน่น และน ้ามันที่ฉ ่ากระเซ็นออกมาเท่านั้น
ทว่าเจียงเซิงกลับทำราวกับค้นพบขุมทรัพย์ นางโห่ร้องเสียงเบา
“เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยม! สูตรอาหารนี้แม้จะได้มาแล้ว แต่วิธีการทำยัง
ต้องใช้เวลา รอป้าจางทำเสร็จแล้ว ต้องรบกวนพี่ชายวังช่วยชิมว่า
รสชาติตรงกับที่อยู่ในความทรงจำของท่านหรือไม่”
“หากรสชาติตรงกัน พวกเราก็จะนำไปขาย หากไม่ตรงกันก็ต้อง
ปรับปรุงกันต่อไป”
ดวงตากลมโตของเด็กหญิงแม้จะดูอ่อนเยาว์กว่าเสี่ยวจู แต่กลับ
พูดจาฉะฉาน มีความคิด และรู้จักโน้มน้าวแขกให้อยู่ต่อ
นางช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก!
ในใจของวังเสี่ยวซงกำลังต่อสู้กันอย่างหนัก
ความจริงแล้วเขาแทบจะจำรสชาติของไส้กรอกรมควันไม่ได้ แต่
ท่าทีของเจียงเซิงนั้นชัดเจนเหลือเกิน นางยังระมัดระวังเพื่อรักษา
ศักดิ์ศรีและเกียรติของเขาเอาไว้
เรื่องนี้ทำให้เขาตัดสินใจได้ยากยิ่งนัก
หากไม่รับไว้ก็จะรักษาศักดิ์ศรีของตนเอาไว้ได้ทั้งหมด แต่เขากับ
น้องสาวอาจต้องเผชิญความยากลำบาก
แต่หากรับไว้ก็เท่ากับหลอกลวงตัวเองและผู้อื่น แต่ว่าน้องสาวจะ
ได้ไม่ต้องเร่ร่อนจากบ้าน
วังเสี่ยวซงอายุสิบห้าปีแล้ว เขาไม่เคยโกหกใคร แต่ในชั่ว
ขณะนั้นเมื่อมองน้องสาวที่กำลังทำอะไรไม่ถูก เขาก็กัดฟันแล้วพยัก
หน้า “ตกลง”
หากการหลอกลวงตัวเองและผู้อื่นเป็นความผิด ก็ขอให้สวรรค์
ลงโทษตัวข้าแต่เพียงผู้เดียว อย่าได้ทำร้ายน้องสาวผู้บริสุทธิ์ของเขา
เลย
วังเสี่ยวซงกล่าวในใจเงียบ ๆ
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา เจียงเซิงพาป้าจางและพี่น้องวังเริ่มลองทำไส้
กรอกรมควันในเรือนเล็ก
หมูรมควัน ไส้กรอกรมควัน เนื้อตากแห้ง
อย่างคนที่ชื่อบอก พวกมันคือเนื้อตากแห้ง ดังนั้นหมูรมควันและ
ไส้กรอกรมควันจึงมีวิธีการทำคล้ายกัน โดยหมักเนื้อให้ได้ที่ รมควัน
แล้วตากแห้งเพื่อถนอมรักษา ทำให้มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์
ไส้กรอกรมควันต้องใช้ลำไส้เล็กของหมู เท่ากับว่าเนื้อด้านในได้
หมักเป็นครั้งที่สองในไส้ ทำให้มีรสชาติพิเศษกว่าหมูรมควัน
ป้าจางมีฝีมือมาก เพียงสามถึงห้าวันก็ทำไส้กรอกรมควันชุดแรก
เสร็จ นำไปตากตรงใต้ชายคา
อากาศในเดือนห้าแจ่มใส ท้องฟ้าไร้เมฆ ตากแดดเพียงห้าหกวัน
ผิวของไส้กรอกก็เหี่ยวย่นแล้ว
จางเซียงเหลียนตัดไส้กรอกสองเส้น จากนั้นนำไปนึ่งในหม้อ
ใหญ่เหมือนกับหมูรมควัน ก่อนจะหั่นเป็นชิ้น ๆ วางไว้ตรงหน้าเจียง
เซิง
ทุกคนในครอบครัวรู้ว่าเจียงเซิงน้อยเป็นคนตะกละ
นับตั้งแต่เริ่มทำหมูรมควัน นางก็ชอบหยิบไปเคี้ยวกินทีละชิ้น
แม้ว่าหลังกินจะต้องดื่มน ้าไปอึกใหญ่ถึงสามกระบวยเพื่อดับกระหายก็
ตาม
ตอนนี้ ไส้กรอกรมควันเพิ่งปรุงสุกใหม่ ๆ นางไม่รอช้า รีบใช้
ตะเกียบคีบขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วยัดใส่ปากทันที
จากนั้นนางก็พลันเบิกตากว้าง
“ไม่อร่อยหรือ” ป้าจางเอ่ยถามอย่างกังวลใจ
วังเสี่ยวซงกำมือแน่นด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าตนเองจะไม่มี
ประโยชน์อะไรหลงเหลืออยู่แล้ว
ครู่ใหญ่ เจียงเซิงจึงกลืนไส้กรอกรมควันลงคอ พลางพยักหน้าถี่
ๆ ราวกับลูกไก่จิกกินเมล็ดข้าว “อร่อย! อร่อยมาก! ท่านทั้งสองลอง
ชิมดูสิ”
ทุกคนต่างก็ลงมือลิ้มลอง
ไส้กรอกรมควันชั้นเลิศนั้นต้องมีส่วนที่เป็นมันและเนื้อผสมผสาน
กัน เนื้อจะให้รสสัมผัสที่แน่นและกรุบกรอบ ส่วนมันจะให้ความชุ่มฉ ่า
เมื่อกัดลงไปจะแตกซ่านในปาก ลดทอนความแห้งกรอบของเนื้อลง
และเสริมกลิ่นหอมชวนให้น่ารับประทานจนยากจะห้ามใจได้
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ในสูตรเขียนไว้ว่าไส้กรอกรมควันแคว้นสู่จะมีรส
เผ็ด แต่ไส้กรอกรมควันที่กินอยู่นี้กลับไม่มีความเผ็ดเลยแม้แต่น้อย
เจียงเซิงจึงเอ่ยถามถึงเรื่องนี้
ป้าจางยกมือตบหน้าผากตัวเอง “โธ่เอ๊ย ข้าลืมใส่พริกไทยป่นลง
ไปในตอนแรก แต่เนื้อก็ยัดใส่ไส้เรียบร้อยแล้ว ข้าไม่อยากให้เสียของ
จึงคิดว่าทำมันออกมาเลยก็แล้วกัน”
แต่รสชาตินี้อร่อยนัก มันไม่ได้เผ็ดร้อนหากแต่หอมหวานละมุน
หอมอวลด้วยกลิ่นสุราอันบางเบา เมื่อลิ้มลองแล้วก็หักห้ามใจไม่ได้
หลังลองทำหม้อที่สอง พวกเขายัดไส้กรอกรสจัดจ้านปรุงสุกได้ที่
ยามลิ้มลองก็ให้รสชาติที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
งาขาวหอมกรุ่น เนื้อหมูติดมันกำลังดี แต่ไม่เหมาะจะให้เด็กชิม
นัก ตอนเจียงเซิงได้ชิมเข้าไป นางก็เผ็ดร้อนจนร้องลั่น
ป้าจางรีบรินน ้าอุ่นให้เจียงเซิงพลางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“เพียงลดพริกไทยกับผงฮวาเจียวลง รสชาติก็ต่างกันถึงเพียงนี้เชียว
หรือ”
หากเปลี่ยนสัดส่วนส่วนผสมอื่น ๆ เล่า อย่างเช่นน ้าตาลกับเกลือ
หรือเนื้อติดมันกับเนื้อล้วน รสชาติจะเป็นแบบไหนกัน
เมื่อก่อนป้าจางก็ยากจนมาก กระทั่งอาหารก็ยังกินไม่อิ่มท้อง
แล้วนางจะมีเวลาคิดถึงเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร
แต่หลังนางได้ทำงานในโรงผลิต ก็เริ่มเก็บหอมรอมริบได้จำนวน
หนึ่ง อีกทั้งเจียงเซิงยังมอบเงินให้นางไว้ใช้จ่ายตลาด ทุกวันนี้แม้
ไม่ได้อยู่สุขสบาย แต่ก็มีเงินทองเหลือเฟือ
ป้าจางคาดการณ์ในใจ นางอยากลองทำไส้กรอกรมควันโดย
ปรุงรสชาติหลากหลาย เพื่อค้นหารสชาติที่ยอดเยี่ยมที่สุด
คิดแล้วนางก็ลงมือทำทันที
ป้าจางใช้เงินเก็บส่วนตัวหนึ่งร้อยเหวินเพื่อซื้อเนื้อหมูมาสิบกว่า
ชั่ง บางส่วนก็ใส่น ้าตาลมากสักหน่อย ใส่เกลือมากสักหน่อย ใช้เนื้อ
ติดมันมาก บ้างก็ใช้เพียงเนื้อล้วน
ครั้นลงมือทำ นางก็ค้นพบว่าสัดส่วนมันสามเนื้อเจ็ดนั้นดีที่สุด
หากมีแต่เนื้อล้วนก็จะหยาบและเคี้ยวไม่อร่อย หากใส่ส่วนที่เป็นมัน
มากไปไส้กรอกรมควันก็จะเลี่ยน
นางยังพบอีกว่า สองวันแรกของการตากไส้กรอกควรตากแดด
จากนั้นจึงย้ายไปไว้ในที่ร่ม ไส้กรอกที่ตากไว้จะดูน่ารับประทานขึ้น
ยิ่งถ้าใส่ซีอิ๊วเพิ่มตอนหมัก ผลลัพธ์ที่ได้จะมีสีสันสวยงาม ยิ่งชวนให้
น่ารับประทานมากกว่าเดิมไปอีก
การค้นพบเหล่านี้ทำให้จางเซียงเหลียนปลื้มปีติยิ่งนัก นางจึงไม่
เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการปลูกถั่วฝักยาวอีก ปล่อยให้เป็นหน้าที่คนอื่น
ส่วนนางตั้งอกตั้งใจทำไส้กรอกรมควันอยู่ที่เรือนเล็ก
ในที่สุดนางก็ทำไส้กรอกรมควันสำเร็จได้เจ็ดถึงแปดแบบที่
ตนเองพอใจ เมื่อหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วนำขึ้นโต๊ะในตอนทานอาหารเย็น
“ทุกคนลองชิมดูสิ พวกเจ้าคิดว่ารสชาติแบบไหนอร่อยกว่ากัน”