พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 125 พี่สี่จะเปิดสำนักแพทย์
เป็นอย่างที่เจิ้งหรูเชียนบอกไว้
ถั่วฝักยาวในอำเภอเซี่ยหยางแตกหน่อและเจริญเติบโตขึ้นแล้ว
ท่อนไม้สำหรับให้เถาต้นถั่วเกี่ยวเลื้อยก็ตั้งเรียบร้อย อีกทั้งยังเหลือ
ชาวบ้านที่มีความซื่อสัตย์จากหมู่บ้านสิบลี้ดูแลอีกสองสามคน บวก
กับเกียรติศักดิ์ของสกุลสวี่ในอำเภอ ตราบใดที่ตระกูลหนิวและตระกูล
หม่าไม่ได้คิดร้ายผู้อื่นก็ไม่อาจทำอะไรได้
แต่ไส้กรอกรมควันที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ต่างหากที่ต้องการให้ใส่
ใจมากกว่า
เดิมทีเจียงเซิงคิดว่านางไปเขตอันสุ่ยเพียงคนเดียวก็พอแล้ว จะ
ได้ไม่ต้องลำบากผู้อื่นเดินทางไปมาด้วย
แต่กลับถูกคัดค้านอย่างเป็นเอกฉันท์
เจิ้งหรูเชียนบีบจมูกนางพลางเอ่ยว่า “เจ้าปีกกล้าขาแข็งแล้วหรือ
ถึงคิดจะโบยบินไปตัวเดียว? อย่าคิดว่าปีนี้เจ้าอายุเก้าขวบแล้ว จะ
สามารถทำอะไรตามใจชอบได้”
ฟางเหิงเก็บกระบองไม้พร้อมกับปรายตามองนาง “อย่างนี้นี่เอง
ตอนที่ต้องการความช่วยเหลือก็กอดพวกพี่ชายไม่ยอมปล่อย แต่พอ
ไม่ต้องการแล้วก็คิดจะไปไหนมาไหนคนเดียว?”
เวินจืออวิ่นนวดต้นคอ บ่นพึมพำเบา ๆ “ข้าจะไปลาหยุดกับท่าน
หมออู๋ เงินห้าตำลึงนี้ ข้าไม่เอาแล้ว”
จ่างเยี่ยนกะพริบตาอย่างว่าง่าย ช่วยบีบนวดต้นคอของพี่สี่พลาง
กล่าวเสริมว่า “ข้าว่างมาก จะไปที่ใดก็ได้”
จบสิ้นประโยค ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่สวี่โม่
สถานการณ์ของเขาน่ากังวลยิ่งนัก เพราะปีนี้สวี่โม่รับหน้าที่เป็น
ที่ปรึกษาของอำเภอเซี่ยงหยาง ต้องนั่งอยู่กับรายงานและเรื่อง
หยุมหยิมของพวกชาวบ้าน แม้จะช่วยเหลือผู้คนไปไม่น้อย แต่ก็
เสียเวลาไปมากจนไม่มีเวลาให้กับน้อง ๆ
ยิ่งปีหน้าเขาต้องสอบระดับเขตแล้ว ยิ่งต้องเตรียมตัวอย่างหนัก
สวี่โม่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างช้า ๆ เอ่ยด้วยน ้าเสียงราบเรียบว่า
“ข้าลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาแล้ว”
ทุกคนในเรือนต่างตกตะลึงทันที!
ฟางเหิงเป็นคนแรกที่เอ่ยถาม “เปียนเหวินซวนยอมปล่อยท่าน
หรือ”
แน่นอนว่าไม่
เพียงสวี่โม่เอ่ยปาก เปียนเหวินซวนก็พุ่งเข้ามาสวมกอดขาร้อง
ห่มร้องไห้แล้ว “ท่านที่ปรึกษาสวี่ เจ้าอย่าไปเลยนะ อย่าทิ้งข้า เจ้าจะ
ทิ้งพวกข้าไปได้อย่างไรกัน!!!”
คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเขากำลังร ่าไห้ให้กับคนใจร้ายคนหนึ่ง
ส่วนหวังสี่ที่อยู่ด้านนอกกลอกตา แต่ในใจก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ที่ปรึกษาสวี่เป็นคนมุ่งมั่นทำงานมาตลอดหนึ่งปีมานี้ ไม่เพียงได้
รับคำชื่นชมจากชาวบ้านอำเภอเซี่ยหยางเท่านั้น กระทั่งพวกเขาซึ่ง
เป็นเจ้าหน้าที่ก็ยังนับถือยิ่งนัก
กระนั้นก็เข้าใจดีว่าอำเภอเซี่ยหยางเป็นแค่อำเภอเล็ก ๆ ไม่
สามารถแสดงความสามารถอันยิ่งใหญ่ของที่ปรึกษาสวี่ได้ มีเพียง
แผ่นฟ้าที่กว้างกว่าเท่านั้น จึงจะเหมาะสมให้ที่ปรึกษาสวี่โบยบิน
เปียนเหวินซวนเองก็คิดเช่นนั้น เขาจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างน้อยใจ
พลางใช้แขนเสื้อเช็ดน ้ามูกพลางเอ่ยด้วยน ้าเสียงไม่พอใจว่า “เจ้าไป
เถอะ ต่อไปนี้เรื่องราวในอำเภอเซี่ยหยางไม่เกี่ยวกับเจ้าแล้ว”
สวี่โม่หัวเราะ “ใต้เท้า อำเภอเซี่ยหยางเป็นบ้านเกิดของข้า เป็น
สถานที่ที่ข้าจะห่วงใยตลอดไป”
“ห่วงใยแล้วได้อะไรเล่า! ยามเกิดเรื่องแล้วช่วยเหลือกันต่างหาก
ถึงจะเป็นใจจริง” เปียนเหวินซวนหน้าแดงก ่า “ยังมีเด็กเร่ร่อนอีกนับ
พันคนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ภาษีปีหน้าพวกเขาจะจ่ายไหว
หรือไม่ก็ยังไม่รู้ เจ้ากลับสะบัดก้นจากไป แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร”
พูดจบเขาก็ชะงัก หวังสี่ที่อยู่ด้านนอกก็ชะงักไปด้วย
หนึ่งปีก่อนเปียนเหวินซวนยังเป็นแค่คนครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ยอมทิ้ง
ชาวบ้านทั้งอำเภอเพียงเพราะเรื่องส่วนตัวได้
หนึ่งปีผ่านไปเขากลับเป็นห่วงเรื่องปากท้องของชาวบ้าน เป็น
ห่วงเรื่องภาษี เป็นห่วงเด็กเร่ร่อนไร้ที่อยู่
ทุกคนล้วนเติบโตขึ้น กาลเวลาไม่เพียงมอบร่องรอยของวันเวลา
ให้เท่านั้น แต่ยังมอบจิตใจที่เติบโต มุมมองที่กว้างไกล และจิตใจที่
โอบอ้อมอารี
สวี่โม่ยกมือคารวะเขาอย่างนอบน้อม พูดอย่างจริงใจว่า “ใต้เท้า
โปรดวางใจ หากการค้าถั่วฝักยาวยังดีอยู่ ข้าจะชักชวนน้องชายให้
ซื้อที่ดินเพิ่ม เพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนที่เหลืออยู่”
“ข้าต้องไปเตรียมตัวสอบระดับเขต แต่ชาวบ้านในอำเภอเซี่ย
หยางยังอยู่ที่นี่ พวกเขาทั้งหมด ข้าขอฝากไว้กับท่านแล้ว”
เงาร่างสีฟ้าโค้งคำนับด้วยความจริงใจ และเป็นการส่งมอบความ
รับผิดชอบนี้ให้
เปียนเหวินซวนดูตัวเล็กลงสามนิ้วอย่างไร้สาเหตุ
แต่ก่อนเวลามีสวี่โม่อยู่ เขามักทำอะไรตามใจชอบ แถมยัง
เหลวไหลไปทั่ว
ตอนนี้ท่านที่ปรึกษาสวี่ลาออกไปแล้ว อำเภอเซี่ยหยางอันกว้าง
ใหญ่กับประชาชนนับหมื่นตกเป็นภาระบนบ่าของเขา
“จริง ๆ แล้วท่านยังสามารถว่าจ้างที่ปรึกษาคนใหม่ได้นะขอรับ
แต่อาจจะไม่เก่งเท่าท่านที่ปรึกษาสวี่” หวังสี่เตือนเบา ๆ
เปียนเหวินซวนหันมาด่าเขาสองคำ “เจ้านี่ฉลาดนัก ตำแหน่งที่
ปรึกษาเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้น สุดท้ายแล้วก็เป็นนายอำเภอต่างหาก
คือผู้ปกครองของประชาชน”
ตอนนี้ดูเหมือนว่าเปียนเหวินซวนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่าง
แท้จริงแล้ว…
ณ เรือนเล็ก
พี่น้องทั้งหกคนกำลังจัดเตรียมข้าวของ
เจียงเซิงรู้สึกตื่นเต้นและกระตือรือร้นกับอนาคตของโรงผลิต
ส่วนเจิ้งหรูเชียนนั้นสุขุมมากกว่า เขาได้ส่งสินค้าไปให้เถ้าแก่ไป๋
ชิมก่อนแล้วถึงยี่สิบชั่ง
ผลปรากฏว่าพวกเขายังไม่ทันได้ออกเดินทาง ร้านเรือนโยวหรา
นของอำเภอเซี่ยหยางก็ตัดสินใจสั่งไส้กรอกรมควันถึงหนึ่งพันชั่ง
เจียงเซิงดีใจจนยิ้มไม่หุบ
ตอนที่ผังต้าซานไปรับซื้อผักในอำเภออวิ๋นสุ่ย เขาก็ได้นำไส้
กรอกรมควันไปด้วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งเถ้าแก่ร้านขายผักชอบใจมาก
ยินดีรับไปขายต่อถึงสองร้อยชั่ง
ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้เช่นเดียวกับตอนที่ขายหมู
รมควัน แต่ดูเหมือนว่าไส้กรอกรมควันจะได้รับความสนใจมากกว่า
เพราะหมูรมควันนั้นค่อนข้างมีรสเค็ม จึงไม่ใช่ของที่ทุกคนจะ
ทานได้
แต่ไส้กรอกรมควันมีรสชาติหลากหลาย เหมาะกับคนทุกกลุ่ม ยิ่ง
หากรักษาสูตรเอาไว้ได้ ก็จะสามารถทำขายได้ในระยะยาวนานอย่าง
แน่นอน
เจียงเซิงยินดีเหลือแสน พี่ชายทั้งหลายก็ล้วนปลื้มปีติไปกับนาง
ด้วย
แต่เมื่อย้อนกลับมา นัยน์ตาของเวินจืออวิ่นกลับฉายแวว
หม่นหมอง
จ่างเยี่ยนจิตใจละเอียดอ่อน เขาเดินเข้าไปตบบ่าปลอบขวัญ
พี่ชาย “พี่สี่ หรือว่าท่านหมออู๋ไม่ยินยอมให้ท่านลา?”
เวินจืออวิ่นพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
แท้จริงแล้วท่านหมออู๋นั้นมีน ้าใจนัก เรื่องลางานเขาให้อิสระเวินจื
ออวิ่นเสมอ ทำงานก็ได้เงิน ไม่ทำก็ไม่ได้เงิน
แต่ก่อนก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะนาน ๆ ครั้งเขาจะลางาน
สักสองวัน
ทว่าปีนี้ เวลาส่วนใหญ่เวินจืออวิ่นจะอยู่ที่เขต ส่วนท่านหมออู๋
ต้องอยู่ประจำในสำนักแพทย์เพียงลำพัง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยุ่งยาก
เพียงใด
เวินจืออวิ่นรู้สึกผิดมาก จึงเอ่ยปากขอลาออก โดยหวังให้ท่าน
หมออู๋หาเด็กรับใช้คนใหม่
อีกฝ่ายอาจจะขอให้เป็นเด็กที่สามารถอยู่ในอำเภอได้ ไม่ใช่เด็ก
ที่ชอบปลีกตัวไปไหนมาไหนอย่างเขา
แต่อู๋สั่วเว่ยกลับจ้องหน้าข้านิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียง
หัวเราะ “เจ้ายังมีหน้ามาเป็นห่วงข้าอีกหรือ คิดถึงตัวเองให้มาก
เสียก่อนเถอะ ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าได้หมั่นท่องจำตำราแพทย์บ้าง
หรือไม่? จำแนกยาสมุนไพรได้หรือยัง? สามารถตรวจรักษาคนไข้ได้
แล้วหรือ?”
เวินจืออวิ่นเผยสีหน้างุนงง พลางส่ายหน้าอย่างหวาดหวั่น
สองข้อแรกนั้นเขายอมรับว่าตนทำอยู่อย่างเต็มที่ แต่ข้อสุดท้าย
เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะคิด
ยามนึกถึงเวลาที่ผ่านมา เวลาที่เขายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ยาม
นั้นคนในครอบครัวก็ต้องพบเจ็บกับอันตรายเสมอ เวินจืออวิ่นยิ่งส่าย
หน้าหนักขึ้นไปอีก
อู๋สั่วเว่ยเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาอีกรอบ
เขาหัวเราะเสียงดังพลางใช้ตำราแพทย์ในมือเคาะศีรษะเวินจืออ
วิ่นเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “หากเจ้าห่วงใยพี่น้อง ไม่อยากแยกจากพวก
เขา ก็จงทำตามความต้องการเเละวางใจเถอะ ไม่มีกฎข้อไหนห้าม
ไม่ให้หมอที่ดีออกไปรักษาผู้คน”
“แต่หากออกไปข้างนอก เจ้าต้องกล้าจะรักษาผู้คน กล้าจะค้นหา
สิ่งใหม่ ๆ จึงจะไม่เสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่า”
เวินจืออวิ่นถูกอบรมสั่งสอนจนหน้าแดงก ่า พอออกจากสำนัก
แพทย์มา เขาก็ยังคงครุ่นคิดไม่หยุด
กระทั่งได้เห็นรอยยิ้มของเจียงเซิง เขาก็พลันเข้าใจในทันใด
ช่วงเวลาที่อยู่ในเขตอันสุ่ย เวินจืออวิ่นมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับตำรา
ไม่ยอมออกไปพบปะผู้คน ไม่คิดจะรักษาผู้ใด ทำให้วิชาแพทย์ของ
เขาก้าวหน้าไปอย่างช้า ๆ จนกระทั่งได้กลับมายังอำเภอเซี่ยหยางและ
อยู่ภายใต้การดูแลของท่านหมออู๋ วิชาแพทย์ของเขาจึงก้าวหน้าขึ้น
บ้าง
เช่นนี้ก็ไม่ได้การแล้ว ทุกคนล้วนกำลังก้าวหน้า แม้แต่น้องสาวก็
ยังคิดจะกอบกู้โรงผลิต ในฐานะพี่ชายเขาจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
เวินจืออวิ่นคิดว่าบางทีเขาควรจะเปิดสำนักแพทย์ในเขตอันสุ่ย
เหมือนอย่างที่ท่านพ่อของเขาเคยทำ