พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 126 การต่อสู้ของตระกูลหวังสิ้นสุด
บางสิ่งบางอย่างเมื่อหยั่งรากลงในใจแล้ว การงอกเงยย่อมเป็น
เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เวินจืออวิ่นคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดแล้วมองน้องชายด้วย
สายตาอ่อนโยน “จ่างเยี่ยน ข้าไม่เป็นไร”
“ท่านไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” จ่างเยี่ยนยิ้มตอบเช่นกัน
พวกเขานอนในห้องเดียวกัน อายุก็ใกล้เคียงกัน อีกทั้งต่างได้รับ
การปกป้องดูแลจากพี่ชายคนอื่น ๆ พวกเขาจึงต้องปกป้องดูแล
น้องสาวเช่นกัน
พวกเขามักจะเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่าใคร
“เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วหรือยัง” เจียงเซิงตะโกนมาแต่ไกล
เวินจืออวิ่นรีบพับห่อผ้าให้เรียบร้อย มัดเป็นห่อเล็ก ๆ หิ้วไปได้
สะดวก แล้วจูงมือจ่างเยี่ยนเดินออกไปข้างนอก
เมื่อมาถึงลาน พวกเขาจึงพบว่าหวังฝูเฟิงก็อยู่ที่นั่นด้วย
วิชาแพทย์ของเวินจืออวิ่นอ่อนด้อยกว่าท่านหมออู๋อยู่หนึ่งขั้น
แม้แต่การบำรุงร่างกาย ยาที่ท่านหมออู๋จ่ายให้ก็ยังดีและเหมาะสมกับ
ร่างกายของหวังฝูเฟิงมากกว่า
ตามการคำนวณของท่านหมออู๋ อย่างน้อยหวังฝูเฟิงก็ต้องอยู่ที่
อำเภอเซี่ยหยางอีกถึงครึ่งปี เพื่อฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนแอมาตั้งแต่
กำเนิดให้แข็งแรงเสียก่อน แล้วเหตุใดเขาจึงมีท่าทีเหมือนจะไปด้วย
เล่า
แม้จะสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถาม
เพราะมีคนที่เอ่ยถามไปก่อนแล้ว “พี่ชายฝูเฟิงจะกลับไปเขต
อันสุ่ยกับพวกเรารึ”
ร่างกายของหวังฝูเฟิงอ่อนแอยิ่ง แม้ท่านหมออู๋จะรักษามาสอง
เดือนแล้ว ใบหน้าของเขาก็ยังคงซีดเซียว มีเพียงริมฝีปากเท่านั้นที่
ยังคงมีเลือดฝาดจาง ๆ
หวังฝูเฟิงมองเจียงเซิงน้อย พลางยกยิ้มน้อยบางด้วยท่าทาง
อ่อนแออย่างน่าประหลาด “กลับสิ ข้าควรจะกลับไปตั้งนานแล้ว”
เพียงแต่เขาประทับใจในความสงบสุขของอำเภอเซี่ยหยาง จึง
แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเท่านั้น
“อ๊ะ!” เจียงเซิงอุทาน นางปิดปากตัวเองด้วยมือทั้งสองข้าง “สอง
เดือนมานี้ข้าไม่รู้เลยว่าบ้านตระกูลหวังจะวุ่นวายขนาดไหน”
การแย่งชิงอำนาจของบ้านรองดุเดือดจนถึงขั้นฆ่าแกง
ดุเดือดราวกับไฟสงครามที่ไร้ซึ่งความเมตตา
หวังฝูเฟิงยกยิ้ม มองสวี่โม่ที่นั่งอยู่ด้านข้าง แล้วพูดด้วยน ้าเสียง
ราบเรียบว่า “ผลสุดท้ายก็คงมีแต่ต้องพังพินาศกันทั้งสองฝ่าย”
เริ่มแรกเดิมทีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างบ้านรองและบ้านสาม
ฝ่ายหนึ่งมีบุตรชายที่ไร้ความสามารถ อีกฝ่ายกลับมีบุตรชายนอก
บ้านที่เฉลียวฉลาด เปรียบได้กับการต่อสู้ของคนสองคนที่มีฝีมือสูสี
กัน
แต่น่าเสียดายที่หวังหมิงอวี่ช่างไร้ความสามารถ เดิมทีเขาถูก
หลอกล่อให้เข้าไปเล่นเดิมพัน จนสูญเสียเงินไปกว่าหมื่นตำลึงแล้ว
นายท่านรองหวังพยายามมากที่จะอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่
อาจอุดรอยรั่วนี้ได้ สุดท้ายจึงต้องจำใจนำเงินส่วนกลางมาใช้
นี่คือช่องโหว่อย่างชัดเจน
ฝ่ายบ้านสามจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป พวกเขาร่วมมือ
กับบ้านสี่บังคับให้บ้านรองยอมปล่อยอำนาจ
แต่เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านี้
บุตรชายของบ้านสามช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก เพียงสอบผ่าน
ระดับเขตในเดือนสี่ก็สามารถคว้าตำแหน่งซิ่วไฉมาครอง ทำให้
อิทธิพลของบ้านสามมั่นคงยิ่งขึ้น
บิดาของหวังฝูเฟิงหรือก็คือนายท่านสามหวังรู้สึกยินดีเหลือเกิน
จนถึงขั้นยกย่องอนุภรรยาให้ขึ้นเป็นอนุภรรยาเอก ส่วนบุตรนอก
สมรสก็กลายเป็นบุตรชายของเขาอย่างออกหน้าออกตา
ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของบ้านสามจะมั่นคงแล้ว
แต่บ้านใหญ่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในขณะที่บ้านสามกำลังย่ามใจ
คุณหนูใหญ่หวังก็ได้หมั้นหมายกับฟางหยวน บุตรชายคนโตแห่ง
ตระกูลฟาง
เมื่อมีผู้ทรงคุณมาคุ้มครองแบบนี้ บ้านใหญ่ก็คงไม่ล่มสลายง่าย
ๆ บวกกับตระกูลซุนที่กลับมาสงบศึกแล้ว ทั้งสองตระกูลต่างก็ไร้คน
ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างแท้จริง
ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ มีจดหมายติดต่อระหว่างคุณหนูใหญ่หวังกับ
สหายสนิทถูกเปิดเผยออกมา เนื้อความในจดหมายบอกถึงเรื่องที่ทั้ง
สองต่างมีใจให้ชายอื่นที่ไม่ใช่คู่หมั้นหมาย ซึ่งเรื่องนี้ย่อมทำให้เสื่อม
เสียชื่อเสียง
ไม่ทันไรคนทั้งเขตอันสุ่ยก็เริ่มกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่หวังฮ่าวหราน
บุตรชายของอนุภรรยาเอกมีชาติกำเนิดคลุมเครือ จนเขาอาจจะ
ไม่ใช่สายเลือดของตระกูลหวังก็ได้
ทั้งสองบ้านต่างมีทีท่าอ่อนลง แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดยอมรามือ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่หวังฝูเฟิงต้องการจะเห็น
ดังนั้นเมื่อครึ่งปีก่อน เขาจึงได้คิดแผนร้ายกาจขึ้นมา
หลังลองคำนวณดูแล้ว คงใกล้ถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการ
เฝ้าดูสถานการณ์และเก็บกวาดตาข่ายนี้ได้
“เช่นนั้นพี่ชายฝูเฟิง ท่านไม่คิดรักษาร่างกายแล้วหรือ” หลังฟัง
เรื่องวุ่นวายซับซ้อนเหล่านี้จบ ดวงตากลมโตของเจียงเซิงก็ราวกับ
ขนมไข่ห่าน แต่นางก็ยังไม่ลืมเอ่ยถามถึงสิ่งสำคัญที่สุด
หวังฝูเฟิงชะงักไปชั่วครู่
เมื่อเทียบกับสุขภาพร่างกายของตน ดูเหมือนเรื่องวุ่นวายใน
ตระกูลหวังจะน่าสนใจกว่าเป็นไหน ๆ
แต่ครั้นนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยให้สัญญาว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ตอนนี้
จึงไม่อาจผิดคำพูด ได้แต่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่แบบนั้น
เวลานั้นเองเวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนก็จูงมือกันเดินเข้ามา
หวังฝูเฟิงพลันตาสว่าง เขายิ้มละไมพลางชี้ไปทางเวินจืออวิ่น
เอ่ยว่า “ข้าย่อมเชื่อมั่นในฝีมือการรักษาของท่านหมอเวิน”
เวินจืออวิ่นรู้สึกไม่อยากเชื่อหูตนเอง “ฝีมือข้าไม่อาจเทียบเท่า
กับท่านหมออู๋ได้ แล้ว…แล้วข้าจะทำได้อย่างไร”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ท่านทำได้แน่” หวังฝูเฟิงเอ่ยจริงจัง “ท่าน
กับท่านหมออู๋ล้วนเป็นผู้มีความสามารถ หากท่านหมออู๋ทำได้ ท่านก็
ย่อมทำได้เช่นกัน”
คำพูดไร้เจตนาของผู้ต ่าต้อยกลับสร้างพลังใจแก่ผู้คนที่ได้ยิน
เวินจืออวิ่นได้ฟังคำพูดเช่นนี้จากคนอื่นเป็นครั้งแรก เขารู้สึกตื้น
ตันจนแทบน ้าตาไหลและเริ่มมีความกล้าและมั่นใจในตนเอง
“เช่นนั้นพวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ!”
ขณะเจียงเซิงกำลังเอื้อนเอ่ยด้วยถ้อยคำน่ารักน่าเอ็นดู บรรดา
รถม้าก็เคลื่อนขบวนออกไป
ยามกลับมา พวกเขามาพร้อมกับความหวาดหวั่น แต่ยามจาก
ไป พวกเขากลับมุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน
รถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมืองอำเภอเซี่ยหยาง เปียนเหวินซวน
ยังคงยืนส่งพวกเขาอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ท่าทางของเขาไม่ต่างกับตอนที่
ออกมาต้อนรับ
“ที่ปรึกษาสวี่ เจ้าอย่าได้ลืมข้าเด็ดขาดนะ!!” เปียนเหวินซวนร้อง
ตะโกนพลางโบกมือลาให้ไว ๆ
สวี่โม่ได้แต่ส่ายหน้าและยิ้มออกมา
ส่วนเวินจืออวิ่นมองภาพนั้นด้วยแววตาอิจฉา ในตอนที่เขากำลัง
จะปล่อยม่านรถลง สายตากลับบังเอิญเหลือบไปเห็นบุรุษผู้หนึ่ง
ท่ามกลางฝูงชน ท่าทางของเขาดูคล้ายกับท่านหมออู๋
ทว่าเมื่อเพ่งมองอีกครั้ง บุรุษคนนั้นก็หายไปเสียแล้ว
………
เวลาเดียวกัน ณ ตระกูลหวัง เขตอันสุ่ย
ช่วงนี้รู้สึกว่ามารดาของหวังอวี้เหยามีท่าทีแปลกไป ไม่ว่าจะเป็น
การเคลื่อนไหวที่แฝงลับลมคมใน บนใบหน้ายังมีรอยแดงเรื่อ แม้แต่
คำพูดคำก็ฟังดูอ่อนหวานกว่าปกติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามค ่าคืน หากมีคนไปเยี่ยมหานาง จะต้อง
ถูกไล่ออกมาอย่างแน่นอน
ตอนนี้หวังอวี้เหยาไม่ใช่สาวน้อยอีกต่อไป นางมีคู่หมั้นแล้ว อีก
ทั้งหลังปีใหม่ก็จะมีอายุครบสิบสามปี
ในสมัยที่ผู้คนสามารถแต่งงานและมีบุตรได้ตั้งแต่อายุสิบห้า ก็
นับว่านางเป็นหญิงสาวแล้ว
นางรู้สึกได้ว่ามารดากำลังปิดบังความลับบางอย่าง และเป็น
ความลับที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งอาจทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมารดา
และบุตรสาวได้
หากเป็นเวลาปกติ หวังอวี้เหยาคงไม่เลือกที่จะสืบหาความจริง
เพื่อรักษาหน้าให้มารดา
แต่ตอนนี้ไม่ใช่ บ้านใหญ่ตระกูลหวังและบ้านสามกำลังแย่งชิง
อำนาจกัน พวกเขาโหดเหี้ยมถึงขั้นไม่สนใจชื่อเสียงของคนรุ่นหลัง
หากปล่อยให้มีจุดอ่อนเช่นนี้ก็จะต้องล่าถอยออกไปอย่างอัปยศ
เหมือนบ้านรอง
เพื่อบ้านใหญ่ตระกูลหวัง เพื่ออนาคตของมารดาและนาง หวังอวี้
เหยาจึงตัดสินใจแอบสะกดรอยตามมารดาและฝ่าฟันอุปสรรค
มากมาย จนในที่สุดก็สามารถเตะประตูห้องของมารดาออกในคืน
หนึ่ง
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ม่านแดงกำลังเคลื่อนไหว ทุกอย่างดูยุ่ง
เหยิงไปหมด
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคืออีกคนไม่ใช่หนุ่มน้อยจากที่ไหน แต่เป็น
ชายวัยกลางคนซึ่งอายุใกล้เคียงกับบิดาของนาง
“ท่านแม่!” หวังอวี้เหยากล่าวด้วยสีหน้าอ่อนล้า “เหตุใดเล่า?
เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้?”
ท่านพ่อของนางสิ้นชีพไปเกือบสี่ปีแล้ว เหตุใดจึงไม่ต้องครองตัว
เป็นหม้ายเพื่อเขาเล่า
หวังอวี้เหยาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยโต้แย้ง เบื้องหลัง
นางก็พลันมีเสียงปรบมือดังขึ้น
ตามมาด้วยเสียงของท่านอาสามที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้
พยายามชิงอำนาจในตระกูลหวังเช่นนี้ เห็นทีคงไม่ใช่เพื่อพี่ชายของ
ข้า แต่ที่แท้เป็นเพราะเพื่อไอ้สกปรกนอกบ้าน ช่างน่าขันยิ่งนัก”
จบสิ้นแล้ว…ราวกับตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง*[1]
ร่างของหวังอวี้เหยาอ่อนยวบคุกเข่าลงกับพื้น ภายในใจเต็มไป
ด้วยความทุกข์ทรมานและเสียใจ
ฮูหยินหวังถึงกับชี้หน้าท่านอาสาม ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง ก่อน
จะหมดสติล้มลงไป
บ้านใหญ่ตระกูลหวังล่มสลายแล้ว
ท่านอาสามหันกลับมามองผู้คนรอบข้าง น ้าเสียงแฝงความ
ลำพองและทะนงตน “ตอนนี้ในหมู่บุตรหลานตระกูลหวัง มีเพียง
บุตรชายของข้าฮ่าวหรานที่มีความสามารถ หากตำแหน่งผู้นำตระกูล
จะตกเป็นของเขาก็คงไม่ใช่เรื่องที่เกินไป”
คนอื่น ๆ ต่างพากันนิ่งเงียบ ไม่กล้าเอ่ยวาจา
แม้บ้านใหญ่ที่มีตระกูลฟางหนุนหลัง แต่ท่านอาสามยังสามารถ
วางแผนกำจัดคนได้ แล้วคนอื่นจะมีปัญญาทำอะไรได้อีกเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น บุตรชายคนนี้ก็มีความสามารถอยู่บ้าง เพียงอายุ
สิบสามปีก็สอบเป็นซิ่วไฉได้ อนาคตของเขาย่อมรุ่งโรจน์
คนอื่นในตระกูลหวังไม่อาจขัดขืนอีกต่อไป ล้วนต้องยอม
ศิโรราบ
แต่ขณะที่พวกเขากำลังจะมอบป้ายหยกเจ้าบ้านและกุญแจคลัง
สมบัติให้
เงาร่างดุจใบไผ่พริ้วไหวก็ปรากฏขึ้น “ช้าก่อน”
[1] ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง : ใช้เพื่อเปรียบเปรย
ถึงผู้ที่ไร้วิสัยทัศน์ มักเล็งผลระยะสั้นโดยไม่ระวังว่าจะมีผลร้ายในระยะ
ยาวรออยู่ นอกจากนี้ยังใช้กระทบกระเทียบกับผู้ที่เอาแต่จ้องจะคิด
บัญชีกับผู้อื่น โดยลืมไปว่าตนเองก็อาจจะกำลังถูกผู้อื่นจ้องจะคิด
บัญชีเช่นกัน