พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 127 การแย่งชิงอำนาจ
รถม้าเดินทางอย่างเร่งรีบจนก้นพวกเด็ก ๆ แทบจะช ้าไปหมด
กว่าจะมาถึงเขตอันสุ่ยได้
ฟ้าเบื้องบนเปิดม่านให้พวกเขาได้ทันเห็นทุกอย่าง
หวังฝูเฟิงไม่มีความคิดจะ ‘ปิดบังเรื่องอัปยศของครอบครัว’ แต่
อย่างใด เขาพาพวกสวี่โม่ไปยังที่ซ่อนซึ่งเตรียมไว้ เพื่อรับฟังเรื่องราว
อันแสนวุ่นวายนี้
พวกเขาได้ยินนายท่านสามหวังใช้ทั้งการข่มขู่และการล่อลวง
ได้ยินว่าคนทั้งบ้านสามกำลังแย่งชิงอำนาจกัน
แม้ตั๊กแตนจะจับจักจั่นโดยมีนกกระจอกอยู่ข้างหลัง แต่หลัง
นกกระจอกก็ยังมีนายพรานอยู่
นายท่านสามหวังใช้ความพยายามมาก เขารวบรวมผู้คน
มากมายเพื่อโจมตีบ้านใหญ่และฉวยโอกาสแย่งชิงอำนาจ ในตอน
นั้นเอง บุตรชายคนโตของบ้านสามก็ปรากฏตัวออกมา
ยังคงเป็นร่างกายที่อ่อนแอดั่งต้นหลิวกลางสายลม ยังคงเป็น
ใบหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อย แต่เมื่อเขายืนอยู่ตรงนั้นก็แสดงถึงสถานะ
ของบุตรชายคนโตได้อย่างสง่างาม ความภาคภูมิใจซึ่งฝังอยู่ใน
กระดูก แตกต่างกับความถ่อมตนของหวังฮ่าวหรานอย่างชัดเจน
“ท่านพ่อ สิ่งที่เรียกว่าการสืบทอดตามลำดับบุตรนั้น สำหรับ
ตระกูลหวังแล้ว ข้าซึ่งเป็นทั้งบุตรชายคนโตและทายาทโดยชอบธรรม
สมควรได้รับป้ายหยกเจ้าบ้านและกุญแจคลังสมบัตินี้ไปถึงจะถูกต้อง”
หวังฝูเฟิงเอ่ยด้วยน ้าเสียงเบาสบาย ใบหน้าเขากำลังยิ้มแย้มราวกับ
เป็นบุตรชายคนโตที่เคารพและกตัญญูเช่นเคย
นายท่านสามหวังตกตะลึง ถอยหลังไปสองก้าวอย่างรวดเร็วอย่าง
กับเห็นผี
ส่วนคนอื่น ๆ ในตระกูลหวังมองหน้ากันไปมา ทุกคนล้วนตกใจ
ไม่น้อย
มีเพียงนายท่านรองหวังที่จ้องมองหลานชายผู้อ่อนแอที่คนทั้ง
ครอบครัวมองข้ามนิ่ง ๆ แล้วก็ตบเข่าหัวเราะขึ้นมา “ฮ่า ๆ ๆ เจ้าหนู
เจ้าช่างเก่งเหลือเกินนะ ในตอนที่ทุกคนกำลังแย่งชิงอำนาจกัน แต่
เจ้าผีตายซากคนนี้กลับได้มันไปง่าย ๆ”
คำพูดนี้เท่ากับเป็นการตบหน้าบ้านสาม
พวกเขาพยายามมากเพื่อช่วงชิงอำนาจให้บุตรนอกสมรส แต่
สุดท้ายบุตรชายคนโตกลับเข้ามาขัดขวาง
บ้านสามเกิดความขัดแย้งภายใน
ทุกคนต่างเบิกตาโพลงเฝ้ามองเหตุการณ์ เพราะอยากเห็นการ
ประลองระหว่างบุตรชายคนโตกับบุตรชายนอกสมรส
อย่างไรก็ตาม หวังฝูเฟิงไม่มีความตั้งใจจะมายุ่งเกี่ยวกับเรื่อง
พวกนี้ เขาเป็นบุตรชายคนโตที่ถูกต้องตามขนบ อีกทั้งยังเติบโตมา
ภายใต้การอบรมสั่งสอนของท่านปู่ หวังฮ่าวหรานเป็นเพียงบุตรนอก
สมรส กระทั่งจะถือถังขับถ่ายให้เขาก็ยังไม่คู่ควร
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนของเขาขยับเอ่ย “ท่านอารอง ท่านคิดว่า
อำนาจของตระกูลหวังนี้ จะให้ข้าที่เป็นผีตายซากถือครองหรือจะให้
หวังฮ่าวหรานซึ่งเป็นบุตรนอกสมรสถือครองดีเล่า”
รอยยิ้มของนายท่านรองหวังหุบลง
หวังฝูเฟิงมีร่างกายอ่อนแอและการที่เขาจะอายุสั้นนั้นคนทั้ง
ครอบครัวก็เข้าใจดี ดังนั้นเมื่อเกิดการแย่งชิงอำนาจ ทุกคนจึง
มองข้ามเขาไป แต่ก็เพราะความอ่อนแอนี้เอง หากมอบอำนาจให้เขา
ก็ยังมีโอกาสที่จะแย่งชิงกลับมาได้
“หากมอบเรื่องนี้ให้กับหวังฮ่าวหราน พวกข้าขอยืนยันว่ามัน
เป็นไปไม่ได้”
ทันใดนั้นนายท่านรองหวังก็ลุกขึ้นยืน “ข้าสนับสนุนหลานชาย
ข้า ฝูเฟิง!”
หวังฝูเฟิงแย้มยิ้มบาง ๆ แล้วหันไปมองนายท่านสามหวังที่ริม
ฝีปากกำลังสั่นระริก “ท่านพ่อ ท่านมอบเรื่องนี้ให้ข้าเถอะ อำนาจจะ
ยังคงอยู่ในมือของพวกเราบ้านสาม หากพวกเรายังแข็งข้อต่อกันเอง
เช่นนี้ ตำแหน่งผู้นำตระกูลอาจตกไปเป็นของบ้านอื่นก็เป็นได้”
ทุกคำล้วนแทงใจดำ ทุกท่าล้วนร้ายกาจถึงชีวิต
แม้นายท่านสามหวังจะหมายมั่นปั้นมือให้หวังฮ่าวหรานเป็น
ทายาทสืบทอดตระกูล ทว่าหวังฝูเฟิงก็เป็นบุตรชายที่เกิดจากภรรยา
อย่างชอบธรรม การมอบตำแหน่งนี้ให้เขาย่อมดีกว่ายกมันให้บ้านอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น บุตรชายจะกล้าขัดคำสั่งบิดาได้อย่างไร
ด้วยความมั่นใจเพียงน้อยนิดนี้ทำให้นายท่านสามหวังมองข้าม
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นเข้ามาในหัว แล้วพยักหน้าเห็นด้วย
ภายในห้องโถงกำลังดำเนินพิธีมอบตราประจำตำแหน่ง บัญชี
และกุญแจคลังสมบัติ
ส่วนด้านนอกสวี่โม่พลางส่ายหน้าถอนหายใจ “นายท่านสาม
หวังช่างมั่นใจเกินไปเสียแล้ว หลังจากแสร้งตายหวังฝูเฟิงก็กลับมา
แย่งชิงอำนาจเช่นนี้ คงไม่อาจเคารพเขาได้ดั่งบิดาอีก”
เมื่ออำนาจตกไปอยู่ในมือของหวังฝูเฟิงแล้ว ก็ไม่มีทางที่อีกฝ่าย
จะได้มันคืนมา เว้นแต่ว่าหวังฝูเฟิงจะตายเท่านั้น
กล่าวตามตรง นายท่านสามหวังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เพราะความ
จองหองของตนเอง
แต่หากเขาไม่มั่นใจเช่นนั้นแล้วไปโต้เถียงกับหวังฝูเฟิงท่ามกลาง
ผู้คน ผลประโยชน์ก็จะตกเป็นของบ้านรองแน่นอน
ดังนั้น วิธีถอยเพื่อรุกของหวังฝูเฟิงจึงนับว่ายอดเยี่ยมนัก
สวี่โม่วิเคราะห์ ในขณะที่พวกน้อง ๆ ต่างตั้งใจฟัง แล้วพยักหน้า
เห็นด้วย
ไม่ว่าพวกเขาจะเฉลียวฉลาดหรือไม่ หากผ่านโลกกว้างและพบ
เจอเรื่องราวมามากก็ย่อมมีไหวพริบติดตัวอยู่บ้าง
“โอ๊ะ พี่ชายฝูเฟิงออกมาแล้ว” เจียงเซิงมองไปทางประตู “สตรีที่
กำลังเดินตรงมานั่นเป็นใคร เหตุใดจึงหน้าตาถึงดูดุร้ายนัก”
หลังจากช่วงชิงอำนาจมาได้สำเร็จ หวังฝูเฟิงผู้กำลังเดินออกมา
จากเรือนใหญ่ด้วยความภูมิใจ
แต่เบื้องหน้ากลับปรากฏร่างสตรีผู้มีสีหน้าบึ้งตึง เมื่อพบหวังฝู
เฟิงนางก็ตบหน้าเขาทันที
ฝ่ามือนี้ทำเอาหวังฝูเฟิงล้มลง และทำให้พี่น้องทั้งหกคนรีบเข้ามา
ช่วยเขาด้วยความตื่นตระหนก
“พี่ชายฝูเฟิง” เจียงเซิงเห็นรอยเลือดตรงมุมปากของหวังฝูเฟิงจึง
ตกใจร้องไห้
“ฝูเฟิง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” สวี่โม่พยุงร่างของเขาขึ้นครึ่งหนึ่ง
แล้วถามด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เวินจืออวิ่นยื่นนิ้วมือออกไปจับชีพจรของเขา แล้วป้อนยาเม็ด
หนึ่งเพื่อปรับสมดุลเลือดลมให้
พี่น้องร่วมสายเลือดกลับสู้มิตรภาพที่เพิ่งรู้จักกันระหว่างทาง
ไม่ได้
หวังฝูเฟิงหลับตาลง ใบหน้าซีดขาวแต่กลับรอยแดงปรากฏ
เขารู้สึกได้ถึงการพยุงของสวี่โม่จึงพิงร่างทั้งหมดเข้าหา แล้ว
ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน มองไปยังสตรีผู้มีสีหน้าบึ้งตึงคนนั้น
“เหตุใดท่านแม่จึงลงมือเบาเช่นนี้ ไม่สู้ตีข้าให้ตายเสียเลย จะได้ไม่
ต้องกังวลว่าข้าจะแย่งอำนาจจากสามีของท่าน หรือทำลาย
ผลประโยชน์ของตระกูลซุนของท่านเอง”
ฝ่ายฮูหยินสามซึ่งกำลังโกรธจัดอยู่ชะงักไป มือที่ยกขึ้นสูงก็ค่อย
ๆ ลดลง
ที่แท้…เขาก็รู้ทุกอย่าง
“ท่านกับท่านพ่อตกลงกันแล้ว ท่านจะสละข้าผู้เป็นบุตรชายคน
โตเพื่อสนับสนุนบุตรชายนอกสมรสขึ้นมาแทน แล้วท่านพ่อก็จะ
ช่วยเหลือตระกูลซุน แต่ท่านไม่คิดว่าข้า ลูกชายที่ไม่เชื่อฟังคนนี้จะ
ยังไม่ตาย คงทำให้พวกท่านทุกคนต้องผิดหวังแล้ว”
หวังฝูเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะทอดกายลงบนตัก
ของสวี่โม่
ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นลูกหลานชายคนเล็กของตระกูลหวัง
ร่างกายก็อ่อนแอจนไม่อาจทำหน้าที่ของบุตรชายที่ดีได้ถึงที่สุด
จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาจึงทุ่มเททำทุกสิ่งทุกอย่าง
เพียงเพื่อให้ทุกคนมีความสุข
แต่หลังจากตายไปแล้วจึงได้เห็นธาตุแท้ของบรรดาญาติพี่น้อง
พลันรู้สึกว่าชีวิตนี้ควรใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล
การช่วงชิงอำนาจก็เป็นความต้องการของเขา การนอนอยู่บน
พื้นเช่นนี้ก็เป็นความต้องการของข้า
ความเย็นชาที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาก็เป็นความต้องการของเขา
เช่นกัน “เพียงแต่อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือของข้าแล้ว ต่อไปนี้ท่าน
พ่อกับท่านแม่โปรดระมัดระวัง อย่าได้ทิ้งหลักฐานใด ๆ ไว้ในมือข้า
ถึงแม้จะเป็นบุตรแท้ ๆ ของพวกท่าน แต่เพื่อความถูกต้องแล้ว ข้า
ยอมกำจัดแม้กระทั่งคนในครอบครัว”
ไม่มีใครรู้หรอกว่าบุตรชายคนหนึ่งที่จ้องมองบิดามารดาด้วยแวว
ตาเย็นชานั้นจะมีความรู้สึกเช่นไร
หวังฝูเฟิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน เขาหันหลังกลับมามองบิดามารดา
อีกครั้ง ใบหน้างดงามราวกับดอกไม้แรกแย้มแย้มยิ้ม ก่อนจะเดินจาก
ไป
ตอนนี้เขามีบ่าวรับใช้ที่ท่านปู่ทิ้งไว้คอยต้อนรับเขา รวมถึงสหาย
ทั้งหกคนที่ติดตามอยู่เคียงข้าง แผ่นหลังของเขาจึงเหยียดตรง
ปราศจากความหวาดกลัวใด ๆ
“เจ้าลูกอกตัญญู!”
ราวกับมีเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดดังมาจากข้างหลัง แต่เขา
จะใส่ใจไปทำไม
กลุ่มคนทั้งหมดเดินออกจากตระกูลหวัง
เมื่อมาถึงประตู เจิ้งหรูเชียนก็เห็นเงาร่างคุ้นตาในกลุ่มผู้ติดตาม
เขาอ้าปากจะเรียกแต่คนผู้นั้นกลับหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
“หมิง…” เสียงเรียกติดอยู่ที่ปากถูกกลืนกลับลงไป
คุณชายรองแห่งตระกูลหวัง หวังหมิงอวี่ แม้ปกติจะเป็นคนเกเร
แต่ก็ยังคงสวมอาภรณ์งดงามและมีท่วงท่าสง่าผ่าเผย
แต่เมื่อครู่นี้เขากลับดูมีสภาพรุงรังสกปรก เสื้อผ้ายับยู่ยี่ ย ่าแย่ยิ่ง
กว่าบ่าวในตระกูลหวังเสียอีก
แม้จะเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ใหญ่ แต่กลับลากชีวิตของคนรุ่นหลัง
มาเป็นเดิมพัน
หวังหมิงอวี่เป็นคนเลวทรามก็จริง แต่เขาไม่ใช่คนชั่วร้าย หาก
ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีก็น่าจะมีอนาคตอันสดใส
เจิ้งหรูเชียนครุ่นคิดไปมาแล้วหยิบแผ่นหยกออกมาจากอกเสื้อ
มันคือแผ่นหยกที่พวกเขาเลือกซื้อตอนเดินตลาด
หยกขาวราคาเพียงร้อยเหวิน คุณภาพต ่า ฝีมือการแกะสลักก็ดู
หยาบกระด้าง แต่ช่างขายหยกบอกว่าเขาสามารถแกะสลักชื่อลงบน
นั้นได้
สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของหวังหมิงอวี่ทันที เขาซื้อแผ่นหยกหนึ่ง
ชิ้น แล้วแกะสลักชื่อของตัวเองลงไป จากนั้นก็ยืนกรานจะมอบให้เจิ้ง
หรูเชียน
ตอนนี้สิ่งที่เจิ้งหรูเชียนหยิบออกมาหาใช่หยกที่หวังหมิงอวี่มอบ
ให้ แต่เป็นหยกที่เขาให้ช่างแกะสลักขึ้นใหม่ บนหยกมีสองอักษรสลัก
ไว้ว่า ‘หรูเชียน’
หลังจากแขวนหยกไว้ที่ประตูบ้านตระกูลหวังแล้ว พวกเขาก็พา
กันขึ้นรถม้า
ไม่นานหลังพวกเขาจากไป เด็กหนุ่มผมเผ้ายุ่งเหยิงก็ก้มตัวลง
เก็บหยกขึ้นมา พลางร ่าไห้ออกมาอย่างเงียบงัน…