พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 128 บีบบังคับด้วยศีลธรรม
“พี่ชายหมิงอวี่ผู้นั้น จะสำนึกผิดแล้วกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้
หรือไม่” เจียงเซิงเอ่ยถามพลางใช้มือเล็ก ๆ ค ้าศีรษะไว้
เจิ้งหรูเชียนทำสีหน้าเศร้าสร้อย “ข้าก็ไม่รู้ แต่หวังว่าเขาจะเป็น
เช่นนั้น”
หลังจากส่งหวังฝูเฟิงกลับไปพักฟื้นที่เรือนที่นางจัดหาให้แล้ว พี่
น้องทั้งหกคนก็รีบตรงไปยังเรือนดอกไม้
แม้ตระกูลหวังจะยังต้องต่อสู้กันเองภายใน แต่ก็ทำได้เพียง
มอบหมายให้หวังฝูเฟิงเป็นคนจัดการ
ส่วนพวกเขาในตอนนี้ก็ต้องจัดการเรื่องของตนเอง
อย่างสวี่โม่ที่จำเป็นต้องเข้าไปเรียนที่สำนึกศึกษา เพื่อเตรียมตัว
สำหรับการสอบระดับเขตในปีหน้า
เจิ้งหรูเชียนต้องไปที่ร้านเรือนโยวหราน เพื่อเจรจาเรื่องการค้าไส้
กรอกรมควัน และขนส่งไส้กรอกไปยังอำเภออันหยาง
ฟางเหิงกำลังพิจารณาเพื่อจะพาผู้ติดตามทั้งแปดไปฝึกซ้อม
ภาคสนาม การเรียนรู้ฝึกฝนเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ
ส่วนเวินจืออวิ่นก็กำลังมองหาทำเลที่ตั้งซึ่งเหมาะแก่การเปิด
สำนักแพทย์
แม้แต่เจียงเซิงก็ยังกระตือรือร้นจะเปิดโรงผลิตขึ้นมาใหม่
เทียบกันแล้ว จ่างเยี่ยนน้อยกลับกลายเป็นคนที่ไม่ต้องทำอะไร
เลย
“เจ้าห้า เจ้าไปสำนึกศึกษากับข้าเถอะ” สวี่โม่กล่าวพลางหลุบตา
“กฎของสำนึกศึกษาอนุญาตให้นำบ่าวรับใช้ติดตามไปได้หนึ่งคน
เจ้าไปถึงก็ฟังอาจารย์บรรยาย นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร”
เจิ้งหรูเชียนหันขวับมาทางพวกเขา “มีพี่ใหญ่เป็นหนอนหนังสือ
อยู่คนหนึ่งก็พอแล้ว เจ้าห้าไปทำการค้ากับข้าเถอะ การเดินทางไป
อำเภออันหยางยังขาดคนอยู่พอดี”
ฟางเหิงเบ้ปากอย่างรังเกียจ “เจ้าห้ายังสูงไม่เท่าม้า ท่านจะให้เขา
ไปขับรถม้าแบบนั้น ไม่กลัวจะทำเด็กคนหนึ่งหายหรือ สู้ให้เขามาฝึก
วิชากับข้าดีกว่า อย่างน้อยก็ใช้ป้องกันตัวได้”
เวินจืออวิ่นเงยหน้าขึ้น แต่ถ้าเขาจ้างวานให้น้องห้าไปหยิบยาคง
ไม่ดีเท่าไหร่นัก
กระทั่งเจียงเซิงยังมองจ่างเยี่ยนอย่างเป็นห่วง “พี่ห้า ท่านจะไป
เปิดโรงผลิตกับข้าดีหรือไม่ พวกเราจะได้กินไส้กรอกรมควันที่พวก
ท่านป้าทำทุกวันเลยนะ”
เมื่อทุกคนต่างยุ่งอยู่กับงาน ผู้ที่อยู่เฉย ๆ ย่อมฟุ้งซ่านได้ง่ายที่สุด
เวินจืออวิ่นคือตัวอย่าง
ยามดึกสงัด พวกพี่น้องต้องคอยออกตามหาเขาอยู่เสมอ เมื่อ
แน่ใจว่าเขาไม่เป็นอะไรจึงค่อยโล่งใจ
แต่จ่างเยี่ยนไม่ใช่เวินจืออวิ่น
เขารีบหาเรื่องให้ตัวเองก่อนทันที “ข้าจะไปช่วยพี่ชายฝูเฟิง”
แต่เรื่องพวกนั้นเทียบไม่ได้กับเรื่องแย่งชิงอำนาจภายในตระกูล
หวังที่ทำให้จ่างเยี่ยนน้อยสนใจกว่า
“เจ้าเด็กใจแคบ” เจิ้งหรูเชียนจ้องเขาเขม็ง “ตามพี่ฝูเฟิงไปสนุก
กว่าอยู่กับพวกเราอย่างนั้นสินะ”
พี่รองเริ่มท่าทีคิดอิจฉา
จ่างเยี่ยนรีบเข้าไปดึงชายแขนเสื้อของเจิ้งหรูเชียน เขายิ้มหวาน
เอ่ย “จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า เรื่องตระกูลหวังสงบลงแล้ว พวกเราก็
ปลอดภัยแล้วไม่ใช่หรือ”
แต่พวกที่เคยรังแกพี่ชายกับน้องสาวของเขาควรต้องชดใช้
มากกว่านี้
เด็กชายวัยสิบขวบเงยหน้าขึ้น ใบหน้างดงามปิดบังความ
โหดเหี้ยมที่เพิ่มขึ้นในดวงตาเรื่อย ๆ
สามวันต่อมา
สวี่โม่ใช้ตำแหน่งซิ่วไฉสมัครเข้าเรียนในเขตอันสุ่ยได้สำเร็จ
เขาไม่ได้หาบ่าวรับใช้มา เพราะคิดว่าหากน้องห้าไม่พอใจกับ
เล่ห์เหลี่ยมของคนตระกูลหวังก็กลับมาเรียนด้วยกันได้
เจียงเซิงก็พาจางฉีเฉวียนไปที่หมู่บ้านต้าฝู เพื่อตามหาคนงานที่
เคยจ้างงานไว้ แล้วกลับมาสอนวิธีทำไส้กรอกรมควันอีกครั้ง พร้อม
ทั้งทำสัญญาจ้างงานฉบับใหม่
แน่นอนว่าคนที่เคยทรยศพวกเขาไม่ได้รับสิทธินี้
“จริงหรือ! พวกข้าจะได้กลับไปทำงานอีกครั้งจริงหรือ” หญิง
คนงานเห็นจางฉีเฉวียนและเจียงเซิงมาหาถึงที่บ้าน รู้สึกตื่นเต้นจน
น ้าตารื้น “ข้าจะหาเงินได้อีกครั้งจริงหรือ”
แม้ค่าจ้างวันละห้าเหวินจะไม่มากมายนัก แต่ในยามยากจน
เช่นนี้นับว่าเพียงพอจะเลี้ยงครอบครัวให้อิ่มท้องได้
ยิ่งไปกว่านั้น สตรีที่หาเงินเลี้ยงชีพตัวเองได้ ย่อมมีศักดิ์ศรี
มากกว่าสตรีที่ไม่ทำงานหาเงิน
“แน่นอนเจ้าค่ะ ท่านป้า” เจียงเซิงยิ้มน้อย ๆ “พวกข้ายังมีรางวัล
ให้ด้วย หากท่านป้าทำงานได้สะอาดและพิถีพิถัน ทุกเดือนท่านจะ
ได้รับเงินเพิ่มอีกยี่สิบถึงห้าสิบเหวินด้วย”
ครั้งก่อนป้าจางเผลอทำเส้นผมหล่นในไส้กรอกรมควัน เจียงเซิง
พบเข้าตอนที่กำลังจะกิน นางตกใจมากทีเดียว
ไม่ใช่ว่านางนึกรังเกียจเส้นผมคนอื่น เด็กเร่ร่อนอย่างนาง สิ่งใด
กินได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว
แต่สำหรับผู้สูงศักดิ์และคนในครอบครัวที่มั่งคั่ง ย่อมใส่ใจในเรื่อง
พวกนี้มาก
เจียงเซิงจำได้ว่าตอนอายุหกขวบ นางเคยเดินผ่านบ้านใหญ่หลัง
หนึ่ง เห็นภรรยาท่านเจ้าบ้านพบขนสุนัขในอาหาร นางโกรธมากจึง
ต่อว่าพ่อครัว จากนั้นก็นำอาหารทั้งจานไปเทในชามข้าวสุนัข
มันเป็นหมูสามชั้นตุ๋นน ้าแดงร้อน ๆ เนื้อนุ่มละลายในปาก
รสชาติไม่มันเลี่ยนเลยสักนิด!
เจียงเซิงดีใจจนตัวลอย นางพุ่งเข้าไปแย่งราวกับสุนัขแย่งอาหาร
สุนัขตัวใหญ่ขนสีเหลืองทองคำรามขู่ แต่ก็ไม่อาจแย่งจากมือนางได้
หากไม่ใช่ว่าบ่าวรับใช้ของตระกูลนั้นได้ยินเสียงเอะอะจึงออกมา
ดู นางคงเลียน ้าแกงที่ก้นชามจนสะอาดหมดแล้ว
ดังนั้นเจียงเซิงจึงเข้าใจถึงความสำคัญของความสะอาดของ
อาหารได้เป็นอย่างดี
ไส้กรอกรมควันกับหมูรมควันนั้นแตกต่างกัน
ก่อนรับประทานหมูรมควันต้องล้างทำความสะอาด แม้จะมีเส้น
ขนติดอยู่บ้าง คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร
แต่ไส้กรอกรมควันนั้นเป็นการนำเนื้อบดมายัดไส้ หากพบเส้น
ผมหรือรากหญ้าปะปนในเนื้อ ย่อมชวนให้รู้สึกน่าสะพรึงกลัวกับผู้ที่
ลิ้มลองเป็นแน่
เพื่อขจัดความเป็นไปได้นี้ เจียงเซิงจึงปรึกษากับท่านลุงจางอยู่
นาน สุดท้ายจึงตัดสินใจใช้ระบบการให้รางวัลมาแก้ปัญหา
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเจียงเซิง สตรีคนนั้นที่ตื่นเต้นอยู่แล้วก็
ถึงกับน ้าตาคลอ “ได้ ๆ ๆ ข้าจะทำให้ดีที่สุด จะใส่ใจยิ่งกว่าทำอาหาร
ให้ครอบครัวของข้าเอง รับประกันว่าสะอาดและพิถีพิถันแน่”
พวกเขาเดินเยี่ยมเยียนไปแต่ละเรือน เพื่อตามหาพวกท่านป้า
ท่านน้าที่ทำงานได้ดีกลับมาทำสัญญาจ้างงานกันใหม่
เมื่อเดินครบทุกเรือน เจียงเซิงจึงหยิบสัญญาจ้างงานฉบับ
สุดท้ายออกมาจากอกเสื้อ “ท่านลุงจาง นี่ของท่าน”
ตอนนี้โรงผลิตของพวกเขาได้เปลี่ยนเจ้านายแล้ว
สัญญาจ้างงานก็ย่อมต้องเปลี่ยนตามด้วย สิ่งเดียวที่ไม่
เปลี่ยนแปลงคงมีเพียงคนที่ลงนามในสัญญาจ้างและเนื้อหาในสัญญา
เท่านั้น
จางฉีเฉวียนกวาดสายอ่านคร่าว ๆ และพบว่ายังคงเป็นระบบแบ่ง
ผลกำไรเช่นเดิม เขายังคงได้ส่วนแบ่งจากกำไรหนึ่งในสิบ ดวงตาจึง
พลันแดงก ่าขึ้นเล็กน้อย “ท่านเถ้าแก่น้อย ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบเช่นนี้
สูงเกินไป สำหรับข้าที่เป็นแค่ผู้ดูแลกิจการ รายได้ปีละสิบตำลึงก็
เพียงพอแล้วล่ะ”
ดูจากความต้องการของไส้กรอกรมควันในตอนนี้ ผลกำไรใน
หนึ่งปีคงประมาณสองร้อยถึงสามร้อยตำลึง ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบก็ย่อม
ไม่ต ่ากว่ายี่สิบถึงสามสิบตำลึงแล้ว
“เงินสิบตำลึง จะทดแทนความเหนื่อยยากของท่านลุงจางได้
อย่างไร” เจียงเซิงน้อยเลียนแบบท่าทางพี่ชาย นางยืนกอดอกกล่าว
ต่อว่า “หนึ่งในสิบนี้ท่านลุงจางไม่ขาดทุนหรอก ต่อไปนี้ท่านยังต้อง
เหน็ดเหนื่อยอีกมาก ขอเพียงท่านลุงจางไม่รังเกียจความเหนื่อยยาก
ก็พอ”
“ได้ ๆ ข้าไม่รังเกียจหรอก” จางฉีเฉวียนประทับลายนิ้วมือสีแดง
ลงไปพลางหัวเราะทั้งน ้าตา
เจียงเซิงพับสัญญาจ้างงานทั้งหมดอย่างระมัดระวังเก็บเข้าในอก
เสื้อ รอไปแจ้งเรื่องที่ศาลเขตให้เรียบร้อยก็จะมีผลบังคับใช้ทันที
พวกเขานั่งรถม้ากลับ ขณะกำลังจะแล่นผ่านทางเข้าหมู่บ้าน
ประตูบ้านของตระกูลหนึ่งก็เปิดออกอย่างกะทันหัน
ถัดจากนั้นก็มีสตรีร่างผอมคุกเข่าลงตรงหน้ารถม้า แล้วโขก
ศีรษะกับพื้นคำนับพวกเขาพลางกล่าวว่า “ท่านเถ้าแก่! จ้างข้าด้วย
เถอะ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าไม่กล้าเอาสูตรลับของตระกูลท่านไป
เปิดเผยอีก ขอเพียงท่านเมตตาให้ข้าได้มีข้าวกินสักหน่อยเถอะ
ตอนนี้พวกข้าใกล้จะอดตายอยู่แล้ว”
จางฉีเฉวียนตกใจจนสะดุ้งรีบดึงบังเหียนห้ามม้าเอาไว้ทันที มัน
จึงไม่วิ่งเหยียบสตรีผู้นั้นจนตาย
สตรีร่างผอมยังคงโขกศีรษะไม่หยุด ปากก็ขอร้องว่า “ท่านผู้มี
จิตใจเมตตา ท่านช่างมีน ้าใจกว้างขวาง ขอเพียงท่านเมตตาให้
ข้าวข้ากินสักหน่อยก็ยังดี หากไม่ได้กินอะไรอีก พวกข้าคงต้องอด
ตายเป็นแน่”