พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 129 จ่างเยี่ยนลงมือ
เดิมทีเจียงเซิงแค่จ้องมองด้วยความตกใจ
จนกระทั่งสตรีร่างผอมเอ่ยจบ เด็กหญิงตัวน้อยก็ตระหนักได้ นาง
ดึงชายแขนเสื้อของจางฉีเฉวียน เอ่ยถามเสียงเบา “ท่านลุงจาง นี่คง
เป็นการรังแกผู้อ่อนแอกว่าอย่างที่พี่ใหญ่เคยบอกข้า ”
สตรีผู้นั้นอาศัยสถานะของตนที่อ่อนแอกว่ากับสายตาของฝูงชน
ที่คอยเฝ้ามอง เพื่อบีบบังคับให้โรงผลิตรับนางเข้าทำงานอีกครั้ง หาก
ไม่รับคนก็จะถูกกล่าวหาว่าใจแคบ ไม่มีน ้าใจเมตตา และรังแกผู้
อ่อนแอกว่า
ยิ่งมองแววตาเห็นใจของชาวบ้านรอบข้าง ยิ่งยืนยันได้ว่าสตรี
ผอมคนนี้ปลุกปั่นผู้คนได้สำเร็จแล้ว
จางฉีเฉวียนพับแขนเสื้อขึ้น ตั้งใจจะสั่งสอนชาวบ้านที่แสนโอหัง
ผู้นี้ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหญิงเขาก็ชะงัก จึงหันไปมองนางแล้ว
เอ่ยถาม “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าควรจัดการอย่างไรดีเล่า”
เจียงเซิงเม้มปาก “แน่นอนว่าพวกเรารับนางมาทำงานด้วยอีก
ไม่ได้”
การขายความลับเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งหนึ่งย่อมมีครั้งที่สอง สูตรไส้
กรอกรมควันเป็นสิ่งที่นางกับป้าจางร่วมกันคิดค้นขึ้นมาอย่าง
ยากลำบาก ไม่อาจปล่อยให้มันรั่วไหลออกไปได้
“แต่พวกเราก็ไม่อาจปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย” เจียงเซิงขมวดคิ้ว
“ต้องหาวิธีที่ให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ต้องปฏิเสธนางได้โดยไม่ทำ
ให้ชื่อเสียงของโรงผลิตเสียหาย”
ทว่าจะมีวิธีที่ดีเช่นนั้นหรือจะหาหนทางพบได้รวดเร็วอย่างไร
ขณะที่เจียงเซิงกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก พลันปรากฏร่างคนสอง
คนวิ่งตรงเข้ามา พวกเขาคว้าตัวสตรีร่างผอม แล้วลากตัวออกไปข้าง
นอกอย่างรวดเร็ว
ผู้คนรอบด้านต่างตกใจกันทั่วหน้า
สตรีผอมยิ่งหวาดผวาจนเสียงแหบแห้ง “พวกเจ้าเป็นใคร!
ต้องการอะไร! รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ นี่มันฉุดคร่าผู้หญิงกลางวันแสก ๆ
นะ”
หนึ่งในสองคนนั้นมีอยู่คนหนึ่งที่นางพอจะคุ้นหน้า เขาขมวดคิ้ว
พลางตวาด “อย่าพูดพล่อย ๆ ! นายท่านของพวกข้าสั่งมาว่า ครั้ง
ก่อนเจ้าช่วยคนตระกูลหวังขโมยสูตรหมูรมควันจนได้เงินสิบสอง
ตำลึง แต่เหมือนเงินจะน้อยเกินไป ครั้งนี้จึงจะพาตัวเจ้าไปจ่ายเงิน
เพิ่ม”
กล่าวจบ พวกเขาก็ลากตัวนางขึ้นรถม้าไป
สตรีผอมดำดูเหมือนจะเชื่อสนิทใจ นางไม่ส่งเสียงร้องอีก
ยินยอมให้คนพาตัวไปด้วยสีหน้าระรื่น ปล่อยให้ผู้คนรอบข้างได้แต่
นิ่งเงียบ
ชาวบ้านต่างขมวดคิ้วมุ่น ไม่คิดเห็นใจสตรีผอมผู้นั้นอีก
จางฉีเฉวียนก็เร่งม้าพาเจียงเซิงมุ่งหน้าไปยังโรงผลิต
ระหว่างทางเจียงเซิงอดพึมพำไม่ได้ “ท่านลุงจาง ท่านเห็นคนผู้
นั้นหรือไม่ ข้ารู้สึกเหมือนเคยเห็นเขากับพี่ชายฝูเฟิง”
จางฉีเฉวียนไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ภาพแววตาสงบนิ่งของคุณชายจ่าง
เยี่ยนแล่นเข้ามาในหัว คล้ายกับว่าเขาจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว
กลับมาถึงเรือนดอกไม้
ป้าจางกับท่านป้าซุ่ยลงมือทำไส้กรอกรมควันกันแล้ว พี่น้องวัง
อย่างวังเสี่ยวซงกับน้องสาวก็ช่วยงานอยู่ แต่วังเสี่ยวซงนั้นเป็นผู้ชาย
งานละเอียดอ่อนอย่างการหั่นเนื้อหรือกรอกไส้จึงทำงุ่มง่ามไร้ทักษะ
เทียบกับน้องสาวอย่างวังเสี่ยวจูวัยสิบสามปีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
กระทั่งเมื่อวังเสี่ยวซงทำมีดบาดนิ้วตัวเองเก้าในสิบนิ้ว เหลือเพียง
นิ้วเดียวไว้เช็ดก้น เจิ้งหรูเชียนก็ทนไม่ไหวอีก “ข้าว่านะพี่ชาย ท่าน
คงไม่เหมาะกับการทำไส้กรอกรมควันหรอก ท่านติดตามข้าไปขนส่ง
ผักดีกว่า”
วังเสี่ยวซงเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมโตใต้คิ้วเข้มเผยความรู้สึก
ออกมาชัดเจนราวกับจะเอ่ยถามว่าจริงหรือเปล่า
“แน่นอนสิ” เจิ้งหรูเชียนพูด พลางยกไส้กรอกรมควันที่นำมา
จากอำเภอเซี่ยหยางสิบกว่าชั่งขึ้นเกวียนลา เตรียมนำไปส่งให้เถ้าแก่
ฮ่าวแห่งร้านเรือนโยวหรานชิมสักสองสามชั่ง แล้วค่อยนำไปส่งต่อที่
อำเภออันหยางอีกเล็กน้อย “ตอนนี้ถั่วฝักยาวดองที่ข้าเก็บไว้ขาย
ช่วงก่อนข้ามปีหมดพอดี ต้องไปขนมาเพิ่มสักหน่อย”
วังเสี่ยวซงวางมีดหั่นเนื้อลง พยักหน้าหงึก ๆ ราวกับไก่จิก
ข้าวสาร “ดี ดี ดี”
ทั้งสองเดินพลางพูดคุยเรื่องข้อควรระวังในการขนผักและ
เส้นทางที่จะไป
ก่อนจะพบเจียงเซิงกับจางฉีเฉวียนที่หน้าประตูพอดี
“ท่านลุงจาง เจียงเซิงน้อย พรุ่งนี้โรงผลิตคงจะเริ่มดำเนินการได้
แล้ว” เจิ้งหรูเชียนเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มพลางเอื้อมมือไปบีบแก้มนุ่ม
นิ่มของน้องสาวเบา ๆ “ข้ากำลังจะนำไส้กรอกรมควันไปให้เถ้าแก่
ฮ่าวชิม พวกเจ้าต้องทำสินค้าให้ทันล่ะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” เจียงเซิงตบอกรับประกัน “พี่รองวางใจเถอะ ข้า
จะทำให้ท่านเท่าไหร่ก็ได้”
ได้ยินเช่นนั้น เจิ้งหรูเชียนจึงพาวังเสี่ยวซงขึ้นเกวียนลาไป
เมื่อพวกเขาเร่งม้าจากไป วังเสี่ยวซงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เขาจำได้ว่ามารดาทำหมูรมควันในฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาวเท่านั้น
ไม่เคยเห็นทำในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูร้อนเลย
แต่มารดาไม่ได้กำชับและเขาก็ไม่เข้าใจเรื่องฤดูกาลนัก จึงได้แต่
งุนงงตามหลังเจิ้งหรูเชียนไป เลี้ยวเข้าเรือนโยวหราน แล้วมุ่งหน้าสู่
อำเภออันหยาง
การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน
เดือนห้าในเขตอันสุ่ยยังคงเย็นสบาย แต่พอถึงเดือนหกก็เริ่ม
ร้อนขึ้นเล็กน้อย
ตระกูลหวังหลังจากผ่านความวุ่นวายมาหลายระลอก ในที่สุดก็
สงบลง
ด้วยการปกครองของหวังฝูเฟิงเกินความคาดหมายของทุกคน
เขาไม่ยอมรับทั้งบิดาและมารดา ยอมรับเพียงเหตุผลเท่านั้น
กิจการของตระกูลตกอยู่ในมือเขาทั้งหมด ชีวิตและความตาย
ของคนตระกูลหวังก็อยู่ในการควบคุมของเขา
ยามว่าง เขาถึงกับจะยกซุนซื่อให้แต่งงานกับชายที่ถูกจับได้ว่า
ลักลอบมีสัมพันธ์กันในวันนั้น
เมื่อนายท่านสามหวังได้ยินเรื่องนี้ก็โกรธจัดจนบุกเข้ามาในเรือน
ของหวังฝูเฟิง พอดีเห็นเด็กหนุ่มสองคน คนหนึ่งใหญ่คนหนึ่งเล็ก
กำลังปรึกษากันอยู่
“เจ้าลูกอกตัญญู!” เขาชี้หน้าตะโกนด้วยความโมโห “นางเป็น
ป้าใหญ่ของเจ้า เจ้ากล้ายกนางให้แต่งงานกับคนอื่น เจ้าเป็นเพียง
เด็กรุ่นหลัง ยังจะมีหน้าอยู่อีกหรือ”
หวังฝูเฟิงเงยหน้าขึ้น สีหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ “นางกับ
บัณฑิตผู้ตกอับผูกพันรักใคร่กันปานใด ถึงกับยอมแอบลักลอบคบ
หา ข้ายื่นข้อเสนอให้ได้ครองรักอย่างเปิดเผยขนาดนี้แล้วพวกเขาจะ
ไม่ชอบหรือ”
นายท่านสามหวังถึงกับพูดไม่ออก โมโหจนต้องกระทืบเท้า
“ไม่ได้! นี่มันช่างน่าอับอายยิ่งนัก สตรีตระกูลหวังไม่อาจแต่งงานมี
สองสามี”
แม้ซุนซื่อจะแอบลักลอบคบชู้ แต่ตราบใดที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากมัน
ก็ยังคงเป็นความลับ
แต่การแต่งงานสองครั้งอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการ
ตบหน้าตระกูลหวัง
ด้านจ่างเยี่ยนพยักหน้าเห็นจะเป็นเช่นนั้น พวกตระกูลใหญ่โต
ล้วนให้ความสำคัญกับเรื่องศักดิ์ศรียิ่งนัก การที่เขาเสนอไปเช่นนี้คง
ไม่เสียแรงเปล่าแล้ว
“ท่านพ่อ เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่านป้าใหญ่แล้ว”
หวังฝูเฟิงยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
เดิมทีซุนซื่อกับบัณฑิตตกอับคนนั้นเป็นคู่รักกันตั้งแต่เยาว์วัย
แต่เพราะบัณฑิตผู้นั้นฐานะต ่าต้อยแถมยังไม่เอาไหน สอบเข้ารับ
ตำแหน่งใดก็ไม่ได้ ซุนซื่อจึงถูกตระกูลบังคับให้แต่งเข้าตระกูลหวัง
แม้พรหมลิขิตจะขาดสะบั้น แต่สายใยรักกลับไม่ได้ขาดหาย ซุน
ซื่อยังคงรักษาใจไว้ให้บัณฑิตตกอับผู้นั้นเสมอ นับตั้งแต่สามีตายไป
ได้เพียงสองปี นางก็ติดต่อกับเขาอีกครั้ง เพียงแต่ยังไม่ได้ทำเรื่องล ้า
เส้นจนเกินเลย
กระทั่งหวังฝูเฟิงเป็นผู้หนุนหลังจึงเกิดเรื่องราวฉาวโฉ่ในวันนั้น
ขึ้น
ตอนนี้ซุนซื่อคงไม่สนใจสิ่งใดแล้ว นางเอาแต่พลอดรักกับ
บัณฑิตตกอับ หากข้อเสนอของหวังฝูเฟิงแพร่ออกไป คาดว่านางคง
รีบตอบตกลงเป็นแน่
และสถานการณ์ก็เป็นดังคาด
ณ บ้านใหญ่ตระกูลหวัง
ซุนซื่อได้ยินความตั้งใจของหวังฝูเฟิงเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ถึงกับตก
ตะลึงไปชั่วครู่ ดวงตากลอกไปมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงที่
หวังอวี้เหยาบุตรสาวคนเดียวของบ้านใหญ่
“ท่านแม่” หวังอวี้เหยาเม้มริมฝีปากแน่น “อย่าได้คิดสิ่งใดที่ไม่
ควรคิดอีก ข้ามีสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลฟางแล้ว”
ตัวนางนั้นไร้บิดา การหมั้นหมายกับตระกูลฟางนับว่าเป็นวาสนา
สูงส่ง
แต่หากมารดาคิดจะแต่งงานใหม่ นางคงถูกตระกูลฟางรังเกียจ
อย่างแน่นอน
“ท่านอย่าลืมสิ ว่าเหตุใดข้าจึงต้องแต่งงานกับตระกูลฟาง”
หวังอวี้เหยากล่าวอย่างเศร้าสร้อย “และท่านแม่อย่าลืมว่าท่านลุงตาย
อย่างไร”
ซุนซื่อชะงัก ความหวั่นไหวในดวงตาค่อย ๆ จางหายไป เหลือ
เพียงความโศกเศร้า