พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 130 เขตอันสุ่ยเปลี่ยนผัน
ชีวิตนี้ของนางล้วนทุ่มเทเพื่อตระกูลซุนมาโดยตลอด
เพื่อเกี่ยวดองกับพวกเขา นางจึงละทิ้งสัญญารักกับสหายวัย
เยาว์ แล้วแต่งเข้าตระกูลหวัง
เพื่อรักษาอำนาจของเชื้อสายบ้านใหญ่ นางจึงร่วมมือกับตระกูล
ฟางและไล่ล่าสังหารฟางเหิงที่ไร้ที่พึง
ต่อมาซุนอวี้สิ้นชีพ ตระกูลซุนจึงอ่อนแอลงมาก
เพื่อฟื้นฟูตระกูลซุน นางจึงจำต้องส่งบุตรสาวอันเป็นที่รักไปแต่ง
กับตระกูลฟางเพื่อเกี่ยวดอง
เวลานี้นางก็ยังต้องละทิ้งคนรักในวัยเยาว์อีกครั้ง
“ข้าผิดต่อท่าน จากอดีตจวบจนตอนนี้และจากนี้ไปก็เช่นกัน”
ซุนซื่อปิดบังใบหน้า “มอบเงินตอบแทนให้เขา แล้วให้เขาจากไปเสีย
เถอะ”
จากไปให้ไกลแสนไกล อย่าได้หวนคิดถึงเยื่อใยรักในวัยเยาว์อีก
หวังอวี้เหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่ทันสังเกตเห็นว่า
มารดาของตนอ่อนแรงลงตั้งแต่เมื่อใด
“ท่านแม่ ตอนนี้สถานการณ์ช่างยากลำบาก ตระกูลฟางต้องการ
ตัวฟางเหิง ตระกูลหวังก็ไม่ได้อยู่ในกำมือพวกเรา ท่านพ่อก็จากไป
แล้ว พวกเราช่างไร้ที่พึ่งพิงเหลือเกิน” หวังอวี้เหยาเอ่ยเสียงสะอื้น
ซุนซื่อเงยหน้าขึ้น บนใบหน้าอ่อนเยาว์ปรากฏแววตาเหี้ยม
เกรียมเพียงชั่วครู่ “เจ้าอย่ากังวลไป เขตอันซุ่ยใกล้จะถึงเวลาเปลี่ยน
ผืนฟ้าแล้ว”
“ท่านแม่หมายความว่าอย่างไร” หวังอวี้เหยาเอียงศีรษะขึ้นมอง
ซุนซื่อหลับตาลง ไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ออกมาอีก
แต่ก่อนตระกูลหวังเป็นดั่งมีดในมือของตระกูลฟางที่คอยจ้องจะ
เอาชีวิตฟางเหิง
ยามนี้ตระกูลหวังถูกช่วงชิงอำนาจไป ฟางเหิงยังคงมีชีวิตอย่าง
สุขสบาย ตระกูลฟางย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้
ฟางเหิงคิดถูกต้องแล้ว พายุฝนที่โหมกระหน ่าใส่พวกเขาพี่น้อง
ล้วนเป็นเขาที่นำพามา
ทว่าเวลาผ่านไป เจียงเซิงวัยเจ็ดขวบเติบโตขึ้นเป็นเด็กสาววัย
เก้าขวบ ร่างกายสูงใหญ่ขึ้นมาก พวกเขาทั้งหกคนไม่ใช่เด็กน้อยที่
นั่งรอความตายอีกต่อไปแล้ว
ภายในเรือนของหวังฝูเฟิง
เบื้องหน้ากระดานหมากรุกที่ซับซ้อน เด็กหนุ่มสองคนนั่ง
ประจันหน้ากันอยู่
หวังฝูเฟิงถือหมากขาวเล็งจังหวะโจมตี หยุดยั้งลมหายใจของ
หมากดำ “เจ้าคิดว่า ฝ่ายตระกูลฟางยังจะกล้าลงมือกับลูกพี่ลูกน้อง
ของข้าอีกหรือไม่”
จ่างเยี่ยนถือหมากดำไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขาวางหมากลง
เพื่อพลิกสถานการณ์ที่เสียเปรียบ “ไม่ใช่แค่เพียงอาจเป็นไปได้ แต่
เป็นไปได้อย่างแน่นอน”
หวังฝูเฟิงขมวดคิ้ว วางหมากขาวลงอีกหนึ่งตัว บีบคอหอยของ
หมากดำ “มังกรจากฟ้า ไม่อาจสู้งูบนดิน”
ในเขตอันสุ่ยตระกูลหวังคือตระกูลที่ยิ่งใหญ่ไม่เป็นรองใคร
เมื่อก่อนตอนที่บ้านใหญ่มีอำนาจก็พยายามประจบเอาใจตระกูล
ฟางมาโดยตลอด ทว่าหวังฝูเฟิงกลับไม่เคยเห็นตระกูลฟางอยู่ใน
สายตา แม้ว่าอายุยังน้อย แต่เขาก็มีความทะนงในตนเอง ในเขตอันสุ่
ยแห่งนี้ หากตระกูลหวังต้องการปกป้องผู้ใด ตระกูลฟางก็ไม่อาจแตะ
ต้องคนผู้นั้นได้
“เว้นเสียแต่…”
เว้นเสียแต่บุคคลผู้นั้นคือตำแหน่งท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ย
วางหมากเพียงหนึ่งตัวสถานการณ์บนกระดานก็พลิกผัน
พูดกันตามตรงท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยสมควรจะย้ายตำแหน่งไป
ตั้งแต่เดือนสี่แล้ว ทำไมล่วงเลยมาถึงเดือนห้าแล้วถึงยังไม่ไปอีก
จ่างเยี่ยนใจคอไม่สงบ รีบร้อนกลับไปยังเรือนดอกไม้
เมื่อสวี่โม่มาถึงบ้านหลังกลับจากสำนักศึกษา ก็เอ่ยขึ้นเป็น
ประโยคแรกว่า “ท่านผู้ว่าการเขตใกล้จะย้ายไปประจำที่อื่นแล้ว”
พวกเขาพี่น้องต่างก็รู้สึกเคารพรักในตัวท่านผู้นี้นัก
เจียงเซิงรีบหยิบไส้กรอกรมควันขึ้นมาห้าชั่ง “นำมันไปให้
ท่านผู้ว่าการกันเถอะ”
สวี่โม่พยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันไปมองน้องชายทั้งสอง “บ่าวรับ
ใช้ของท่านผู้ว่าการเขตแจ้งว่าเขาจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้ ข้าจึงได้
ลากับทางสำนักศึกษาไว้แล้ว พวกเราไปส่งท่านกันเถอะ”
“ข้าจะไปด้วย”
“ข้าเองก็ไปด้วย”
น้องชายทั้งสองเอ่ยขึ้น พวกเขาทุกคนต้องการไปส่งท่านผู้ว่า
การเขตที่มีเมตตาผู้นี้
น่าเสียดายที่เจิ้งหรูเชียนไม่อยู่ จึงไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย
รุ่งเช้าวันต่อมา
เจียงเซิงนำไส้กรอกรมควันสิบชั่ง หมูรมควันห้าชั่ง และของขึ้น
ชื่อจากอำเภอเซี่ยหยางนำใส่รถม้า แล้วพาพวกพี่ชายออกเดินทาง
ไปส่งท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยด้วยกัน
ประตูเขตทางด้านตะวันออกยังคงตั้งตระหง่านเช่นเดิม แผ่นป้าย
ขนาดใหญ่เหนือซุ้มประตูช่างดูโอ่อ่า ชาวบ้านต่างเข้าออกเขตอย่าง
เป็นระเบียบภายใต้การตรวจตราสัมภาระของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด
แม้เขตอันสุ่ยจะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงยิ่งนัก ทว่าความ
เจริญรุ่งเรืองกลับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ย่อมเป็นผลงานของท่านผู้
ครองเมืองที่ปกครองดูแลมาเป็นอย่างดี
ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยลูบเคราพลางทอดมองเมืองที่ตนดูแลมา
หลายปีด้วยแววตาพึงพอใจ
ที่ปรึกษาถือห่อสัมภาระเดินตามประกบข้างกาย ด้านหลังมี
ขบวนรถม้าหลายคัน ภายในมีบุตรภรรยาของแต่ละคนมาด้วย
“ใต้เท้า การเดินทางไปเมืองหลวงนั้นยาวไกล พวกเรารีบออก
เดินทางกันเถอะขอรับ” ที่ปรึกษาเอ่ยเตือนด้วยน ้าเสียงแผ่วเบา
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยส่ายหน้า ยังคงลูบเคราเช่นเดิม “ยังมีคนที่ยัง
มาไม่ถึง”
ที่ปรึกษาได้ยินเช่นนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้ พวกขุนนางใหญ่โต
ในเมืองหลวงต่างก็ส่งคนมาตั้งนานแล้ว ยังจะมีผู้ใดอีกเล่า
กระทั่งรถม้าเก่า ๆ คันหนึ่งแล่นมาหยุดอยู่ตรงหน้า ร่างในชุดสี
เขียวอ่อนกระโดดลงมา ที่ปรึกษาจึงได้รู้ว่าคือผู้ใด
ที่แท้ก็คือซิ่วไฉสวี่นี่เอง
“ใต้เท้า ท่านที่ปรึกษา” สวี่โม่ยกมือคารวะ “ข้ามาช้าไป ขออวย
พรให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
แท้จริงแล้วไม่ใช่ว้าพวกเขามาช้า เพียงแต่ต้องการร ่าลาเป็นการ
ส่วนตัวต่างหาก
การกระทำนี้นับว่าถูกใจท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยยิ่งนัก เขาก้าว
เข้าไปตบไหล่ผอมบางของเด็กหนุ่มเบา ๆ “เด็กดี ปีหน้าหลังจากการ
สอบระดับเขตแล้ว ก็จะเป็นการสอบระดับแคว้น ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีข้าถึงจะ
ได้พบเจ้าที่เมืองหลวง”
การไปเมืองหลวงย่อมหมายถึงการได้สอบจิ้นซื่อ*[1]นั่นเอง
สวี่โม่ชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ได้คิดไกลถึงเพียง
นั้น
“ข้ารู้สึกว่าอย่างช้าที่สุดคงสามปี ข้าจะต้องได้พบเจ้าที่เมือง
หลวงนะ” ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยกดเสียงต ่าลง พูดด้วยน ้าเสียงลึกลับ
“หวังแค่ว่าเมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะสมหวังดังในต้องการ และไม่ได้ลืม
เลือนตาแก่อย่างข้าก็แล้วกัน”
“ท่านผู้ว่าการกล่าวเล่นแล้วขอรับ” สวี่โม่ก้มคารวะทันที
“บุญคุณของท่าน ข้าไม่อาจลืมเลือนได้ หากได้เข้าเมืองหลวง
เมื่อไหร่ แน่นอนว่าต้องไปคารวะที่จวนท่านเป็นที่แรกแน่นอน”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยจึงหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ
หลังจากหัวเราะเสร็จ ก็กลับมาทำสีหน้าเคร่งขรึมอีกครั้ง “การที่
ข้าออกจากตำแหน่งช้าไปหนึ่งเดือน เป็นเพราะผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคน
ใหม่ติดภารกิจเร่งด่วน คาดว่าอีกไม่กี่วันเขาน่าจะเดินทางมาถึง”
ตามปกติแล้วเรื่องการเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่นั้น จะต้องมี
การเตรียมตัวล่วงหน้าถึงครึ่งปี ไม่มีทางที่จะมีเหตุอะไรให้ต้องเร่งรีบ
นอกเสียจาก…จะมีผู้ใดคิดร้ายอยู่เบื้องหลัง
ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยกำลังพยายามบอกพวกเด็ก ๆ ทางอ้อม
ว่าสิ่งที่พวกเขากังวลที่สุด…สุดท้ายก็เกิดขึ้นจนได้
ริมฝีปากของสวี่โม่เม้มเข้าหากันเล็กน้อย เขารู้สึกหนักใจอยู่บ้าง
“แต่พวกเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ตำแหน่งผู้ว่าการเขตนั้นต่าง
จากนายอำเภอ ยิ่งตำแหน่งสูงก็ยิ่งมีคนจับตามองมาก คนผู้นั้นย่อม
ไม่กล้าทำอะไรตามอำเภอใจหรอก” ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยปลอบใจ “ข้า
ได้ฝากฝังเจ้าหน้าที่หยวนไว้แล้ว เขาจะช่วยดูแลพวกเจ้าเอง”
นี่เป็นสิ่งเดียวที่อดีตผู้ว่าการเขตอย่างเขาพอจะสามารถทำเพื่อ
พวกเขาได้
สวี่โม่รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก “ขอบคุณขอรับ ท่านผู้ว่าการเขต”
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยไม่เอ่ยสิ่งใดอีก ก้าวเท้าขึ้นไปบนรถม้าแล้ว
โบกมือลาพวกเด็ก ๆ ที่กำลังเติบโตเหล่านั้น
แม้เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่หากพวกเขา
ผ่านพ้นมันไปได้ มันก็จะเป็นสัญญาณของการเติบโต
“ช้าก่อนเจ้าค่ะ ช้าก่อน” เจียงเซิงกระโดดลงจากรถม้า วิ่งเหยาะ
เข้ามาด้วยขาสั้น ๆ ไปหาท่านผู้ว่าการเขต “ท่านผู้ว่าการเขต ท่าน
ลืมนำไส้กรอกรมควันกับหมูรมควันไปด้วยเจ้าค่ะ”
ห่อสัมภาระหนักอึ้งถูกส่งยัดเข้ามาจนท่านผู้ว่าการเขตอันซุ่ย
เกือบจะหล่นลงจากรถม้า
ครั้นทรงตัวได้แล้ว รถม้าก็เริ่มเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว
เขาได้แต่แย้มยิ้มอย่างเอ็นดูพลางอวยพรให้เด็ก ๆ เหล่านี้เติบโต
โดยปลอดภัย
ณ ประตูเขต
ขบวนรถม้าของท่านผู้ว่าการเขตอันซุ่ยเลือนหายไปจากสายตา
สวี่โม่หันหลังกลับพร้อมกับน้องชายน้องสาวด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
จ่างเยี่ยนเอ่ยถามหลายครั้ง “พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรหรือ”
สวี่โม่ส่ายหน้า ไม่ต้องการเอ่ยสิ่งใดให้เหล่าน้อง ๆ ต้องเป็นกังวล
ทว่าจ่างเยี่ยนก็คาดเดาได้ไม่ผิดเพี้ยน “หรือว่าท่านผู้ว่าการเขต
คนต่อไปจะไม่นึกเอ็นดูพวกเรา?”
เขาพูดจบ บนรถม้าก็พลันเงียบสงัดลง
เมื่อเดินทางมาถึงเรือนดอกไม้ พวกเขากระโดดลงจากรถม้ามาก็
พลันพบกับป้าจางที่ยืนรออยู่หน้าประตูด้วยท่าทางร้อนใจ เมื่อนาง
เห็นเจียงเซิงก็รีบร้อนเข้ามาหา “แย่แล้วล่ะเจียงเซิง อากาศร้อน
เกินไป ไส้กรอกรมควันเน่าเสียไปมากแล้ว”
เหตุใดเรื่องร้าย ๆ จึงเกิดขึ้นพร้อมกันเช่นนี้นะ…
[1] การสอบจิ้นซื่อ : เป็นการสอบคัดเลือกหน้าพระพักตร์ ซึ่ง
จักรพรรดิจะเป็นผู้ทดสอบด้วยตัวเอง