พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 131 ว่าด้วยการแสวงหาผลประโยชน์
พูดถึงเรื่องนี้ การทำหมูรมควันครั้งแรกของพวกเขาทำในช่วง
เดือนสองถึงเดือนสาม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศยังเย็นอยู่
พอโรงผลิตเปิดกิจการก็เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศสดชื่น กว่าจะ
ใกล้ถึงฤดูร้อน กิจการของโรงผลิตก็จะหยุดลงอีกครั้ง
เมื่อคำนวณอย่างละเอียดแล้วจึงพบว่า พวกเขาไม่เคยทำหมู
รมควันและไส้กรอกรมควันในฤดูร้อน จนละเลยปัญหาเรื่องการเน่า
เสียที่เกิดจากอุณหภูมิของสภาพอากาศไป
แม้ว่าป้าจางจะจัดการอย่างรวดเร็ว โดยย้ายสินค้าไปยังสถานที่ที่
เย็นกว่าและใช้พัดช่วยระบายอากาศ แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความ
เสียหายของไส้กรอกรมควันนับร้อยชั่งได้
นางรู้สึกเสียใจมากในตอนนี้ “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ข้า
ควรจะรู้ว่าการทำหมูรมควันและไส้กรอกในฤดูร้อนจะเน่าเสียได้
ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง”
เมื่อรวมกับเรื่องของผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนใหม่ ยิ่งพาให้ทุกคน
ก้มหน้าลงด้วยความหดหู่
มีเพียงเจียงเซิงน้อยที่กะพริบอย่างตาสดใสพลางปลอบใจป้าจาง
“ไม่เป็นไรหรอกท่านป้า พี่รองต้องมีวิธีแก้ไขแน่นอน”
เจิ้งหรูเชียนที่กำลังขนส่งถั่วฝักยาวดองกลับไปยังเรือนดอกไม้
จามออกมาเสียงดัง
“มันจะยังมีวิธีอะไรอีก?” จางฉีเฉวียนก็มีสีหน้ากังวลเช่นกัน
“คุณชายรองคงตกลงร่วมมือกับเรือนโยวหรานไปแล้ว ถ้าโรงผลิตไม่
สามารถผลิตไส้กรอกรมควันได้มากตามจำนวนนั้น พวกเราจะทำ
อย่างไรดีเล่า”
ความร่วมมืออันดีระหว่างสองฝ่ายต้องอยู่บนพื้นฐานการตรงต่อ
เวลาและปริมาณที่ตกลงกันไว้ หากโรงผลิตผิดสัญญาก่อน การ
ร่วมมือกันในอนาคตก็จะเป็นไปได้ยาก
พวกเขารีบสร้างโรงผลิตขึ้นมา ก็เพราะหวังว่าจะสามารถทำ
กำไรมหาศาลจากไส้กรอกรมควัน แต่ผลลัพธ์คือสินค้าที่ผลิตใน
เดือนห้าถึงเดือนหกกลับเน่าเสีย พวกเขาไม่กล้าจินตนาการว่าไส้
กรอกรมควันที่ผลิตในเดือนเจ็ดถึงเดือนเก้าจะเป็นอย่างไร
หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในสามถึงสี่เดือนข้างหน้านี้ พวกเขาจะ
ไม่สามารถผลิตไส้กรอกรมควันได้ โรงผลิตก็จะกลายเป็นเพียงสิ่งไร้
ประโยชน์อีกครั้ง!
ตอนนี้จางฉีเฉวียนได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียใจ ป้าจาง
น ้าตาคลอเบ้า ส่วนพวกพี่ชายก็พากันเงียบกริบ
เจียงเซิงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก่อนเวลาที่พวกนางถูกเจ้าหน้าที่
เกาไล่ล่า ถูกนายอำเภอและภรรยาคอยกลั่นแกล้ง หรือกระทั่งตอนที่
สูตรหมูรมควันถูกเปิดเผยออกไป ก็ไม่เคยหดหู่เช่นนี้มาก่อน
เหตุใดเพียงแค่ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยจากไปกับปัญหาของไส้
กรอกรมควันเรื่องเดียว จึงทำให้ทุกคนหดหู่ขนาดนี้
หรือว่าเป็นเพราะพวกเขาคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาไปทีละเรื่อง จึง
ไม่สามารถรับมือกับการแก้ปัญหาที่เข้ามาพร้อมกันได้
แต่เมื่อก่อนตอนที่นางเร่ร่อนไปทั่ว ความเหน็บหนาวและความ
หิวโหยมักมาพร้อมกัน หากต้องการมีชีวิตรอด นางก็ต้องแก้ปัญหา
เรื่องอาหารและเรื่องเครื่องนุ่งห่มไปพร้อมกัน หากแก้ได้เพียงอย่าง
เดียว นางคงตายเพราะความหนาวเย็นหรือไม่ก็หิวตายไปแล้ว
เด็กหญิงน้อยพึมพำถามด้วยความสงสัย
สวี่โม่ที่อยู่ด้านข้างตกใจ และตระหนักได้ว่าตนเองไม่เฉลียว
ฉลาดเท่าน้องสาว แม้ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนใหม่จะสร้างความ
ลำบากให้พวกเขา ก็คงจะทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แต่เมื่อเทียบกับตอน
อยู่ในอำเภอเซี่ยหยางและไม่มีใครช่วยเหลือแล้ว ตอนนี้อย่างน้อย
พวกเขาก็ยังมีตระกูลหวังคอยสนับสนุน
ไม่มีใครอยากให้ปัญหาเกิดขึ้นกับไส้กรอกควัน แต่มันก็ต้องมี
วิธีแก้ไขเสมอ อย่างมากก็แค่ยอมสละเงินก้อนนี้ไป อย่างไรพวกเขาก็
ไม่ได้พึ่งพาเจ้าสิ่งนี้เพื่อหาเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
แล้วสิ่งใดทำให้พวกเขาหดหู่และท้อแท้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ
ความยากลำบากถึงสองอย่างพร้อมกัน?
เป็นเพราะพวกเขายังไม่ได้ประสบความล้มเหลวมากพอ จิตใจจึง
ยังไม่แข็งแกร่งและความคิดก็ยังไม่เติบโตมากพอ
อาจเป็นเพราะการศึกษาของพวกเขาเหนือกว่าน้องสาว การ
จัดการกับเรื่องราวต่าง ๆ ก็เหนือกว่าน้องสาว แต่ความคิดที่จะ
เผชิญหน้ากับความยากลำบากนั้นไม่มีวันเทียบเท่าน้องสาวได้
เมื่อต้องเผชิญกับความหิวโหยและความหนาวเหน็บ ความตายที่
อาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ การมองโลกในแง่ดีที่เจียงเซิงน้อยสั่งสมมานั้น
เหนือกว่าพวกเขาทั้งหมด
สำหรับนาง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกสิ่งก็ล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
แล้ว
พี่น้องชายทั้งสี่คนสบตากัน สายตาค่อย ๆ แน่วแน่ขึ้น
ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนใหม่จะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ ขอแค่
พวกเขาพี่น้องทั้งหกร่วมแรงร่วมใจกันก็ไม่ต้องหวั่นเกรงสิ่งใด!
ไม่นานนักเจิ้งหรูเชียนก็พาวังเสี่ยวซงกลับมา และเห็นไส้กรอก
รมควันที่เน่าเสียเกลื่อนพื้น
วังเสี่ยวซงทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว ในที่สุดก็นึกถึงลางสังหรณ์ที่
ตนเองละเลยไป เขาคุกเข่าลงกับพื้นโดยไร้เรี่ยวแรง
เสียงดังตุบนั้นทำเอาเจิ้งหรูเชียนตกใจสะดุ้ง
“คุณชาย ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ข้าลืมบอกพวกท่านว่าไส้
กรอกรมควันนี้ไม่สามารถทำช่วงหน้าร้อนได้ เพราะข้าไม่เคยเห็น
มารดาทำมันตอนหน้าร้อนเลย” เขาหลับตาพูดอย่างตื่นตระหนก
วังเสี่ยวซงคิดว่าจะต้องถูกด่าทอ แต่ไม่คาดคิดว่าเจิ้งหรูเชียน
เพียงแค่ส่ายหน้า “นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า”
“เป็นความผิดของข้า เป็นความผิดของข้าเอง” ป้าจางพูดน ้าตา
คลอ
เจิ้งหรูเชียนลูบคาง “ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น ทุกคนไม่ได้
ตั้งใจ ไม่ต้องโทษใครหรอก”
พูดจบ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าโรงผลิตเป็นของเจียงเซิงแล้ว จึงรีบหัน
ไปมองน้องสาวเพื่อขอความเห็น “ใช่หรือไม่ เจียงเซิงน้อย”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วหันไปปลอบป้าจางกับวัง
เสี่ยวซง “อย่ากังวลไปเลย พี่รองต้องแก้ปัญหาได้แน่นอน”
พี่รอง “…”
เขาเคยพูดแบบนั้นหรือ?
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจียงเซิงเข้ามาเกาะแขนเขาราวกับปลาหมึก
นางเหวี่ยงแขนเขาไปมาเบา ๆ พลางออดอ้อนว่า “พี่รองฉลาดและ
เก่งที่สุดแล้ว พี่รองจะช่วยโรงผลิตใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
หัวใจเจิ้งหรูเชียนอ่อนยวบลงทันที เขาเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว! เจ้าคิดว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาข้าจะเสียเวลาไป
โดยเปล่าประโยชน์หรือ”
เรื่องสำคัญคือก่อนหน้าที่เขาจะออกจากเขตอันสุ่ย เขาแค่ส่งไส้
กรอกรมควันไปให้เถ้าแก่ฮ่าวชิมเพียงไม่กี่ชั่งเท่านั้น ยังไม่ได้ตกลง
เรื่องความร่วมมือที่ชัดเจนอะไร
เขาทำเช่นนั้นเพื่อที่จะขอผลกำไรเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้กลับช่วย
ประหยัดความยุ่งยากของน้องสาวไปได้
แต่ด้วยนิสัยของเถ้าแก่ฮ่าว เกรงว่าเขาจะคิดว่าเจิ้งหรูเชียนโลภ
มากเกินไป จึงจงใจขึ้นราคา
เจิ้งหรูเชียนลูบคางพลางมองดูสินค้าเน่าเสียบนพื้น จากนั้นก็
ถามขึ้นว่า “ไส้กรอกเสียหายหมดทุกชิ้นเลยหรือ”
ป้าจางรีบเช็ดน ้าตาแล้วตอบว่า “ไม่ใช่ ยังมีอีกร้อยกว่าชั่งที่ตาก
แห้งแล้ว แม้อากาศจะร้อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำพวกมันไม่ได้
เลย แค่ต้องพัดวีให้เย็นลง ซึ่งมันยุ่งยากมาก”
เมื่อก่อนทำได้วันละสองร้อยชั่ง แต่ตอนนี้ทำได้มากสุดแค่วันละ
สิบชั่ง
มีคำกล่าวว่าของหายากย่อมมีค่า เวลานี้ไส้กรอกรมควันกลับ
เป็นของหายากถึงขนาดนี้แล้ว…
ดวงตาของเจิ้งหรูเชียนเบิกกว้าง จู่ ๆ เขาก็เกิดความคิดอันบ้าบิ่น
ขึ้นมา
ก่อนหน้านี้หมูรมควันทำกำไรไม่สูงนัก แต่เพราะอาศัยปริมาณที่
มากเป็นหลัก ทว่าไส้กรอกมีปริมาณการผลิตน้อย เหตุใดจึงไม่
สามารถเรียกร้องราคาที่สูงขึ้นได้
ในเมื่อเถ้าแก่ฮ่าวอาจเข้าใจผิดว่าเขาจะขึ้นราคา ถ้าเช่นนั้นก็ขึ้น
ราคามันให้สุด ๆ ไปเลย
เขาต้องการให้ไส้กรอกรมควันกลายเป็นอาหารชั้นสูงของเขต
อันสุ่ย ต้องการให้ โรงผลิตใช้ปริมาณสินค้าอันน้อยนิดนี้ ทำกำไรให้
ได้มากที่สุด
เจิ้งหรูเชียนยิ่งคิดยิ่งรู้สึกสนุก เขาหัวเราะอย่างโง่เขลาแล้วพุ่ง
ออกไปข้างนอก
วังเสี่ยวซงไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่เพราะต้องดูแลปกป้อง
เจ้านายจึงรีบเอ่ยทักทายน้องสาวอย่างเร่งรีบ แล้วตามหลังเจิ้งหรู
เชียนไป
“พี่รองเสียสติไปแล้วหรือ” เจียงเซิงรู้สึกกังวลเล็กน้อย “หากพี่
รองคิดหาวิธีไม่ออก ข้าก็จะไม่ตำหนิเขาหรอก โรงผลิตจะพังก็ปล่อย
ให้พังไปเถอะ แต่อย่าให้พี่รองของข้าต้องสติเลอะเลือนเลย”
สวี่โม่ยิ้มน้อย ๆ แล้วโน้มตัวลง “วางใจเถอะ พี่รองคงคิดวิธี
แก้ปัญหาได้แล้ว”
“จริงหรือ” เจียงเซิงรู้สึกงุนงง
“แน่นอน” สวี่โม่เอามือไพล่หลัง มองไปยังน้องชายอีกสามคน
“เรื่องไส้กรอกรมควัน เจ้ารองคงจัดการได้แล้ว ส่วนเรื่องท่านผู้ว่าการ
เขตอันสุ่ยก็ให้พวกเราจัดการ พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร”
ในครอบครัวนี้ ทุกคนต่างต้องทุ่มเทกำลังของตน
“แน่นอนพี่ใหญ่” ฟางเหิงยิ้มกว้าง “พวกข้าต้องการจะฝึกฝนอยู่
พอดี”
“พี่ใหญ่วางใจเถอะ” จ่างเยี่ยนยกยิ้มมุมปาก “ใช่ว่าท่านผู้ว่าการ
เขตคนใหม่จะทำอะไรตามใจชอบได้เสียหน่อย”
เวินจืออวิ่นไม่พูดอะไร เพียงเอียงศีรษะน้อย ๆ แล้วครุ่นคิดว่า
อิทธิพลของหมอคนหนึ่งในเขตอันสุ่ยนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหนกันนะ
แต่จู่ ๆ จ่างเยี่ยนก็หันกลับมา แล้วโน้มตัวกระซิบข้างหูของเขา
ดวงตาของเวินจืออวิ่นพลันเปล่งประกายทันที