พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 132 ดอกท้อของเจิ้งหรูเชียน
บนเส้นทางมุ่งสู่ร้านเรือนโยวหราน เจิ้งหรูเชียนคิดวิธีจะพูดคุย
กับเถ้าแก่ฮ่าวไว้แล้ว
เมื่อมาถึงร้าน เขาก็เดินเข้าไปในห้องส่วนตัวอย่างคุ้นเคย แล้ว
นั่งลงตรงข้ามเถ้าแก่ฮ่าว ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ว่า “โชคดี
จริง ๆ”
เถ้าแก่ฮ่าวหยุดคิดบัญชีแล้วเหลือบมองเขา “เป็นอะไรไป ถูกลูก
สาวบ้านไหนบังคับให้ไปสู่ขอหรือ”
มีแต่สวี่โม่เท่านั้นที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ส่วนเขาไม่ได้หล่อ
เหลาโดดเด่น ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่น และไม่ได้รูปโฉมสง่า
งามแบบนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า
เจิ้งหรูเชียนลอบถ่มน ้าลายลงพื้นสองที “เถ้าแก่ฮ่าวพูดเล่นอีก
แล้ว สาวบ้านไหนจะมาชอบข้ากัน”
“ก็ใช่ว่าจะไม่มีนะ” เถ้าแก่ฮ่าวดีดลูกคิดพลางพูดด้วยน ้าเสียง
ลึกซึ้ง “เจ้าคิ้วหนาตาโต จมูกโด่งปากกว้าง ท่าทางดูสง่าผ่าเผย คง
ถูกอกถูกใจพวกแม่ยายเป็นที่สุด”
“แม่ยายถูกใจแล้วจะมีประโยชน์อะไรเล่า ไม่มีลูกสาวบ้านไหนมา
ชอบข้าหรอกขอรับ” เจิ้งหรูเชียนไม่เห็นด้วยมาก ๆ
เมื่อเทียบกับสวี่โม่ จ่างเยี่ยน ฟางเหิงหรือเวินจืออวิ่น ใคร ๆ ก็รู้
ว่าคุณชายรองเจิ้งเป็นคนที่หน้าตาไม่โดดเด่นที่สุดแล้ว
แต่ไม่คิดว่าเถ้าแก่ฮ่าวจะหรี่ตามองเขาอย่างมีเลศนัย แล้วเอ่ยว่า
“ใครว่าไม่มี ก็ลูกสาวข้าชอบเจ้ามากทีเดียว”
“แค่ก ๆ ๆ” เจิ้งหรูเชียนเกือบสำลักชาตายไปแล้ว
จากนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ ว่าครั้งก่อนที่ไปส่งสินค้าให้เรือนโยว
หราน ดูเหมือนตนจะได้พบกับภรรยาของเถ้าแก่ฮ่าวด้วย ตอนนั้น
นางพาสาวน้อยร่างท้วมคนหนึ่งติดตามมา ใบหน้านางดูกลมเกลี้ยง
ราวกับพระจันทร์เต็มดวงจนมองไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ รู้เพียงว่านาง
เป็นบุตรสาวคนเดียวของเถ้าแก่ฮ่าว
ตอนนั้นเจิ้งหรูเชียนยังพูดเย้ยหยันไปสองสามประโยคว่า “เถ้าแก่
ฮ่าวกับภรรยารูปร่างผอม แต่ทำไมถึงให้กำเนิดบุตรสาวที่อ้วนพีแบบ
นี้กัน”
ดูเหมือนผลกรรมจะตามทันแล้ว
เจิ้งหรูเชียนตัวสั่นไปทั้งร่าง ปฏิเสธเสียงเบาว่า “ท่านพูดเล่นอีก
แล้ว ข้าไร้พ่อแม่ ไร้บ้านไร้อาชีพ ไม่มีความคิดจะแต่งงานเลย หวัง
เพียงว่าวันหน้าจะได้กลับบ้านเกิดอย่างสมเกียรติ จากนั้นก็ค่อยคิด
เรื่องคู่ครอง”
ความหมายแฝงของเขาก็คือ ‘ขอหาเงินก่อนแล้วค่อยหาภรรยา’
เถ้าแก่ฮ่าวยิ้มจนตาหยี ไม่พูดอะไรอีก
เจิ้งหรูเชียนจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วรีบเอ่ยเข้าเรื่องทันที
“ไส้กรอกรมควันที่ข้านำมาให้เถ้าแก่ฮ่าวชิมครั้งก่อนหมดแล้วหรือยัง
ขอรับ ครั้งนี้ข้าจะนำมาอีกสิบชั่ง หวังว่าเถ้าแก่ฮ่าวจะชอบ”
พูดจบ เขาก็สั่งให้วังเสี่ยวซงวางไส้กรอกลงบนโต๊ะ
เถ้าแก่ฮ่าวชะงัก ก่อนจะขมวดคิ้ว “แค่สิบชั่งเท่านั้นหรือ?”
สิบชั่งก็คงทำอาหารได้แค่ยี่สิบจาน แต่ร้านเรือนโยวหราน
ต้อนรับแขกอย่างน้อยร้อยคนต่อวัน
“ใช่แล้ว” เจิ้งหรูเชียนแกล้งโง่ “สิบชั่งคงพอให้เถ้าแก่ฮ่าวกินได้
ไปสักพัก”
เถ้าแก่ฮ่าวชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง แล้วยกยิ้มมุมปาก “ข้าขอ
ขอบใจแทนเซียงเซียงด้วย นางชอบกินไส้กรอกรมควันที่สุดแล้ว”
ขนทั้งตัวของเจิ้งหรูเชียนพลันลุกชัน
เขามาในฐานะพ่อค้านะ ไม่ใช่มาในฐานะลูกเขย เถ้าแก่ฮ่าว
เข้าใจผิดแล้ว
โชคดีที่เมื่อเขาคิดอีกที คนแก่เจ้าเล่ห์อย่างเถ้าแก่ฮ่าวจะเข้าใจ
ผิดไปได้อย่างไร ชัดเจนว่าคงใช้ฮ่าวเซียงเซียงเป็นเบี้ยในเกมนี้
ต่างหาก
ถ้าเจิ้งหรูเชียนตกใจจนวิ่งหนีไปตอนนี้ ก็เท่ากับเขาเป็นฝ่ายแพ้
แล้ว!
แม้ว่าฮ่าวเซียงเซียงจะตัวโตกว่าเขาถึงสองเท่า คุณชายรองเจิ้งก็
ยังยิ้มและโค้งคำนับให้ “สิ่งสำคัญที่สุดคือเถ้าแก่ฮ่าวมีความสุข
ขอรับ”
หลังจ่ายเงินค่าถั่วฝักยาวเสร็จ นายบ่าวทั้งสองก็เดินออกจาก
เรือนโยวหรานอย่างองอาจ
การกลับมาเขตอันสุ่ยครั้งนี้ เขาขนถั่วฝักยาวดองมาถึงห้าร้อย
ชั่งเต็ม ๆ เพื่อส่งให้เรือนโยวหรานในเขตสองร้อยชั่ง ให้เรือนโยว
หรานในอำเภอเซี่ยหยางหนึ่งร้อยชั่ง ส่วนที่เหลืออีกสองร้อยชั่งก็เก็บ
ไว้ที่เรือนดอกไม้ก่อน
เมื่อขายสินค้าสองร้อยชั่งที่เก็บไว้หมดแล้ว ถั่วฝักยาวของ
หมู่บ้านสิบลี้ก็น่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้
“คุณชาย ท่านไม่กลัวว่าเถ้าแก่ฮ่าวจะไม่รับไส้กรอกรมควันของ
พวกเราหรือ?” วังเสี่ยวซงถามด้วยความเป็นห่วง
ความจริงแล้วสิ่งที่เขาอยากถามมากที่สุดคือ เจิ้งหรูเชียนไม่กลัว
ว่าเถ้าแก่ฮ่าวจะอยากให้เขาเป็นลูกเขยจริง ๆ หรือ
เจิ้งหรูเชียนไม่ได้ยินความหมายที่แอบแฝงนั้น เขายิ้มกว้างพลาง
กล่าวว่า “สินค้าที่ดีไม่กลัวการแอบซ่อน ตอนนี้ไส้กรอกของพวกเรา
เป็นของดีเพียงหนึ่งเดียวในเขตอันสุ่ยแล้ว”
ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอดทนไปได้นานกว่ากัน
หากคำนวณดูแล้ว ไส้กรอกรมควันสิบชั่งก็น่าจะยังขายได้อีก
อย่างมากก็สองวัน
หลังจากนั้น ลูกค้าที่ต้องการไส้กรอกก็จะมีมากขึ้น เถ้าแก่ฮ่าว
จำเป็นต้องมาเจรจาตกลงเรื่องราคากับเขาแน่นอน
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกดีใจนัก ในหัวเต็มไปด้วยความคิดเรื่องการ
กำหนดราคาไส้กรอกรมควัน
จะคิดชั่งละสองร้อยเหวินหรือสามร้อยเหวินดีนะ
เนื้อหมูราคาชั่งละห้าเหวิน นำมาทำไส้กรอกและขายไปชั่งละสอง
ร้อยเหวิน หากเจียงเซิงรู้เข้าก็ต้องกล่าวโทษว่าเป็นพ่อค้าที่เอาเปรียบ
ที่สุดแล้ว
สองวันต่อมา
เรือนโยวหรานส่งคนมาจริง ๆ พวกเขาเชิญเจิ้งหรูเชียนไปยังห้อง
ส่วนตัวอย่างนอบน้อม
เถ้าแก่ฮ่าวนั่งอยู่ที่เดิม พลางขมวดคิ้วเอ่ยถามว่า “เจ้าตอบมา
ตามตรง ไส้กรอกรมควันนี้ขายอย่างไร?”
“ไม่ขาย” เจิ้งหรูเชียนตอบอย่างเด็ดขาด
สีหน้าของเถ้าแก่ฮ่าวแข็งค้างทันที
เจิ้งหรูเชียนไม่กลัวเขา พับแขนเสื้อขึ้นพลางกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่า
ข้าไม่ขายให้เรือนโยวหราน แต่ช่วงฤดูร้อนไม่อาจผลิตสินค้าได้จริง
ๆ ข้าทำไปสองร้อยกว่าชั่ง ล้วนเสียหายทั้งหมด”
ได้ฟังเช่นนั้น สีหน้าของเถ้าแก่ฮ่าวจึงผ่อนคลายลง “แล้วสิบชั่งที่
เจ้าให้ข้ามาจากที่ไหนกัน?”
เจิ้งหรูเชียนตอบอย่างซื่อตรงว่า “ข้าทำไส้กรอกรมควันไว้หลาย
สิบชั่งตั้งแต่ต้นปี แต่ส่งไปให้คนนั้นคนนี้บ้าง ตอนนี้เหลืออยู่ไม่มาก
แล้ว”
แม้จะเป็นคำโกหก แต่ใบหน้าของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความ
จริงใจ พาให้ผู้คนเชื่อถือได้โดยไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า” เถ้าแก่ฮ่าวแสดงสีหน้ากังวล “ลูกค้า
ประจำหลายท่านของร้านเรือนโยวหรานชื่นชอบข้าวผัดไส้กรอก ทุก
ครั้งที่มาก็ต้องสั่ง ตอนนี้พวกเขาผิดหวังไปสองครั้งแล้ว พวกเขาบอก
ว่าถ้ายังมาเสียเที่ยวอีกจะรื้อเรือนโยวหรานทิ้ง”
เหล่าผู้สูงศักดิ์เป็นคนที่ไม่ควรไปขัดเคืองใจ หากพวกเขาพูดว่า
จะรื้อ ต่อให้จะรื้อไม่ได้จริง ๆ ก็จะสร้างความวุ่นวายให้เรือนโยวหราน
จนอยู่ไม่เป็นสุขแน่
เถ้าแก่ฮ่าวรู้สึกกังวลมาก
เจิ้งหรูเชียนถามด้วยความสงสัยว่า “ข้าวผัดไส้กรอกนี้ราคาจาน
ละเท่าไหร่”
เถ้าแก่ฮ่าวไม่ได้ตอบ แต่พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้าง ๆ พูดแทรก
ขึ้นมาว่า “จานละสองตำลึง”
เจิ้งหรูเชียนเบิกตาโตด้วยความตกใจ หัวใจในอกเต้นรัวดังตึก
ตัก
ข้าวผัดไส้กรอกหนึ่งจานใช้ไส้กรอกรมควันเพียงเล็กน้อย แต่
กลับขายได้ถึงสองตำลึง!
เขาคิดอยู่เลย ว่าสำหรับไส้กรอกหนึ่งชั่งของเขา จะขายสักสอง
ร้อยเหวินหรือสามร้อยเหวินดี
เมื่อเทียบกับเรือนโยวหรานแล้ว เขาช่างเป็นคนใจบุญนัก
เห็นเถ้าแก่ฮ่าวยิ่งร้อนใจ เจิ้งหรูเชียนจึงไอสองครั้งแล้วกล่าวว่า
“หากไม่ไหวจริง ๆ ข้าจะเค้นออกมาให้พวกท่านสักหน่อย”
เถ้าแก่ฮ่าวหันขวับมา ส่วนพี่ชายเสี่ยวเอ้อร์อดบ่นไม่ได้ว่า “คง
ขึ้นราคาตามใจชอบอีกแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนไม่รู้สึกละอายใจแม้แต่น้อย ของหายากย่อมมีมูลค่า
ใครร้อนใจก็ต้องจ่ายราคาสูง
เรือนโยวหรานก็สามารถไม่ขอซื้อได้
เถ้าแก่ฮ่าวจ้องมองเจิ้งหรูเชียนครู่ใหญ่ จนหนุ่มน้อยรู้สึกขนลุก
ในใจ แล้วยิ้มบาง ๆ “ราคาเท่าไหร่”
เจิ้งหรูเชียนยื่นมือออกไปหนึ่งข้าง
“ห้าสิบเหวิน?” พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์เอ่ยด้วยความประหลาดใจ
เจิ้งหรูเชียนกลับส่ายหน้า “ห้าร้อยและมีให้เพียงห้าสิบชั่งเท่านั้น
หากต้องการ ข้าจะส่งไปให้”
เด็กคนนี้ช่างเจ้าเล่ห์จริง ๆ
เถ้าแก่ฮ่าวสมควรจะโกรธ ความจริงเขาก็ไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เมื่อ
นึกถึงการเปลี่ยนแปลงของเจิ้งหรูเชียนในสองปีนี้ เขาก็อดยิ้มไม่ได้
เขาหัวเราะก่อนจะตบโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ตกลง!”
ห้าร้อยเหวินต่อหนึ่งชั่ง ห้าสิบชั่งก็คือยี่สิบห้าตำลึง
เมื่อจ่ายเงินก็พร้อมรับสินค้า
หลังเจิ้งหรูเชียนรับเงินและจากไป เสี่ยวเอ้อร์ก็ถามว่า “เถ้าแก่รู้
ว่าเขาจะขึ้นราคา แล้วทำไมถึงยอมร่วมมือกับเขาได้ล่ะขอรับ”
เถ้าแก่ฮ่าวลูบเคราของตนเอง ยกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้อแรก เรือน
โยวหรานต้องการไส้กรอกรมควันจริง ๆ ข้อสอง ข้ารู้สึกว่าเจ้าเด็กคน
นี้ฉลาดมาก ข้ายิ่งมองก็ยิ่งเห็นความเหมาะสมของเขากับเซียงเซียง”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
เจิ้งหรูเชียนที่เพิ่งเดินออกจากเรือนโยวหราน จู่ ๆ ก็ได้ยิน
น ้าเสียงอันไพเราะอ่อนหวานเรียกมาว่า “พี่ชายเจิ้ง…”
เขาเงยหน้าขึ้นมอง จากนั้นก็เหมือนเห็นกำแพงตั้งอยู่ตรงหน้า