พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 133 เจ้าสามปีศาจร้าย
ฮ่าวเซียงเซียงได้รับข่าวมานานแล้ว นางจึงรอคอยอย่างว่าง่าย
อยู่หน้าประตูเรือนโยวหราน เพื่อหวังจะสร้างความสัมพันธ์กับเจิ้งหรู
เชียน
แม้นางจะไม่ได้ชอบเด็กหนุ่มยากจนคนนี้มากนัก แต่บิดาชมว่า
เขาฉลาดรอบคอบ มารดาก็ชมว่าเขาซื่อสัตย์ยุติธรรม เป็นคนที่มี
แววเรื่องทำการค้า อีกทั้งยังเป็นคนเรียบง่าย เขาจะต้องดูแลนางเป็น
อย่างดีแน่นอน
เมื่อได้พบเขาที่เรือนโยวหรานในภายหลัง นางก็รู้สึกว่าเขาดูสง่า
งามพอสมควร จึงตั้งใจสร้างความสัมพันธ์ไว้
แม้แต่คำว่า “พี่ชายเจิ้ง” ก็เป็นน ้าเสียงอ่อนหวานที่นางฝึกมาสิบ
กว่าครั้งที่บ้าน จนได้น ้าเสียงที่อ่อนโยนและเย้ายวนใจในที่สุด
แต่พอเจิ้งหรูเชียนได้ยิน มันกลับเป็นเหมือนเสียงฟ้าผ่า
เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างหวาดหวั่น ฮ่าว
เซียงเซียงสูงพอ ๆ กับตน แต่ร่างกายใหญ่กว่าสองเท่า ริมฝีปากบน
ล่างของเขากระทบกันไม่หยุด “ฮ่าว… เอ่อ…คุณหนูฮ่าว…”
“เจ้าเรียกข้าว่าเซียงเซียงก็พอ” แม้สาวน้อยวัยสิบห้าจะมีใบหน้า
กลมดั่งจันทร์เต็มดวง แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเขินอาย “ท่าน
พ่อบอกว่าเจ้าตั้งใจมารอข้าที่เรือนโยวหราน เพียงเพื่อให้พบหน้าข้า
สักครั้ง ตอนนี้เซียงเซียงมาแล้ว เจ้าจะชวนข้าไปเดินเล่นที่ถนน
ตะวันออกหรือไม่?”
ถนนตะวันออกเป็นถนนสายหนึ่งทางตะวันออกของเขต ที่นั่นมัก
ขายสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ราคาไม่แพง และเป็นที่โปรดปรานของหญิง
สาว
หยกประจำตัวของหวังหมิงอวี่ก็ซื้อมาจากที่นั่น
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ! ประเด็นสำคัญคือใครเป็นคนตั้งใจ
มารอนางอยู่ที่นี่? และใครที่มาเพียงเพื่อได้พบหน้านางสักครั้ง?
เจิ้งหรูเชียนทั้งโศกเศร้าและโกรธแค้น เขาพึมพำว่า “เถ้าแก่ฮ่าว!
เจ้าจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้จะยอมตกลงทำการค้าอย่างง่ายดายแบบนั้นได้
อย่างไร ที่แท้ก็มีคนรออยู่ตรงนี้นี่เอง”
ทว่าเพิ่งตกลงกันไปหมาด ๆ เขาย่อมไม่มีโอกาสเปลี่ยนใจ และ
ยิ่งไม่อาจทำให้ฮ่าวเซียงเซียงขุ่นเคืองโดยไม่ระมัดระวังได้
เจิ้งหรูเชียนได้แต่ขบคิดอย่างหนัก ค้นหาถ้อยคำอย่างละเอียด
แล้วกล่าวอย่างอ้อมค้อมว่า “บ้านข้ายังมีน้องชายน้องสาวที่ยังเล็กอยู่
เกรงว่าจะไม่สามารถไปเดินเล่นที่ถนนตะวันออกกับท่านได้”
“บ้านเจ้ามีน้องชายน้องสาวด้วยหรือ” ฮ่าวเซียงเซียงทำหน้าไร้
เดียงสา “เจ้าวางใจได้ ต่อไปเซียงเซียงจะเป็นพี่สะใภ้ที่เก่งกาจ ช่วย
เจ้าดูแลน้องชายน้องสาวเอง”
เจิ้งหรูเชียนชะงักอีกครั้ง
เหตุใดฮ่าวเซียงเซียงจึงไม่น่ารำคาญเหมือนหนิวเซียนเซียน ถ้า
เป็นเช่นนั้นเขาก็จะสามารถสลัดนางทิ้งไปอย่างไม่เกรงใจ แทนที่
จะต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายจิตใจของหญิงสาว
ผู้แสนดี
“คือว่าแม่นางฮ่าว” เขาพูดติดอ่าง “ข้ายังอายุน้อย ยังไม่คิดเรื่อง
การแต่งงาน อย่างน้อยคงต้องรอให้เลยวัยสิบห้าปีก่อน”
ฮ่าวเซียงเซียงพยักหน้าครุ่นคิด “ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะรอ
จนกว่าเจ้าจะอายุสิบเจ็ด”
เจิ้งหรูเชียนล้มทั้งยืน
วังเสี่ยวซงที่ยืนอยู่ด้านหลังยกมือปิดหน้าอย่างทนไม่ไหว ในใจ
เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อคุณชาย
ในที่สุดเจิ้งหรูเชียนก็รวบรวมสติได้ และกล่าวอย่างจริงจังอีกครั้ง
“คุณหนูฮ่าวกำลังเข้าใจผิดแล้ว หรูเชียนไม่อาจทำให้อนาคตของ
ท่านต้องเสียเปล่า ข้าหวังเพียงว่าคุณหนูฮ่าวจะได้พบกับคู่ครองที่
แท้จริงในวันหน้า”
พูดจบ เขาก็ไม่รอให้ฮ่าวเซียงเซียงตอบรับ รีบคำนับให้นางแล้ว
หนีไปทันที
วังเสี่ยวซงวิ่งตามหลังเขามาราวกับกำลังหนีภัยอันตราย
แต่เมื่อวิ่งไปไกลแล้ว ทั้งสองก็ยังได้ยินเสียงร้องของฮ่าวเซีย
งเซียงว่า “ท่านพ่อท่านแม่ของข้าบอกว่าเจ้าคือคู่ครองในอุดมคติของ
ข้า”
โชคดีที่วันนี้สวมรองเท้ากันลื่นที่ป้าจางทำให้ ไม่อย่างนั้นเจิ้งหรู
เชียนคงจะสะดุดล้มจนฟันหน้าหลุดไปสองซี่แน่นอน
พวกเขากลับมายังเรือนดอกไม้อย่างหมดท่า
คุณชายรองเจิ้งที่ออกจากบ้านไปอย่างร่าเริง แต่กลับมาใน
สภาพที่ดูไม่ได้เลยสักนิด
จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นกำลังปรึกษาอะไรบางอย่างกันอยู่ เมื่อ
เห็นสภาพเช่นนี้ของพี่รอง ทั้งคู่ก็ลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจ “พี่
รอง ท่านถูกสุนัขป่าไล่มาหรือ”
เจิ้งหรูเชียนทำท่าถ่มน ้าลายลงพื้นเบา ๆ “ถุย ถุย ถุย อย่าพูดจา
เหลวไหลนะ!”
แม้ว่าฮ่าวเซียงเซียงจะมีรูปโฉมไม่ถึงกับงดงาม แต่แค่นางมีจิตใจ
เมตตายอมดูแลน้องชายน้องสาว ก็ไม่ควรดูหมิ่นคนอื่นด้วยวิธีแบบนี้
“คุณชายถูกหญิงสาวสนใจเข้าแล้ว” วังเสี่ยวซงพูดแทรกขึ้นมา
จ่างเยี่ยนอ้าปากกว้างสบตากับเวินจืออวิ่น จากนั้นทั้งสองต่างก็
สงบเสงี่ยมลง
แต่กลับเป็นฟางเหิงที่ถือกระบองไม้เข้ามา พูดติดตลกว่า “พี่รอง
ยังเก่งกาจเหมือนเดิม พวกเรายังไม่มีพี่สะใภ้ใหญ่ด้วยซ ้า แต่กำลังจะ
มีพี่สะใภ้รองแล้ว”
เจียงเซิงน้อยที่อุ้มไส้กรอกรมควันอยู่ได้ยินเพียงท้ายประโยค จึง
กระโดดเข้ามาหา “พี่สะใภ้รอง? พี่สะใภ้รองคนไหน? พี่รองเก่งขนาด
นี้เลย?”
คนทั้งครอบครัวต่างหัวเราะขึ้นมา
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่จ้องมองฟางเหิงอย่างน้อยใจ ในใจเต็มไป
ด้วยความคับแค้นจนพูดไม่ออก
ทั้งที่มีพี่ใหญ่ที่อ่อนโยนดั่งหยก มีเจ้าสามที่องอาจ แล้วทำไมเขา
ที่เป็นแค่พ่อค้าธรรมดาคนนี้ถึงถูกจับตามองนัก แน่นอนว่าต้องเป็น
เพราะฮ่าวเซียงเซียงไม่เคยเห็นพี่ใหญ่กับเจ้าสาม ไม่อย่างนั้นนาง
จะต้องเปลี่ยนใจไปหลงรักคนอื่นแน่
เดี๋ยวก่อนนะ…
คุณชายรองเจิ้งจ้องมองฟางเหิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการ
ประเมินและคำนวณ จนทำให้ฟางเหิงรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
“พี่รอง ท่านกำลังคิดอะไรอยู่?” เจ้าสามยกมือกอดตัวเอง “พวก
เราเป็นพี่น้องกันนะ”
“พวกเราเป็นพี่น้องกันจริง ๆ” เจิ้งหรูเชียนยิ้มน่าขนลุก “น้องชาย
คนดี พี่รองมีปัญหาแบบนี้ เจ้าไม่ควรยื่นมือเข้าช่วยหรือ?”
ฟางเหิงขมวดคิ้ว
เจิ้งหรูเชียนโอบไหล่เขาและดึงไปมุมห้องพลางกระซิบกระซาบ
ไม่นานฟางเหิงก็เงยหน้าด้วยความตกใจ “ทำไม่ได้! ทำไม่ได้
เด็ดขาด!”
บุรุษจากตระกูลที่ดีจะทำเรื่องหลอกลวงเช่นนั้นได้อย่างไร
เจิ้งหรูเชียนไม่ตื่นตระหนก ค่อย ๆ จัดเสื้อผ้าของตนอย่างใจเย็น
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าต้องการหาอาวุธแทนกระบองไม้? ในสนามรบล้วน
เป็นอาวุธจริงทั้งนั้น เจ้าถือกระบองไม้คงจะใช้ไม่ถนัดสินะ”
สีหน้าของฟางเหิงพลันแข็งค้างทันที
นี่เป็นปัญหาที่เขากังวลมาระยะหนึ่งแล้ว ราชวงศ์ต้าอวี๋แตกต่าง
จากราชวงศ์อื่น พวกเขาควบคุมอาวุธต่าง ๆ อย่างเข้มงวด ชาวบ้าน
ธรรมดาไม่มีสิทธิ์ครอบครอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงดาบหรือกระบี่ที่ยิ่งไม่มี
ทางหาซื้อได้เลย
ในตอนนั้นพวกเขาแย่งชิงอาวุธจากเจ้าหน้าที่เกามาได้หนึ่งเล่ม
แต่น่าเสียดายที่ต้องส่งมอบมันไปเป็นหลักฐานแล้ว
จนถึงตอนนี้ ฟางเหิงกับผู้ติดตามทั้งแปดของเขา ยังต้องถือ
กระบองฝึกฝนกันเท่านั้น
แม้จะดูน่าเกรงขาม แต่ก็ยังขาดความคมกริบของอาวุธ
“พี่รองมีหนทางหรือ?” แม้ฟางเหิงจะตื่นเต้น แต่ก็ไม่ลืมจะเตือน
พี่ชายว่า “พวกเราไม่อาจฝ่าฝืนกฎหมายของราชวงศ์ได้ ต้องได้มา
ด้วยหนทางที่ถูกต้องเท่านั้น”
“เจ้าวางใจได้” เจิ้งหรูเชียนตบอกรับรอง “พี่รองจะทำเรื่องผิด
กฎหมายได้อย่างไร? เร็วเข้า จัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จก่อนเถอะ”
ถึงแม้ฟางเหิงจะมีสีหน้าลังเล แต่ก็ยังพยักหน้ารับปากเขา
ทั้งสองคนกระซิบกระซาบอยู่พักหนึ่งกันแล้วจากไป
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนพูดคุยกันเบา ๆ “พี่รองจะให้พี่สามทำ
อะไร?”
จ่างเยี่ยนเอียงศีรษะครุ่นคิดสักครู่ แล้วกระซิบตอบว่า “คงจะเป็น
การโยนปัญหาให้ผู้อื่นกระมัง”
เขตอันสุ่ย ถนนตะวันออก
ฮ่าวเซียงเซียงไม่สามารถมากับเจิ้งหรูเชียนได้ จึงพาสาวใช้ออก
เที่ยวเล่นเอง นางเลือกผ้าเช็ดหน้าปักลาย พลิกดูถุงใส่ของที่ทำจาก
ไม้ไผ่เขียว และหยุดยืนที่แผงแกะสลักอักษรบนหยก
จากนั้นนางก็ซื้อน ้าตาลปั้นเล็ก ๆ มาหนึ่งอัน
ขณะกำลังป้อนเข้าปากอยู่นั้น กลับมีใครบางคนที่รีบร้อน เดิน
มาชนสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังนาง
สาวใช้กรีดร้องเสียงดัง ล้มทับหลังคุณหนูของนางทันที
ฮ่าวเซียงเซียงตกใจมาก โชคดีที่แผ่นหลังของนางกว้างและหนา
พอจะรับแรงกระแทกจากสาวใช้ แต่เพราะข้อศอกยันพื้นไม่มั่นคง ทำ
ให้น ้าตาลปั้นในมือร่วงลงพื้น
เห็นได้ชัดว่าน ้าตาลปั้นที่สภาพยังสมบูรณ์และยังไม่ได้ลิ้มรสสัก
คำกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ทว่าชั่วพริบตานั้น เงาร่างหนึ่งก็วิ่งมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเจอสิ่งกีด
ขวางก็ใช้สองมือพลิกตัวกระโดดข้ามไปอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าช่าง
งดงามดั่งมังกรเหาะเหิน รับน ้าตาลปั้นที่กำลังจะตกถึงพื้นเอาไว้ได้
ฮ่าวเซียงเซียงยังไม่หายตกใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองตามนิ้วมือ
เรียวยาวผุดผ่อง ก็เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เปี่ยมด้วยพละกำลังและ
ความสดใส ริมฝีปากแดงเรื่อกับฟันขาวสะอาด
คิ้วของเขาโก่งสูงแสดงถึงความองอาจกล้าหาญ สันจมูกโด่ง ริม
ฝีปากสีชมพู เมื่อรวมกับใบหน้าที่เรียบเนียนของเขา ก็ทำให้เขาดูมี
ความดื้อรั้นอยู่บ้าง
อีกทั้งรูปร่างของเขาสูงโปร่ง มือเท้าว่องไว ความสามารถในการ
รับน ้าตาลปั้นนั้นช่างคล่องแคล่วเหลือเกิน…
ใบหน้าของฮ่าวเซียงเซียงแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“แม่นาง น ้าตาลปั้นของเจ้า” ฟางเหิงพยายามเค้นเสียงทุ้มต ่าและ
เร้าใจออกมา