พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 134 สำนักแพทย์เปิดกิจการ
ใบหน้าของฮ่าวเซียงเซียงยิ่งแดงขึ้น สองมือซ่อนไว้ด้านหลัง
ปลายนิ้วแตะกันไปมา
“แม่นาง น ้าตาลปั้นของเจ้า” ฟางเหิงคิดว่านางหูตึง จึงเปล่งเสียง
ดังขึ้นและพูดอีกครั้ง
ฮ่าวเซียงเซียงพลันรู้สึกตัวราวกับตื่นจากความฝัน รับน ้าตาลปั้น
ไปอย่างระมัดระวัง “ขอบคุณคุณชาย”
“ไม่เป็นไร” ฟางเหิงยิ้มพลางพยักหน้า แล้วเดินจากไปด้วย
ท่วงท่าสง่างาม
ฮ่าวเซียงเซียงเหม่อลอยมองตาม จากนั้นก็กัดน ้าตาลปั้นจน
แหลกละเอียด
ในคืนนั้น เมื่อเถ้าแก่ฮ่าวกลับถึงบ้าน บุตรสาวคนเดียวของเขาก็
เริ่มอาละวาด “ท่านพ่อ ข้าไม่ชอบคุณชายเจิ้งแล้ว”
“เจ้าไม่ชอบเขา แล้วเจ้าชอบใคร?” เถ้าแก่ฮ่าวจ้องตาเขม็ง
“ชอบ…ข้าชอบคุณชายที่มีวรยุทธ์แข็งแกร่ง” ใบหน้าของฮ่าว
เซียงเซียงแดงเรื่อ
เถ้าแก่ฮ่าวรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างเหลือเชื่อ แค่พบพานเพียงครั้งเดียว
ก็ชอบพอคนอื่นแล้วหรือ?
แต่บุตรสาวของเขานั้นเอาแต่ใจ หากนางต้องการดวงจันทร์บน
ฟากฟ้า เถ้าแก่ฮ่าวก็ยินดีจะไปเด็ดมาให้
วันถัดมา เจิ้งหรูเชียนนำไส้กรอกรมควันมาส่ง
เถ้าแก่ฮ่าวกล่าวขอโทษเขาด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า “เมื่อ
วานเซียงเซียงทบทวนดูแล้ว นางรู้สึกว่าพวกเจ้าสองคนไม่เหมาะสม
กัน แต่เจ้าวางใจได้ เรื่องนี้จะไม่มีผลกระทบกับข้อตกลงระหว่างพวก
เรา”
แม้ในใจเจิ้งหรูเชียนจะรู้สึกเบิกบาน แต่ก็ต้องแสดงสีหน้าเสียดาย
และเห็นอกเห็นใจอย่างสุดความสามารถ
พอออกมาจากเรือนโยวหราน เขาก็โบกมือแล้วพูดว่า “ไป ไปดู
เรื่องสนุกกัน”
ฟางเหิงไม่ใช่คนที่มีความอดทนนัก เจิ้งหรูเชียนก็ไม่อยากเอา
น้องสามไปเป็นเครื่องบูชายัญ
ในเมื่อปลาติดเบ็ดแล้ว สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือทำให้ปลาหัวโต
หวาดกลัวและทิ้งเหยื่อหนีไปเอง
ดังนั้น ในตรอกเล็ก ๆ ใกล้เรือนโยวหรานจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ขึ้น
คุณชายฟางที่ภายนอกแต่งตัวสง่างาม พอเข้ามาในตรอก ก็จะ
กลายเป็นคนโหดเหี้ยมทันที เขาทุบตีคนบริสุทธิ์ที่เดินไปผ่านมา
อย่างไร้ปรานี ตีจนกระทั่งไม้กระบองหักไปสองอันแล้ว
ภาพนี้ทำเอาฮ่าวเซียงเซียงที่แอบตามมาเข้ามาตรงปากทาง
ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยไปจากร่าง
พอคนบริสุทธิ์กระอักเลือดออกมา ฟางเหิงก็หันกลับมาด้วย
ท่าทางน่าขนลุก ราวกับพร้อมจะทุบตีรายต่อไปได้ทุกเมื่อ
ฮ่าวเซียงเซียงตกใจจนกรีดร้อง ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แล้ววิ่งกลับ
เรือนโยวหรานไปอย่างรวดเร็ว
ในตรอกจึงเงียบสงบลงชั่วครู่
ไม่นานฟางเหิงกลับมามีสีหน้าปกติ ทั้งยังช่วยดึงเจียงซานที่นอน
อยู่บนพื้นและกำลังพ่นเลือดขึ้นมา
เขาหันไปมองเจิ้งหรูเชียนที่กำลังมีสีหน้ายินดี จากนั้นก็ยกมือทั้ง
สองข้างขึ้น กล่าวว่า “ค่าตอบแทนของข้า”
หากไม่ใช่เพราะอาวุธทั้งเก้าเล่มนั้น เขาคงไม่ยอมทำเรื่องแบบนี้
“วางใจเถอะ ๆ ข้าส่งไปที่บ้านแล้ว” เจิ้งหรูเชียนยิ้มกว้างอย่าง
แช่มชื่น
หลังจากเหตุการณ์นี้ เถ้าแก่ฮ่าวคงไม่กล้าอ้าปากถามหาลูกเขย
อีกแล้ว
ทุกคนกลับมาที่เรือนดอกไม้
นอกจากเจียงซานแล้ว ผู้ติดตามอีกเจ็ดคนกำลังนั่งยอง ๆ อยู่
หน้าอาวุธหลายเล่ม ต่างพากันพึมพำด้วยดวงตาเป็นประกาย
ฟางเหิงมีสีหน้าตื่นเต้น รีบวิ่งเข้าไปสองสามก้าว แล้วหยิบอาวุธ
ขึ้นมาเล่มหนึ่ง แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง เขาก็อุทานด้วยความตกใจ
“มีดพร้า?”
ที่บอกว่าเป็นอาวุธคมกริบ ทำไมถึงกลายเป็นมีดพร้าที่บิ่นง่ายไป
ได้?
เจ้าสามหันกลับมามองด้วยความกรุ่นโกรธ
เจิ้งหรูเชียนพูดเก้อเขิน “นี่เป็นสิ่งที่ข้าต้องลำบากลำบนกว่าจะ
ซื้อมาได้ แค่มีดพร้าจะมีปัญหาอะไร มันยังดีกว่ากระบองไม้ของเจ้า
นะ”
หากทางการมาสอบสวน พวกเขาทั้งเก้าคนก็ต้องขึ้นเขาไปตัด
ฟืน เพื่อพิสูจน์ว่าการซื้อมีดแบบนี้มาไม่ได้ผิดกฎหมาย
“พี่รอง!” ฟางเหิงโมโหจนตาเหลือก คว้ามีดวิ่งไล่ตามเขา “ท่าน
หลอกข้า หลอกให้ข้าทำเรื่องแบบนั้นเพื่อท่าน…”
เจิ้งหรูเชียนวิ่งหนีสุดฝีเท้า มุดเข้าไปในโรงผลิตอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะชนเข้ากับจางฉีเฉวียนที่กำลังเดินออกมาพอดี
ในชั่วพริบตานั้น เรือนดอกไม้ก็วุ่นวายไปหมด
จ่างเยี่ยนกับเวินจืออวิ่นไม่อยากพัวพันด้วย จึงค่อย ๆ ย่อง
ออกไปข้างนอก
ไม่กี่วันมานี้ เด็กน้อยทั้งสองวางแผนจะเปิดสำนักแพทย์
ร้านค้าเป็นสถานที่ที่จ่างเยี่ยนฝากหวังฝูเฟิงเป็นคนเลือกให้ มัน
ตั้งอยู่ที่สี่แยกทางเหนือสุดของถนนตะวันออก แม้ค่าเช่าจะสูงกว่า
เล็กน้อย แต่ทำเลนั้นยอดเยี่ยมและทุกอย่างสะดวกสบาย
ตอนแรกเวินจืออวิ่นยังกังวลอยู่บ้าง “ข้าแค่เปิดสำนักแพทย์
เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ทำเลดี ๆ เช่นนี้ เลือกมุมถนนที่เงียบสงบสัก
แห่งก็พอแล้ว”
ไม่ต้องพูดถึงเขา แม้แต่สำนักแพทย์ของท่านหมออู๋ก็ยังไม่ได้
เลือกทำเลบนถนนที่คึกคักเลย
แต่จ่างเยี่ยนกลับกล่าวอย่างจริงจังว่า “พี่สี่ พวกเราเปิดสำนัก
แพทย์ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาโรคเท่านั้น แต่เพื่อช่วยเหลือพวกพี่ชาย
ด้วย”
ในโลกนี้ใครเล่าจะได้รับข่าวสารฉับไวที่สุด? ใครเล่าจะแทรกซึม
เข้าไปในแดนของศัตรูได้ง่ายที่สุด?
แน่นอนว่าต้องเป็นสำนักแพทย์และหมอ
สำนักแพทย์และหมออาจยังไม่เพียงพอ หากต้องการสร้าง
ชื่อเสียงและเครือข่ายอย่างรวดเร็ว ก็ต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่าง ต้อง
ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
ด้วยเหตุนี้ จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นจึงครุ่นคิดอย่างหนักอยู่สาม
วัน จนในที่สุดก็พบมุมมองที่ผู้คนต่างมองข้าม
ไม่ว่าจะเป็นหมอชนบทหรือหมอในเขตอันสุ่ย ส่วนใหญ่ล้วนเป็น
บุรุษทั้งนั้น
กระทั่งหมอหลวงในวังก็ล้วนเป็นหมอผู้ชายที่ไว้หนวดเคราดกดำ
การจับชีพจรเพื่อตรวจสุขภาพของนางในยังต้องรองด้วยผ้าชั้นหนึ่ง
หรือไม่ก็ต้องกางม่านกั้น
หากมีหมอหญิงสักคน ก็จะสะดวกและเป็นคนที่ครอบครัวผู้มี
ฐานะต้องการตัวมากกว่า
ตอนที่จ่างเยี่ยนเสนอความคิดนี้ เวินจืออวิ่นก็ตกใจมาก เขากอด
ร่างอันบอบบางของตนเองพลางกล่าวเสียงเบาว่า “ข้า…ข้าไม่ใช่สตรี
นะ”
“ข้าไม่ได้จะให้พี่สี่แต่งตัวเป็นสตรีเสียหน่อย” จ่างเยี่ยนหัวเราะ
“แค่อยากให้ท่านว่าจ้างสตรีมาช่วยจ่ายยา และจะดีมากหากนาง
สามารถตรวจรักษาเบื้องต้นได้”
ตำแหน่งผู้ว่าการเขตอันสุ่ยมักเปลี่ยนคนทุกสามปี คนใน
ครอบครัวก็จะติดตามมาด้วยเช่นกัน หากสำนักแพทย์ของเวินจืออ
วิ่นมีหมอหญิง คงเป็นที่ชื่นชอบของภรรยาท่านผู้ว่าการเขตเป็น
พิเศษแน่
แต่ท่านหมอน้อยเวินเพิ่งจะเริ่มทำงานเป็นของตัวเอง ก็ต้องมา
เป็นอาจารย์แล้ว ซ ้ายังต้องเป็นอาจารย์ให้สตรีอีก
เวินจืออวิ่นรู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่เต็มใจ
ยิ่งนัก
แต่เพื่อรับมือกับอันตราย เพื่อปกป้องพี่ชายน้องชายและน้องสาว
ท่านหมอน้อยเวินก็จำต้องฝืนใจตกลงข้อเสนอนี้
ตอนที่เจิ้งหรูเชียนและฟางเหิงหลุดพ้นจากเรื่องความรักที่ไม่
สมหวัง พวกเขาจัดการเรื่องสำนักแพทย์ได้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียง
ว่าจ้างผู้หญิงที่เฉลียวฉลาดมาช่วยจ่ายยาและต้อนรับ ก็พร้อมจะเปิด
กิจการอย่างเป็นทางการ
ข่าวนี้รู้ไปถึงเรือนดอกไม้ วังเสี่ยวซงจึงเอ่ยแนะนำกับน้องสาว
ทันที
แม้การทำไส้กรอกรมควันจะได้เงินวันละห้าเหวิน แต่การทำงาน
ซ ้าซากเช่นนี้ทุกวันก็คล้ายจะไม่ค่อยมีอนาคต
วังเสี่ยวจูจึงรวบรวมความกล้า เข้าไปหาเวินจืออวิ่นแล้วกล่าว
เสียงเบาว่า “คุณชายสี่ คุณชายห้า ข้า…ข้าขอไปช่วยงานที่สำนัก
แพทย์ได้หรือไม่?”
เวินจืออวิ่นกับจ่างเยี่ยนสบตากัน
โลกนี้ยังมีข้อจำกัด แม้พวกเขาจะคิดในแง่ดี แต่ครอบครัวที่
ยินยอมให้สตรีออกมาทำงานนอกบ้านนั้นมีไม่มาก ชาวบ้านยากจน
ในเขตก็มีน้อย กระทั่งประกาศรับสมัครมาหลายวันแล้วก็ยังไม่มีหญิง
คนใดมาสมัครเป็นผู้ช่วยเลย
แม้วังเสี่ยวจูจะยังเด็กอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็มีภูมิหลังที่ชัดเจน
และคนที่รู้จักกันดี
สองพี่น้องแลกเปลี่ยนความคิดกัน เมื่อยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายไม่
คัดค้าน เวินจืออวิ่นจึงพยักหน้าตัดสินใจอนุญาตนาง
วันรุ่งขึ้น สำนักแพทย์ตระกูลเวินก็ทดลองเปิดทำการ
และในวันเดียวกันนั้นเอง ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนใหม่พร้อมด้วย
ครอบครัวของเขาก็เดินทางมาถึง