พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 135 ภารกิจแรกของท่านผู้ว่าการเขตคนใหม่
ในเขตอันสุ่ยอันกว้างใหญ่ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างยุ่งอยู่กับงานของ
ตน
สำนึกศึกษาประจำเขต ท่ามกลางบรรดาผู้เรียนที่มีอายุแตกต่าง
กัน สวี่โม่ซึ่งมีรูปร่างสูงโปร่งและลายมืออันงดงาม หยุดมือที่กำลัง
เขียนลงและเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันออก
เจิ้งหรูเชียนกำลังสนทนาอย่างสนุกสนานและจิบชากับเถ้าแก่
ฮ่าวในเรือนโยวหราน ก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอียงศีรษะเล็กน้อย
ในเรือนดอกไม้ ฟางเหิงพร้อมด้วยผู้ติดตามทั้งแปดคนกำลังยก
มีดพร้า ฟาดฟันไปทางทิศตะวันออกอย่างดุดัน
ที่สำนักแพทย์ตระกูลเวิน เวินจืออวิ่นกำลังต้อนรับคนไข้รายที่
สาม เขาพลันชักนิ้วเตรียมจะจับชีพจรกลับ แล้วชำเลืองมองไปทาง
ประตูตะวันออกของเขตอันสุ่ย
ส่วนจ่างเยี่ยนเล่นหมากกับหวังฝูเฟิงอยู่ในบ้านตระกูลหวัง เขา
วางหมากตัวสำคัญลงบนกระดาน แล้วยิ้มมุมปาก “ใกล้จะถึงเวลา
แล้ว”
ตอนนั้นเอง มีบ่าวเข้ามารายงานว่า “นายท่าน ผู้ว่าการเขต
อันสุ่ยมาถึงประตูตะวันออกของเขตแล้ว ตระกูลหลิว ตระกูลซุน
ตระกูลอู๋ ตระกูลเปียน และตระกูลใหญ่อื่น ๆ ต่างขึ้นรถม้าไปต้อนรับ
แล้วขอรับ”
แม้ว่ามังกรที่แข็งแกร่งจะไม่กดข่มงูใหญ่ประจำถิ่น แต่ชาวบ้านก็
ไม่ควรต่อสู้กับขุนนาง โดยเฉพาะพวกตระกูลใหญ่ที่มักไม่อยากไป
ขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ของท้องที่นั้น ๆ
หวังฝูเฟิงมักจะมองข้ามการ “สมรู้ร่วมคิด” เช่นนี้ แต่วันนี้เขาเอง
ก็ต้องไป ไม่เพียงเพื่อคนในตระกูลหวัง แต่ยังเพื่อสหายสนิทอีกด้วย
เด็กหนุ่มร่างบอบบางดุจต้นหลิวโอนอ่อนตามสายลมลุกขึ้นยืน
ปัดแขนเสื้อด้วยมือเดียวแล้วเอ่ยว่า “ไป พวกเราไปต้อนรับท่านผู้ว่า
การเขตกันเถอะ”
แต่พอเขาเดินไปได้สองก้าว กลับเห็นจ่างเยี่ยนยังไม่ขยับ จึงเลิก
คิ้วถาม “เป็นอะไร เจ้ากลัวหรือ?”
เด็กชายวัยสิบขวบหัวเราะทันที
พวกพี่น้องเตรียมการมามากมาย ย่อมพร้อมรับมืออยู่แล้ว ยังจะ
จ้องกลัวอะไรอีก
“ข้ากลัวว่าพวกพี่น้องจะตำหนิข้าที่ไปชมความครึกครื้นคน
เดียว” จ่างเยี่ยนเอียงศีรษะยิ้ม ก้าวเท้าติดตามไป
รถม้าโคลงเคลงตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงประตูทางทิศตะวันออก
ของเขตอันสุ่ย ขุนนางและเหล่าตระกูลใหญ่ต่างรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อ
เห็นรถม้าของตระกูลหวังมา บ้างก็แค่นเสียงเบา ๆ บ้างก็ลอบเบ้ปาก
ในบรรดากลุ่มคนพวกนั้น ตระกูลซุนแสดงท่าทีชัดเจนที่สุด
แรกเริ่มก็จับจ้องด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว แต่เมื่อเหลือบมองขบวนรถ
ที่ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นลิงโลดราวกับหมูป่าที่รอคอย
เจ้านายให้มาช่วยเหลือ
หวังฝูเฟิงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้คนช่วยพยุงลงจากรถ
ม้า
จ่างเยี่ยนตามเขามาติด ๆ
พอเท้าทั้งสองแตะพื้น ทางทิศตะวันออกของเขตก็พลันเกิดเสียง
เหมือนกับแผ่นดินไหวจนสะเทือนเลื่อนลั่น ขบวนรถม้าเจ็ดแปดคัน
ห้อตะบึงเข้ามา
ด้วยความเร็วที่มากเกินไป เมื่อขบวนรถม้าหยุดลง บรรดาขุน
นางที่นั่งรออยู่ต่างก็ฝุ่นเข้าปากกันถ้วนหน้า
หวังฝูเฟิงรู้ทันจึงใช้แขนเสื้อบังใบหน้า พร้อมกับช่วยบังให้จ่าง
เยี่ยนด้วย
เมื่อฝุ่นจางหายไป เขากะพริบตาให้จ่างเยี่ยนแล้วพูดว่า “อย่าลืม
บอกพี่ใหญ่ของเจ้าด้วย ว่าข้าเป็นคนปกป้องปากของเจ้าจากฝุ่น
พวกนี้”
จ่างเยี่ยน “…”
เขาไม่พูดอะไร ได้แต่หันศีรษะไปมองขบวนรถม้าที่กำลังปรากฏ
ตัว
คนจากตระกูลใหญ่หลายตระกูลรวมตัวกันอยู่หน้ารถม้าคันแรก
จากนั้นก็พร้อมใจกันประสานมือคำนับ “ท่านผู้ว่าการเขต ลำบาก
ท่านต้องเดินทางมาแล้ว”
แต่ในรถม้ากลับไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
คนตระกูลใหญ่ต่างมองหน้ากันอย่างสงสัย แล้วโค้งคำนับอีกครั้ง
ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเหมือนเดิม
เป็นคนตระกูลซุนที่ทนไม่ไหว อาศัยความสัมพันธ์ของเครือญาติ
ห่าง ๆ เลิกม่านรถม้าขึ้นอย่างระมัดระวัง
ไม่มีเสื้อคลุมอันทรงเกียรติของท่านผู้ว่าการเขต ไม่มีใบหน้าของ
ชายวัยกลางคนที่ไว้หนวดเครา มีเพียงเจ้าเด็กอ้วนคนหนึ่งที่นอน
หลับสนิท ยื่นแขนอวบอ้วนออกมา น ้าลายกำลังไหลย้อยจนดูไร้
ยางอาย
ผู้นำตระกูลซุนตกใจจนสะดุ้ง รีบชักมือกลับ สายตากวาดมองรถ
ม้าคันอื่นซ ้าไปซ ้ามา
ครู่ต่อมา รถม้าคันที่สามจึงมีความเคลื่อนไหว ชายวัยกลางคน
อายุราวสามสิบปีเดินลงมาจากรถม้า
เขาสวมชุดขุนนางของผู้ว่าการเขตอันสุ่ย ร่างกายสูงแปดฉื่อ
ใบหน้าเรียกได้ว่าหล่อเหลา แต่ผิวพรรณค่อนข้างคล ้า ริมฝีปากมี
หนวดสั้นแข็งปกคลุม ทำให้เขาดูสง่าและเย็นชายิ่ง
“คารวะใต้เท้า” เหล่าตระกูลใหญ่ทั้งหลายโค้งคำนับอีกครั้ง
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนใหม่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ
ก่อนสายตาจะมาตกอยู่ที่หวังฝูเฟิง ดูเหมือนจะกำลังสงสัยว่าทำไมคน
ผู้นี้ถึงไม่แสดงความเคารพเขา
เด็กหนุ่มยิ้มน้อย ๆ ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วขณะ
ประสานมือคำนับ “คารวะใต้เท้า ท่านคงเหน็ดเหนื่อยล้าจากการ
เดินทางแล้ว”
สิ่งนี้สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างเขากับเหล่าผู้นำ
ตระกูลวัยกลางคนและสูงอายุที่ดูเชื่องช้ารอบข้าง
ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาเหลือบไปทาง
จ่างเยี่ยน ระหว่างคิ้วทั้งสองข้างปรากฏรอยย่นสามขีดขึ้นมาทันที
หวังฝูเฟิงคิดว่าเขาคงไม่พอใจ จึงรีบก้าวออกมายืนบังจ่างเยี่ยน
พลางอธิบายเสียงเบาว่า “น้องชายของข้ายังเด็กจึงไม่รู้ความ ทำให้
ท่านต้องขบขันเสียแล้ว”
แท้จริงแล้วมันเป็นคำเรียกที่เขาใช้ตามสวี่โม่ แต่กลับพาให้ผู้ว่า
การเขตอันสุ่ยเข้าใจผิดว่า ‘จ่างเยี่ยนเป็นบุตรชายของตระกูลหวัง’
ชายผู้นั้นค่อย ๆ คลายคิ้วที่ขมวดแน่น พลางถอนหายใจยาว
เขาคิดว่าในเขตอันสุ่ยที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ จะมีเด็กที่ดู
คุ้นตาได้อย่างไร ราวกับเขาเคยพบเห็นเด็กคนนี้ในเมืองหลวงมา
ก่อน แต่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นใคร
คงเป็นเพราะนั่งรถม้ามานานเกินไปจึงเกิดภาพหลอน
ท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ยเบนสายตากลับไปยังบรรดาคนตระกูล
ใหญ่ “พวกท่านไม่ต้องมากพิธี ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ สามปีต่อจากนี้ หวัง
ว่าพวกท่านจะให้ความร่วมมือด้วย”
ทุกคนล้วนเป็นคนเจนโลก เรื่องร่วมมือหรือไม่ร่วมมือเทือกนั้น
พวกเขาที่ต่างอยู่ในเขตอันสุ่ยด้วยกัน ได้เจอหน้ากันบ่อย ๆ แค่
ช่วยเหลือเกื้อกูลกันบ้างก็พอแล้ว
ถ้าจะพูดถึงความคาดหวังเพียงอย่างเดียว ก็คงมีแต่ผู้นำตระกูล
ซุนเท่านั้น
เขาถึงกับรอไม่ไหว รีบก้าวออกมาแล้วพูดออกมาตรง ๆ ว่า
“ข้าน้อยได้จองโต๊ะที่ร้านเรือนโยวหรานเพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่าน
แล้ว หวังว่าท่านจะให้เกียรติไปลิ้มรสอาหารพื้นเมืองด้วยกัน”
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อชะงัก ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง แต่ไม่
นานก็ตัดสินใจ “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนนายท่านซุนแล้ว”
คนตระกูลอื่น ๆ บ้างก็ตกตะลึง บ้างก็รำคาญที่ตระกูลซุนออก
นอกหน้า และบางคนก็เพียงยืนมองอยู่เฉย ๆ
หวังฝูเฟิงกระซิบข้างหูจ่างเยี่ยนว่า “ตระกูลซุนร้อนใจเกินไป
แล้ว”
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อก็สังเกตเห็นเช่นกัน จึงลังเลเล็กน้อย
แต่เขาก็ตอบรับคำเชิญของตระกูลซุนไปแล้ว แสดงว่าเขาก็ร้อน
ใจเช่นกัน
ร้อนใจที่จะ…จัดการกับฟางเหิง
จ่างเยี่ยนยิ้มมุมปาก ยืนนิ่งอยู่กับที่
ส่วนขบวนรถม้าของตระกูลเฮ่อ ก็ค่อย ๆ เคลื่อนตามท่านผู้ว่า
การเขตเฮ่อไป ทำให้เขาได้กลิ่นนมโชยมาจากรถม้าคันแรก และ
กลิ่นเครื่องสำอางจากรถม้าคันที่สอง
จ่างเยี่ยนจ้องมองแผ่นหลังของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ แล้วยิ้ม
ครุ่นคิด
งานเลี้ยงต้อนรับจัดขึ้นที่ร้านเรือนโยวหราน สุดท้ายก็มีเพียงคน
ของตระกูลซุนเท่านั้นที่ไป
ไม่รู้ว่าพวกเขาปรึกษาหารือกันเรื่องอะไร รู้แต่ว่าวันรุ่งขึ้น
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อก็โบกมือสั่งการอย่างใหญ่โต ให้ยกเลิก
กฎระเบียบหลายข้อที่ท่านผู้ว่าการเขตคนก่อนทิ้งไว้ พร้อมทั้งเพิ่ม
กฎระเบียบใหม่บางอย่างเข้าไป
อย่างเช่น ภาษีเข้าเมืองของอำเภอเซี่ยหยางที่เคยยกเว้นไปก็ให้
กลับมาเรียกเก็บอีกครั้ง
และการตรวจสอบคนเข้าออกเขตก็เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อน
เพียงแค่ดูทะเบียนราษฎร์ก็พอแล้ว แต่ตอนนี้ต้องสอบถามไปถึงบรรพ
บุรุษสามชั่วโคตร รวมทั้งตรวจค้นสัมภาระด้วย
ชาวบ้านไม่กล้าพูดอะไรต่อหน้า แต่ในใจต่างบ่นกันไปทั่ว
โดยเฉพาะเปียนเหวินซวนที่โกรธจนแทบจะกระโดดตัวลอย เขายื่น
คำร้องขอเข้าพบท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อหลายครั้งหลายคราแล้ว
ทว่าท่านผู้ว่าการเขตไม่ตอบอะไรไปสักคำ ไม่ได้ตอบรับหรือ
ปฏิเสธ จากนั้นก็หันไปเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งไปยังตระกูลเปียน
น่าสงสารนายอำเภอเปียนที่รักราษฎรเหมือนลูกหลาน แต่กลับ
ถูกบิดามารดาดุด่าจนต้องล่าถอย
แต่เขาก็ไม่ยอมนิ่งดูดายเมื่อเห็นชาวบ้านและพ่อค้าในอำเภอ
ย้ายออกไป จึงส่งหวังสี่ไปหาสวี่โม่ ให้เขาทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้
“ใต้เท้าของเราบอกว่า ที่ปรึกษาสวี่จะไม่ทอดทิ้งปัญหาของ
อำเภอเซี่ยหยางแน่นอน” หวังสี่พูดพลางรู้สึกละอายใจ “แต่เดิม
อำเภอเซี่ยหยางก็ยากจนอยู่แล้ว การยกเว้นภาษีเข้าออกเมืองจึง
ดึงดูดพ่อค้าหลายคนให้มาตั้งรกราก ตอนนี้กลับมาเก็บภาษีอีกครั้ง
พ่อค้าหลายคนก็โวยวายและคิดจะย้ายออกไป”
การบริโภคกระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจนำพาการพัฒนา
หากไม่มีพ่อค้าเหล่านี้ก็จะไม่มีสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดผู้คน เมื่อ
ไม่มีสภาพแวดล้อมที่ดีก็ย่อมไม่สามารถดึงดูดให้คนอยู่อาศัยได้ ถ้า
เป็นเช่นนี้ต่อไป อำเภอเซี่ยหยางก็จะกลายเป็นอำเภอที่ยากจนข้น
แค้นในไม่ช้า