พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 136 การโต้กลับต่อท่านผู้ว่าการเขตอันสุ่ย
คำโบราณกล่าวไว้ว่า ขุนนางใหม่ขึ้นรับตำแหน่งย่อมต้องแสดง
ฝีมือให้เห็นอย่างเต็มที่
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อต้องการเก็บภาษีเพิ่มเพื่อให้เบื้องบนเห็น ก็
ไม่นับว่าทำเกินไปนัก
เพียงแต่ท่านผู้ว่าการเขตคนก่อนมีเมตตายิ่งนัก เขารัก
ประชาชนดั่งบุตรหลาน ทำให้ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อเหมือนคน
เลือดเย็นไร้ความปรานีเป็นพิเศษ
“ที่ปรึกษาสวี่ ท่านมีวิธีใดบ้างหรือไม่” หวังสี่ยังคงเรียกด้วยคำ
เดิมเพราะเปลี่ยนคำพูดไม่ทัน
สวี่โม่ขมวดคิ้ว มองน้องชายน้องสาวที่มีท่าทีแตกต่างกันไป
ออกจะน่าขันไปสักหน่อย พวกเขาเตรียมพร้อมรับมือเต็มกำลัง
รอให้ท่านผู้ว่าการเขตคนใหม่มาสร้างความยากลำบากให้พวกเขา
ให้โรงผลิต และให้ตระกูลหวัง
แต่ไม่คิดว่าท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อจะโบกมือสั่งการครั้งเดียว แล้ว
มุ่งเป้าไปที่อำเภอเซี่ยหยางซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
“นี่คือการข้ามเขาตีวัวใช่หรือไม่” เจียงเซิงอุทานตกใจ
พูดให้ถูกต้องคือ ข้ามเขาตีวัวหนึ่งหมัด วัวไม่เป็นอะไร แต่คอก
วัวพังทลายแล้ว
อำเภอเซี่ยหยางคือบ้านเกิดของพวกเขา เป็นสถานที่ที่พวกเขา
รัก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสหายอย่างเปียนเหวินซวนที่ดำรงตำแหน่ง
นายอำเภอ รวมถึงที่ดินหลายสิบหมู่ของเจิ้งหรูเชียนอยู่ด้วย
เพื่อส่วนรวมแล้ว พวกเขาไม่อาจมองดูอำเภอเซี่ยหยางสูญเสีย
คนที่มีความสามารถ และเปลี่ยนจากความมั่งคั่งไปสู่ความยากจน
และเหตุผลส่วนตัวคือเจิ้งหรูเชียนต้องขนส่งถั่วฝักยาวดอง การ
เสียภาษีมากขึ้นจึงไม่คุ้มค่า
แต่จะแก้ปัญหาอย่างไรถึงจะรักษาอำเภอเซี่ยหยางไว้ได้ และทำ
ให้ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อไม่กล้าลงมือกับอำเภอเซี่ยหยางอีก
สวี่โม่จมอยู่ในห้วงความคิด
ผ่านไปนานสักพัก จนกระทั่งเขารู้สึกว่ากำลังจะหมดหนทาง
จ่างเยี่ยนพลันกล่าวขึ้นว่า “การยกเว้นภาษีเข้าออกเมืองให้กับ
อำเภอหนึ่งนั้นไม่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ท่านผู้ว่าการเขตคนใหม่เพียง
แก้ไขกฎระเบียบให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม พวกเราไม่มีทางจับผิด
เขาได้”
นี่คือจุดสำคัญที่สุด
สิ่งที่ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อทำนั้น แม้จะทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ แต่
ก็สอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบเดิม ไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ
ทั้งนั้น
นอกจากอำเภอยากจนที่ได้รับการปฏิบัติพิเศษเช่นเดียวกับ
อำเภอเซี่ยหยางจะเห็นอกเห็นใจแล้ว อำเภออื่น ๆ ที่ยังต้องเสียภาษี
ตามปกติก็คงจะเยาะเย้ยว่า “ทำไมพวกเขาต้องเสียภาษี ในขณะที่
พวกเราไม่ต้อง?”
ไม่มีผู้ใดจะสนใจถึงข้อเสียของทำเลที่ตั้งอำเภอเซี่ยหยาง และยิ่ง
ไม่มีผู้ใดจะใส่ใจว่ากฎระเบียบที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจนี้ จะทำให้
อำเภอหนึ่งสูญเสียบุคคลที่มีความสามารถ จนในที่สุดอำเภอนี้ก็จะ
ล่มสลายไป
“ผู้ว่าการเขตคนนี้ช่างน่ารังเกียจนัก” เจิ้งหรูเชียนกล่าวด้วยสี
หน้ารังเกียจ “เพื่อจัดการกับพวกเรา เขาถึงกับลงมือไม่เลือกวิธีการ”
ในประโยคนี้มีคำสำคัญอยู่หนึ่งคำ
ไม่เลือกวิธีการ…
ดวงตาของจ่างเยี่ยนพลันเปล่งประกาย เขาหันไปมองสวี่โม่
จากนั้นสีหน้าของพี่ใหญ่ก็เหมือนนึกอะไรได้ขึ้นมาทันที
สิ่งที่พวกเขามองหาหนทางเมื่อครู่นี้ ล้วนเป็นวิธีการที่ถูกต้อง
ตามครรลองและกฎเกณฑ์
แต่ในความเป็นจริง หลายสิ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการที่
ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เปียนเหวินซวนก็ไม่ใช่คนที่ทำตามกฎเกณฑ์อะไร
ด้วย
สวี่โม่ยิ้มเย็น เขาเข้าไปกระซิบกับหวังสี่อยู่ครู่หนึ่ง
หวังสี่ผู้ซื่อสัตย์อ้าปากค้าง “นี่…นี่มันคงไม่ค่อยดีกระมัง”
แต่เหมือนว่ามันจะไม่มีวิธีการอื่นแล้ว
หลังทานอาหารสองมื้อที่ป้าจางทำและนำไส้กรอกสิบชั่งติดตัวไป
หวังสี่ก็กลับจากเรือนดอกไม้ไปยังอำเภอเซี่ยหยางด้วยน ้าตานอง
หน้า เพื่อเสนอแผนการของที่ปรึกษาสวี่
จากนั้นก็ได้ยินว่าสีหน้าของท่านนายอำเภอเปียนแข็งค้างอยู่
นานมาก เหมือนกับคนที่กินของเก่าเข้าไป
แต่เพื่อประชาชนและอนาคตของอำเภอ เขาจึงกัดฟัน จัดเตรียม
สิ่งของพลางร ่าไห้ แล้วรีบเดินทางมายังเขตอันสุ่ยด้วยความโศกเศร้า
สุดท้ายก็มานั่งยอง ๆ ร้องไห้อยู่หน้าประตูศาลเขต
เมื่อท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อปรากฏตัว เขาก็กระโดดเข้าไปเกาะ
ชายเสื้ออีกฝ่าย แล้วบีบน ้าตาสูดน ้ามูกไปด้วย
จากนั้นเขาก็คร ่าครวญว่า “ข้าทำผิดต่อชาวบ้านเหลือเกิน! ข้า
ทำผิดต่อชาวอำเภอเซี่ยหยางทั้งหมด ข้าไม่มีหน้าจะเผชิญกับฟ้าดิน
แล้ว ข้าทำได้แค่แขวนคอต่อหน้าท่านผู้ว่าการเขตเท่านั้น!!!”
ผู้ว่าการเขตเฮ่อเคยชินกับความเคร่งขรึม ไม่เคยพบเห็นคนที่ไร้
ยางอายเช่นนี้มาก่อน หลังจากพยายามสลัดขาอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม
ในที่สุดเขาก็ยอมรับอย่างจนใจว่า “ไม่เปลี่ยนแล้ว ข้าไม่เปลี่ยนแล้ว
เจ้าพอใจหรือยัง?”
น่าสงสารเปียนเหวินซวนที่ต้องร้องจนเสียงแหบแห้ง จนในที่สุดก็
ได้รับคำสัญญาแล้ว เขาจึงร้องไห้ออกมาจริง ๆ แม้จะสะอึกสะอื้น แต่
ก็ไม่ลืมจะขอบคุณอีกฝ่าย “ท่านผู้ว่าการเขตรักประชาชนยิ่งนัก ข้า
ขอขอบพระคุณท่านแทนชาวอำเภอเซี่ยหยางด้วย”
มุมปากของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อกระตุก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเขียว
คล ้า
โชคดีที่เปียนเหวินซวนเป็นนายอำเภอและเขาก็ไม่ได้ทำผิด
กฎหมายอะไร เพียงแค่กอดขาผู้บังคับบัญชาแล้วร้องไห้คร ่าครวญ
ดังนั้นเจ้าหน้าที่ในศาลเขตจึงไม่สามารถจับกุมและลงโทษเขาได้
ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่งย่อมต้องแสดงฝีมือ แต่เพิ่งแสดงฝีมือ
เรื่องแรกไปได้สองวันก็ดับมอดลงเสียแล้ว
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
ความระแวดระวังในเรือนดอกไม้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พี่น้องทั้งหก
คนต่างตั้งใจเต็มที่ เฝ้าระวังความปลอดภัยเมื่อออกจากบ้าน การทำ
กิจการ กระทั่งเวินจืออวิ่นที่รักษาคนไข้ ก็ยังระมัดระวังมากกว่าปกติ
แต่พวกเขาไม่ได้คาดหวังอะไร
จนกระทั่งผ่านพ้นการสอบระดับเมืองในเดือนแปด ตอนปลาย
เดือนก็มีการประกาศผล ชื่อของหวังฮ่าวหรานปรากฏอยู่ในนั้นอย่าง
ชัดเจน ตอนนี้เขากลายเป็นซิ่วไฉอย่างเป็นทางการ
นายท่านสามหวังที่เก็บตัวมาครึ่งปีรู้สึกโล่งใจ อยากจะตีฆ้องร้อง
ป่าวให้กับตระกูลวัง ทั้งยังประกาศว่าจะจัดงานเลี้ยงที่เรือนโยวหราน
เพื่อเฉลิมฉลองให้บุตรนอกสมรสที่สอบเป็นซิ่วไฉได้แล้ว
สำหรับเรื่องนี้ หวังฝูเฟิงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ
นายท่านสามหวังทำอย่างพูดเอาไว้ เขาจัดงานเลี้ยงสามสิบโต๊ะที่
เรือนโยวหรานจริง ๆ และยังแนะนำสหายที่มีตำแหน่งและฐานะให้กับ
บุตรชายนอกสมรส
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อไม่สามารถไปร่วมงานได้เพราะตำแหน่ง
ของตนเอง แต่ก็ส่งของขวัญแสดงความยินดีไปให้
มันไม่ใช่ของมีค่าอะไร เป็นแค่ของตกแต่งทั่วไป แต่ก็แสดงถึง
การสนับสนุนจากเขา
นายท่านสามหวังรู้สึกลำพองใจในทันที ตะโกนไปทั้งเรือนโยว
หรานว่าจะให้บุตรชายคนโตมอบอำนาจ และไล่หวังฝูเฟิงออกไปจาก
ตระกูล
ส่วนท่านผู้ว่าการเขตคนใหม่ดูเหมือนจะเชี่ยวชาญเรื่องการใช้
กำลังต้านกำลัง และการยุยงให้เกิดความแตกแยก
เขาเริ่มจากการสร้างปัญหาให้กับอำเภอเซี่ยหยาง หลังจาก
ล้มเหลวจากครั้งนั้นแล้วก็ยุยงให้เกิดความขัดแย้งภายในตระกูลหวัง
อีกครั้ง ราวกับว่าหากตระกูลหวังเกิดความวุ่นวายภายใน หวังฝูเฟิงก็
จะไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น
ความจริงเขาเดินหมากได้ถูกทางแล้ว แม้ว่าหวังฝูเฟิงจะมีวิธีการ
ที่เด็ดขาด แต่นายท่านสามหวังก็เป็นบิดาแท้ ๆ ของเขา หวังฮ่าวห
รานก็เป็นสายเลือดของตระกูลหวังเช่นกัน เขาทำได้เพียงกดดันคน
ในบ้าน แต่ไม่อาจทำลายล้างได้
เมื่อมีสองฝ่ายเริ่มก่อกวน แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อหวังฝูเฟิง แต่
ก็จะทำให้เขาลำบากใจ และยังต้องหันไปสนใจเรื่องของบิดาและ
บุตรชายนอกสมรสด้วย
คนฉลาดทุกคนต่างรู้ว่า ต่อไปก็คงจะถึงคราวของเรือนดอกไม้
แล้ว
แต่พวกเด็ก ๆ กลับไม่รู้อะไรเลย กระทั่งการจะป้องกันก็ยังทำ
ไม่ได้
โชคดีที่จ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นวางหมากที่เด็ดขาดไว้
แม้ว่าสำนักแพทย์ตระกูลเวินจะเพิ่งเปิดกิจการได้ไม่นาน และ
ท่านหมอเวินน้อยก็ยังไม่มีชื่อเสียงอะไรมาก แต่ก็มีหมอหญิงอย่าง
เสี่ยวจูที่รู้ทักษะการนวดอยู่บ้าง ฝีมือของนางว่ากันว่านอกจากจะช่วย
บรรเทาความเหนื่อยล้าแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์อีก
ด้วย
เสี่ยวจูกล่าวว่า “ข้าไม่กล้ารับคำชมเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข่าวลือที่คุณชายห้าจ่างแพร่กระจายออกไป
อย่างไร้เหตุผล เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คน
ตอนแรกวังเสี่ยวจูก็รู้สึกหวาดหวั่น ด้วยกลัวจะถูกคนอื่นจับได้ว่า
ความจริงแล้วนางไม่มีความสามารถอะไรเลย
ต่อมาหลังจากได้บีบนวดให้ภรรยาขุนนางไปหลายคน จึงรู้ว่า
พวกนางก็ไม่รู้เรื่องการบีบนวดเช่นกัน ดังนั้น แค่ควบคุมแรงในการ
นวดให้ดี และทำให้พวกนางรู้สึกว่ากล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ก็เพียงพอ
แล้ว
ตั้งแต่นั้นหมอหญิงเสี่ยวจูก็ค่อย ๆ เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่ภรรยาขุน
นาง
หลังจากมีคนแนะนำ วังเสี่ยวจูวัยสิบสามปีก็หิ้วตะกร้าไม้ไผ่ เดิน
เข้าเรือนหลังของศาลเขตไปด้วยความหวั่นกลัว