พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 137 หมอหญิงน้อยเสี่ยวจู
แตกต่างจากพี่ชายอย่างวังเสี่ยวซงที่กล้าหาญและละเอียด
รอบคอบ อาจเป็นเพราะนางถูกเลี้ยงดูทะนุถนอมมาตลอด วังเสี่ยวจู
จึงขี้อายและขลาดกลัว บ่อยครั้งที่ใบหน้าของนางแดงก ่า แต่ก็ยังพูด
ไม่ออกสักประโยคเดียว
เมื่ออยู่กับท่านหมอน้อยเวินผู้เงียบขรึม เด็กทั้งสองคนก็แทบจะ
ไม่ได้พูดคุยกันเลย นอกจากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสองสาม
ประโยคเกี่ยวกับการแยกแยะยาสมุนไพร เวลาอื่น ๆ พวกเขาก็แค่
มองหน้ากันไปมาด้วยไม่รู้จะพูดอะไร
หากมีคนไข้มา เวินจืออวิ่นจะจับชีพจรและเขียนใบเทียบยา แล้ว
วางไว้ตรงมุมขวาบนโต๊ะ
วังเสี่ยวจูก็จะรู้หน้าที่ รีบเดินเข้าไปหยิบใบเทียบยามาจัด แล้วส่ง
ยาให้คนไข้
หากคนภายนอกมองมา อาจคิดว่าที่นี่เป็นสำนักแพทย์ของคน
ใบ้
ตอนจ่างเยี่ยนมาถึง เขาเม้มปากแน่นโดยไม่รู้ตัว และเปลี่ยนมา
ใช้ท่าทางสื่อสารแทน
เวินจืออวิ่นส่งสายตาดุ ๆ ใส่ จ่างเยี่ยนจึงพูดอย่างเก้อเขินว่า “พี่
สี่ พวกเราต้องไปสืบข่าวที่เรือนหลังของท่านผู้ว่าการเขตแล้ว”
ตามแผนของทั้งสองคน พวกเขาควรจะรับหมอหญิงเข้ามาหลาย
คน และเลือกคนที่ฉลาดส่งเข้าไปในกลุ่มของเหล่าสตรีในเรือนหลัง
ของท่านผู้ว่าการเขต
แต่สตรีสมัยนี้ส่วนใหญ่ไม่เต็มใจออกหน้า พวกเขาจึงไม่สามารถ
รับหญิงหมอที่มีไหวพริบมาได้สักคน ได้แต่รับวังเสี่ยวจูผู้ขี้อายเข้ามา
เพียงคนเดียว
“นาง…คงไม่เหมาะสมนัก” เวินจืออวิ่นแสดงสีหน้าลังเล
ท่านผู้ว่าการเขตนั้นแตกต่างจากศัตรูคนอื่น ๆ เขาเป็น
ผู้ปกครองของเขตอันสุ่ย เป็นขุนนางชั้นสี่ผู้ทรงอำนาจ และเป็น
บุคคลที่อันตรายอย่างยิ่ง
แม้ว่าพวกพี่น้องจะเลือกเริ่มจากเรือนหลังของเขา ก็ควรเลือก
หมอหญิงที่ฉลาดหลักแหลมและว่องไว ไม่ใช่วังเสี่ยวจูที่เวลาตื่น
ตระหนกก็จะหน้าแดงหูแดง พูดจาติดขัด นอกจากจะทำให้เรื่องเสีย
แล้ว ยังอันตรายกับนางอีกด้วย
“เช่นนั้นท่านจะไปเองหรือ?” จ่างเยี่ยนชำเลืองมองพี่สี่ของตน
ใบหน้าที่อ่อนหวาน ร่างกายที่บอบบาง หากบอกว่าเขาเป็น
เด็กผู้หญิง คนก็คงเชื่อจริง ๆ
แต่ของปลอมก็คือของปลอม หากถูกจับได้ ก็จะกลายเป็น
จุดอ่อนที่อันตรายถึงชีวิต
เวินจืออวิ่นกอดอกด้วยความหวาดกลัว ในหัวนึกภาพตนเองแต่ง
กายเป็นหญิงแล้วถูกจับได้ จากนั้นก็ถูกถอดเสื้อผ้าและประหาร จึง
ส่ายหน้าด้วยความสะพรึง
จ่างเยี่ยนพลันหลุดขำออกมา
พอหัวเราะจบ ก็พบว่าเสียงหัวเราะเมื่อครู่เหมือนจะไม่ได้มีแค่เขา
สองพี่น้องหันไปมองพร้อมกัน จึงเห็นวังเสี่ยวจูกำลังยืนหน้าแดง
ก ่าอยู่
ราวกับนางเพิ่งจะหัวเราะ ดวงตายังมีน ้าตาเอ่อคลอ มุมปากก็
ยกขึ้นเล็กน้อย เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเด็กหนุ่มทั้งสอง สีหน้าของ
นางก็แดงขึ้นยิ่งเดิมอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางเขินอาย
“เสี่ยวจู เจ้าเต็มใจจะไปหรือไม่?” จ่างเยี่ยนเท้าคางถาม “เรื่องนี้
อาจมีอันตราย แต่รางวัลก็จะสูงมากนะ”
วังเสี่ยวจูเม้มริมฝีปากแน่น
สัญชาตญาณบอกนางว่าควรปฏิเสธ ควรหนีไป ควรซ่อนตัวไป
อยู่หลังพี่ชาย
แต่เมื่อเห็นคิ้วขมวดมุ่นของเวินจืออวิ่น และนึกถึงวังเสี่ยวซงที่
เหงื่อโซมกายขณะขนส่งถั่วฝักยาว เด็กสาววัยสิบสามก็ชะงักไป แล้ว
พลั้งพูดออกมาว่า “ข้า…จะลองดูก็ได้”
หลังจากนั้น นางก็มาปรากฏตัวในลานหลังจวนท่านผู้ว่าการเขต
การนวดเป็นสิ่งที่นางเพิ่งเรียนรู้ จุดฝังเข็มก็เพิ่งท่องจำ โชคดีที่
ก่อนหน้านี้เคยต้อนรับพวกฮูหยินขุนนางมาบ้าง ทำให้เข้าใจเรื่องใน
การบีบนวดขั้นพื้นฐาน จนเพียงพอจะหลอกผู้คนที่ไม่รู้เรื่องได้
แต่วังเสี่ยวจูก็ยังรู้สึกหวั่นใจ สิ่งนี้มาจากความขลาดกลัวและ
ความหวั่นเกรงต่อชื่อเสียงของท่านผู้ว่าการเขต
แม้ว่าบ่าวที่นำทางจะมีท่าทีเป็นมิตรและสุภาพ นางก็ยังคงตัวสั่น
ระริก กระทั่งตะกร้าไม้ไผ่ที่ถือติดตัวมาก็พลอยสั่นไปด้วย
เดินผ่านเส้นทางไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูเรือนของฮู
หยินผู้ว่าการเขต
บ่าวนำทางก้าวเข้ามารายงาน ไม่นานนักก็มีสาวใช้คนหนึ่งมา
ต้อนรับนางเข้าไปพบสตรีผู้สง่างามคนหนึ่ง “ฮูหยิน หมอหญิงน้อย
มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
พอหันไปมองวังเสี่ยวจูที่ดูหวาดกลัวจนตัวสั่น นางก็อดหัวเราะ
ไม่ได้ “เหตุใดเจ้าต้องตกใจเพียงนี้ จวนท่านผู้ว่าการไม่ใช่กรงเสือนะ
ไม่มีใครจับเจ้ากินหรอก”
วังเสี่ยวจูรีบคุกเข่าลง กล่าวเสียงเบาว่า “ข้าเป็นเพียงหมอหญิง
ฝีมือตื้นเขิน เกรงว่าจะทำให้ฮูหยินไม่พอใจ”
คำพูดนี้เป็นความจริง คุณชายห้าเคยสอนนางไว้ว่า การโกหก
ต้องมีความจริงเจ็ดส่วน เท็จสามส่วน ทั้งไม่ผิดต่อตนเองและยัง
สามารถใช้ความจริงใจทำให้ผู้อื่นไว้วางใจได้
และเป็นดังคาด พอนางพูดจบ สาวใช้ก็ยกมือปิดปากหัวเราะ
“อย่ากลัวไปเลย ฮูหยินเพียงปวดบ่ากับต้นคอเท่านั้น เจ้าแค่ช่วยนวด
ให้ฮูหยินสบายตัวก็พอ ไม่มีใครทำร้ายเจ้าหรอก”
วังเสี่ยวจูพยักหน้ารับ แต่ก็ยังไม่กล้าพูดอะไร ปล่อยให้ฮูหยิน
ผู้ว่าการเขตสนทนากับสาวใช้อีกสองสามประโยค จากนั้นก็ปิดประตู
และดึงม่านลง
สาวใช้ยังคงต้องอยู่เฝ้า เริ่มจากช่วยถอดเสื้อคลุมของฮูหยินออก
แล้วช่วยรวบผมยาวขึ้น
“หมอหญิงน้อย เชิญ”
วังเสี่ยวจูรู้สึกราวกับวิญญาณกลับคืนสู่ร่าง นางล้างมือด้วย
น ้าอุ่น แล้วขอน ้าร้อนหนึ่งอ่าง ใช้ผ้าหนาชุบน ้าแล้วบิดให้ได้อุณหภูมิ
เหมาะสม ก่อนจะค่อย ๆ วางบนบ่าของฮูหยินท่านผู้ว่าการเขต
หลังจากทำแบบนี้ซ ้ากันสามครั้ง นางก็นำผ้าออก แล้วทาน ้ามัน
บำรุงผิวลงบนฝ่ามือ นวดเป็นวงกลมบริเวณบ่าและลำคอช้า ๆ
จากนั้นก็นวดด้วยแรงที่พอเหมาะ
มันไม่ใช่ทักษะที่ซับซ้อนอะไร หมอที่ศึกษาตำราแพทย์อย่าง
จริงจังก็สามารถทำได้ทุกคน บางคนอาจทำได้ดีกว่าวังเสี่ยวจูด้วยซ ้า
น่าเสียดายที่พวกเขาล้วนเป็นบุรุษ
ในราชวงศ์ต้าอวี๋มีกฎห้ามชายหญิงใกล้ชิดกัน กระทั่งเด็กอายุ
เจ็ดขวบก็ยังไม่ให้นั่งร่วมโต๊ะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่หมอบุรุษจะมาบีบ
นวดให้สตรีที่เปิดไหล่ ยิ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย
หากเป็นตระกูลใหญ่ ๆ อาจฝึกสาวใช้ให้มีความรู้ทางการแพทย์
ตั้งแต่เด็ก เพื่อให้ใช้ทักษะดูแลบุตรสาวคนโตก็สามารถทำได้
แต่คนที่มีฐานะสูงส่งจริง ๆ จะถูกส่งมาเป็นผู้ว่าการในเขตอันสุ่ย
ที่ห่างไกลความเจริญได้อย่างไร
ดวงตาของวังเสี่ยวจูวาววับ เมื่อคาดว่าถึงเวลาแล้วจึงเพิ่มแรงกด
ทันที
ฮูหยินท่านผู้ว่าการเขตพลันร้องออกมากะทันหัน
สาวใช้ด้านข้างเบิกตาโพลง ทำสีหน้าราวกับจะกินคน
วังเสี่ยวจูรีบหยุดมือ ยืนนิ่งอย่างตื่นตระหนก
สาวใช้ยังไม่ทันได้ตำหนินาง ฮูหยินท่านผู้ว่าการเขตก็เอ่ยขึ้นว่า
“ห้ามหยุดนะ!”
เพียงสองคำนี้ก็ยืนยันได้ถึงความสบายตัวของนาง
สาวใช้รู้ว่าตนเข้าใจผิด สายตาที่มองวังเสี่ยวจูจึงกลับมา
อ่อนโยนอีกครั้ง ทั้งยังแฝงแววขอโทษ
“หมอหญิงน้อยทำต่อเถอะ”
ดังนั้น การนวดบ่าจึงเริ่มใหม่ วังเสี่ยวจูยังคงหวาดหวั่น แต่ท่าที
ของฮูหยินผู้ว่าการเขตและสาวใช้ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
วังเสี่ยวจูรู้สึกตะลึงในใจ ทั้งความเฉลียวฉลาดของคุณชายห้า
และการคาดการณ์อันแม่นยำของเขา
แม้ว่าเรื่องที่สำนักแพทย์ตระกูลเวินมีหมอหญิงที่สามารถบีบนวด
เพื่อขับความเมื่อยล้าได้ จะถูกปั้นแต่งขึ้นมาจนแพร่สะพัดไปทั่วเรือน
หลังของพวกตระกูลใหญ่ในเขตอันสุ่ย แต่ทักษะพื้นฐานของเวินจืออ
วิ่นก็ยังน้อย ส่วนวังเสี่ยวจูยิ่งเพิ่งเริ่มศึกษาวิชาแพทย์ เหมือนเป็ดถูก
ไล่ขึ้นคอน
ฮูหยินผู้ว่าการเขตจะดูใจดี แต่ในใจคงยังไม่มีทางไว้ใจคนนอก
แน่
วังเสี่ยวจูจึงพูดความจริงก่อนว่าตนรู้สึกหวาดหวั่นแค่ไหน เพื่อ
สร้างความประทับใจให้กับฮูหยินผู้ว่าการเขตว่านางเป็นคนซื่อสัตย์
จากนั้นจึงอาศัยการแบ่งน ้าหนักขณะนวด จงใจสร้างความเข้าใจผิด
สุดท้ายก็ให้ฮูหยินผู้ว่าการเขตเป็นผู้ทำลายความเข้าใจผิดนั้นเอง
เพื่อขจัดความระแวงและทำให้ความไว้วางใจต่อนางเพิ่มขึ้นเป็น
ทวีคูณ
ซึ่งเป็นอย่างที่คาดไว้
หลังจากเหตุการณ์สองครั้งนี้ ฮูหยินท่านผู้ว่าการไม่เพียงมี
น ้าเสียงอ่อนโยนขึ้น แต่เมื่อการนวดใกล้จะสิ้นสุดลง นางยังสั่งให้สาว
ใช้เตรียมอาหารรับรองหมอหญิงน้อยผู้เหน็ดเหนื่อยคนนี้
สาวใช้เข้าใจความหมายของเจ้านายดี
การรับรองเป็นเพียงเหตุผลภายนอก เหตุผลที่แท้จริงคือฮูหยิน
ท่านผู้ว่าการเขตพอใจในฝีมือของหมอหญิงน้อย และต้องการว่าจ้าง
นางให้มาบีบนวดต่อจากนี้ไปเท่านั้น
เมื่อสาวใช้ใหญ่ออกไปสั่งสุราและอาหาร ในห้องก็เหลือเพียงคน
สองคน
วังเสี่ยวจูนวดไปพลางนึกถึงคำพูดที่คุณชายห้าสอนไว้ “ฮูหยิน
กับท่านผู้ว่าการคงรักใคร่กลมเกลียวกันมากเลยนะเจ้าคะ”
“เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?” ฮูหยินท่านผู้ว่าการถามด้วยความ
สงสัย
วังเสี่ยวจูยิ้มน้อย ๆ “มีคำกล่าวว่าผิวพรรณของสตรีนั้นสัมพันธ์
กับอารมณ์ความรู้สึก ฮูหยินมีผิวพรรณเนียนนุ่มและใบหน้าอ่อน
เยาว์อยู่เสมอ คงเป็นเพราะท่านกับท่านผู้ว่าการเขตรักใคร่กันดี ไม่มี
เรื่องอะไรให้กังวลใจเลยใช่หรือไม่”
“เจ้าช่างเป็นคนฉลาดนัก” ฮูหยินท่านผู้ว่าการเอ่ยเชย
คราวนี้วังเสี่ยวจูไม่ได้พูดอะไรต่อ
ผ่านไปสักครู่ ฮูหยินท่านผู้ว่าการเขตก็กล่าวอีกว่า “ที่จริงแล้วก็
ไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องให้กังวลใจเลย ไม่นานมานี้เขาก็ยุ่งงานมาก วัน ๆ
เอาแต่ศึกษากฎหมายของราชวงศ์ ซ ้ายังพึมพำอะไรเกี่ยวกับการ
ต่อสู้ด้วยอาวุธ จนไม่มีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนข้าเลย”