พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 138 จุดเริ่มต้นของแผนการร้าย
การต่อสู้ด้วยอาวุธ หมายถึงการพกพาอาวุธร้ายแรงเพื่อทำร้าย
ร่างกาย หรือแม้กระทั่งการรุมทำร้าย มันเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงตาม
กฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋ ซึ่งอาจถูกตัดสินโทษถึงขั้นประหารชีวิต
ได้ เพียงแต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ
เมื่อข่าวถูกนำกลับมายังสำนักแพทย์ และส่งต่อไปยังเรือน
ดอกไม้ พวกเด็ก ๆ ต่างไม่พูดอะไรแล้วมองไปทางฟางเหิง
เจ้าสามฟางเหิงเบิกตาโพลง “พวกท่านมองข้าทำไม? ถึงแม้ข้า
จะพาผู้ติดตามไปฝึกวรยุทธ์ แต่ก็เป็นเพียงการฝึกฝนเท่านั้น ไม่ได้
ทะเลาะวิวาทอะไรสักหน่อย”
อีกอย่าง แค่มีดพร้าไม่กี่เล่ม แค่ฟันทีเดียวก็คมก็บิ่นแล้ว ยังจะใช้
ต่อสู้อะไรได้?
แต่คนอื่นคงไม่คิดเช่นนั้น
เพียงแค่ฟางเหิงมีอาวุธในมือและมีผู้บาดเจ็บล้มตาย นั่นก็ถือเป็น
การต่อสู้ด้วยอาวุธ ซึ่งเป็นความผิดที่อาจถูกจับขัง หรือกระทั่งถูก
ตัดสินประหารชีวิตได้
สวี่โม่สีหน้าเคร่งเครียด “เจ้ารอง เจ้าซื้อมีดพร้ามาจากที่ใด?”
เจิ้งหรูเชียนชะงัก “ข้าซื้อจากร้านตีเหล็ก บอกว่าบ้านข้ามีคน
เก้าคนต้องการจะผ่าฟืน…”
ราชวงศ์ต้าอวี๋มีการควบคุมเครื่องมือเหล็กอย่างเข้มงวด มีดพร้า
มีดทำครัว พลั่วเหล็ก และจอบ เป็นเครื่องมือเหล็กไม่กี่ชนิดที่สามารถ
ลงทะเบียนและซื้อกลับบ้านได้
เสียมและจอบเหล็กเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพาะปลูก มีดพร้า
และมีดทำครัวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้งานและทำอาหาร
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพของพวกมันล้วนอยู่ในระดับ
ทั่วไป
มีดพร้าคมกริบแต่ใช้ได้เฉพาะกับไม้เท่านั้น หากเปลี่ยนเป็น
กระดูกคนหรือแม้แต่มีดพร้าที่คมพอ ๆ กัน เมื่อปะทะกันผลลัพธ์ก็จะ
เป็นเพียงการบิ่นทั้งคู่
ใบมีดที่สามารถไปอยู่บนสนามรบได้ มักจะมีสันกว้างและหนา
ส่วนปลายคมกริบ และตัวใบมีดแข็งแรงทนทาน ถึงจะสามารถแทง
ทะลุเกราะของศัตรูและยังคงสภาพดีได้เมื่อปะทะกัน
หากเผชิญหน้ากับอันตรายด้วยมีดพร้าแบบนี้ ผลลัพธ์ก็คือคง
ต้องมันทิ้งไปเท่านั้น
ดังนั้นฟางเหิงจึงโมโห ถือมีดพร้าไล่ตามเจิ้งหรูเชียนไปถึงสอง
ตรอก
“พี่ใหญ่หมายความว่า เรื่องที่พี่รองซื้อมีดพร้าถูกท่านผู้ว่าการ
เขตเฮ่อรู้เข้าแล้ว และเขาอาจจะใช้เรื่องนี้มาหาเรื่องเราใช่หรือไม่?”
จ่างเยี่ยนก้าวออกมาพูดตรงประเด็น
สวี่โม่พยักหน้าเบา ๆ
ทุกคนหันมาจับจ้องฟางเฟิงอีกครั้ง
“เช่นนั้นพวกเราทิ้งมีดพร้าไปเลยดีหรือไม่?” ฟางเหิงพูดด้วยสี
หน้าเสียดาย
แม้จะรังเกียจมีดพร้า แต่มันก็ยังถือเป็นอาวุธ หากใช้อย่าง
ระมัดระวังและดูแลรักษาอย่างดี ความรู้สึกตอนใช้งานย่อมดีกว่า
กระบองไม้แน่นอน
“พวกเราอาจทิ้งมีดพร้าชุดนี้ได้ แต่ไม่อาจอยู่โดยปราศจาก
อาวุธตลอดไป” ฟางเหิงกล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่น
อาวุธที่ดีสามารถเพิ่มพลังการต่อสู้ได้สองหรือสี่เท่า
มีดพร้าก็นับว่าเป็นตัวเลือกรองลงมา หากกลับไปใช้กระบองไม้
อีก การฝึกฝนตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาก็เท่ากับสูญเปล่าแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น หากท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อต้องการสร้างปัญหาให้
พวกเขาด้วยเรื่องมีดพร้า พวกเขาก็จะต้องทิ้งมีดพร้าไป
แล้วถ้าวันหนึ่งท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อต้องการสร้างปัญหาเกี่ยวกับ
โรงผลิต พวกเขาจะต้องทิ้งโรงผลิตไปด้วยหรือ?
หรือกระทั่งต้องทิ้งพี่น้องของตนเอง?
“พวกเราไม่อาจทิ้งมันได้” สวี่โม่ตัดสินใจเด็ดขาดด้วยน ้าเสียง
หนักแน่น
ฟางเหิงถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ไม่นานก็กังวลขึ้นมาอีกครั้ง
“หากไม่ทิ้งไป แล้วเกิดพวกเราตกหลุมพรางของท่านผู้ว่าการเขต
เฮ่อขึ้นมา จะทำอย่างไรดีเล่า?”
สวี่โม่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่จับจ้องไปที่จ่างเยี่ยน
แม้ไม่รู้ที่มาของน้องห้า แต่เด็กหนุ่มนี้ดูจะคุ้นเคยกับการล่อลวง
ราวกับเป็นปลาในน ้า การถามความเห็นของเขาคงไม่ใช่ตัวเลือกผิด
แน่
“อืม…” จ่างเยี่ยนครุ่นคิดสักครู่ “ไม่ต้องทิ้งมีดพร้า ไม่ต้องสนใจ
อะไรทั้งนั้น ใช้ชีวิตต่อไปเถอะ”
เด็ก ๆ ในเรือนดอกไม้ต่างตะลึงกันไปหมด
เจียงเซิงอายุน้อยที่สุด แม้นางจะฟังไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็อด
ไม่ได้ที่จะถามออกมา “แล้วถ้าพี่สามเจอกับดักเข้าล่ะ พวกเราจะไม่
สนใจพี่สามเลยหรือ?”
เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก
จ่างเยี่ยนยกยิ้มมุมปากราวกับเป็นจิ้งจอกน้อย “พี่ใหญ่ ท่านช่วย
ไปขอมีดพร้าเก้าเล่มจากพี่ชายฝูเฟิง แต่ต้องเป็นมีดที่ไม่ได้ลับคมนะ
ยิ่งมีรูปร่างคล้ายมีดพร้าก็ยิ่งดี”
มีดที่ลับคมแล้วถือว่าเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ ส่วนมีดที่ไม่ได้ลับ
คมอย่างมากก็เป็นแค่การทะเลาะกัน
สวี่โม่เข้าใจจุดประสงค์ทันที
แต่เขายังมีความสงสัยอยู่เล็กน้อย “ช่วงนี้เจ้าเข้าออกเรือน
ตระกูลหวังบ่อยครั้ง แค่พูดกับฝูเฟิงสักคำก็น่าจะได้แล้ว เหตุใดต้อง
ให้ข้าไปขอจากเขาเป็นพิเศษด้วยเล่า?”
ต่อคำถามนี้ จ่างเยี่ยนเอียงศีรษะยิ้มแย้ม ทว่าไม่ตอบอะไร
ในโลกนี้การทำสิ่งใดอย่างเปิดเผยย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ อย่าง
เจิ้งหรูเชียนที่ซื้อมีดมา เขาย่อมต้องลงทะเบียนที่ศาลเขตแน่นอน
แต่บางเรื่องก็ต้องทำอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
เหมือนเวินจืออวิ่นที่เปิดสำนักแพทย์โดยแยกออกจากเรือน
ดอกไม้ ไร้ข้อสงสัยหรือกังขาใด ๆ สามารถหลบหลีกสายตาผู้คนที่
เข้าออกสำนักแพทย์ได้ทุกวัน แล้วก็แอบย่องกลับมาที่เรือนดอกไม้
อีกอย่างคือการให้หวังฝูเฟิง ลอบซื้อมีดพร้ายาวที่ยังไม่ได้ลับคม
ทั้งเก้าเล่มนี้ โดยไม่ให้ใครล่วงรู้
ในยามปกติ ฟางเหิงก็พาพวกผู้ติดตามใช้มีดถางหญ้า
แล้วบางครั้งที่ดึกสงัด ก็ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคยกับน ้าหนักของ
มีดพร้ายาวไร้คม
ดังนั้นชีวิตของพวกเขาจึงดำเนินไปอย่างสงบเช่นนี้กว่าครึ่ง
เดือน
ถั่วฝักยาวในอำเภอเซี่ยหยางกำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวไม่แก่ไม่
อ่อนเกินไป พร้อมจะนำใส่ลงในหม้อและตากแห้งได้แล้ว
เจิ้งหรูเชียนตั้งใจจะทำให้เสร็จที่อำเภอเซี่ยหยาง แล้วค่อยขน
ส่งไปยังที่ต่าง ๆ แต่ถูกพี่น้องทุกคนในเรือนดอกไม้คัดค้าน
โดยเฉพาะเจียงเซิงที่ยกมือเท้าเอวตะโกนว่า “พี่รอง ท่านช่างโง่
งมเสียจริง โรงผลิต ในเขตอันสุ่ยทำไส้กรอกได้แค่วันละสิบชั่งเท่านั้น
พวกท่านป้าว่างงานจนต้องนั่งแทะเมล็ดแตงแล้ว ท่านจะเอา
ถั่วฝักยาวมาตากที่โรงผลิตไม่ได้หรือ หรือว่าจะเปิดโรงผลิตที่อำเภอ
เซี่ยหยางอีกแห่งเล่า”
อีกอย่าง ภาษีนำเข้าถั่วฝักยาวสดเข้าเขตอันสุ่ยก็แค่ไม่กี่เหวิน
แล้วภาษีนำเข้าถั่วฝักยาวดองจะต้องเสียเท่าไหร่กัน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เจิ้งหรูเชียนก็ยอมแพ้ บอกให้ผังต้าซาน
พาพี่น้องขนส่งถั่วฝักยาวมายังโรงผลิตในเขตอันสุ่ย
ตอนนี้สิ่งเดียวที่ต้องระวังก็คือ จะเก็บรักษาถั่วฝักยาวสดให้อยู่ได้
ห้าวันอย่างไร
เรื่องนี้ไม่นับว่ายากเท่าไหร่
จางเซียงเหลียนพูดขึ้นว่า “แต่ก่อนข้าไม่ค่อยได้ไปที่อำเภอบ่อย
นัก ไปแต่ละครั้งก็ต้องซื้อผักมาเก็บไว้สามถึงห้าวัน ถั่วฝักยาวนี้แค่ใช้
กระดาษเก่า ๆ มาห่อให้แน่น ก็เก็บได้อย่างน้อยห้าวันแล้ว”
นี่แหละคือความรู้ในชีวิตประจำวัน สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด
เจิ้งหรูเชียนจึงวางใจได้ แล้วให้สวี่โม่เก็บกระดาษเก่า ๆ จาก
สำนักศึกษามา ก่อนจะเริ่มขนส่งถั่วฝักยาวอย่างเป็นทางการ กระทั่ง
วังเสี่ยวซงก็เข้าร่วมด้วย พวกเขาวิ่งวุ่นกันอย่างสนุกสนาน
จนดูเหมือนจะลืมไปว่ายังมีท่านผู้ว่าการเขตที่จ้องจับผิดพวกเขา
อยู่
โชคดีที่ยังมีสวี่โม่กับจ่างเยี่ยนที่ระแวดระวังมากขึ้นเรื่อย ๆ
มีคำกล่าวไว้ว่า ก่อนพายุฝนจะมาคลื่นลมมักเงียบสงบ
พวกเขาไม่ควรปล่อยใจให้ผ่อนคลายเพียงเพราะความสงบชั่วครู่
แต่กลับควรยิ่งกังวลว่าพายุฝนจะถาโถมมาเมื่อไหร่
ปลายเดือนแปดเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดในรอบปี
สวี่โม่กำลังร ่าเรียนอยู่ในสำนักศึกษา เวินจืออวิ่นไปตรวจชีพจร
ที่สำนักแพทย์ เจิ้งหรูเชียนออกไปส่งของทั่วทุกที่ แม้แต่จ่างเยี่ยนก็ไป
ช่วยจัดการธุระที่บ้านตระกูลหวัง
มีเพียงฟางเหิง พวกผู้ติดตามของเขา และเจียงเซิงซึ่งยังวุ่นวาย
อยู่ในเรือนดอกไม้
ช่วงนี้ไส้กรอกรมควันเน่าเสียจนการพัดไม่อาจช่วยได้ เจียงเซิง
น้อยตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว หยุดการทำไส้กรอกไปเลย แล้วหันมา
ตากถั่วฝักยาวดองอย่างจริงจัง
นางช่วยชั่งน ้าหนักและตรวจสอบความแห้งของถั่วฝักยาว ขณะ
กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังตุบตับมาจากภายนอก
เสียงนั้นราวกับมีคนทะเลาะวิวาท ส่งเสียงกู่ร้องและครวญคราง
ด้วยความเจ็บปวด
เจียงเซิงตกใจรีบออกมาจากโรงผลิต พร้อมทั้งเห็นฟางเหิงขมวด
คิ้วมุ่นคิดจะออกไปดูเช่นกัน
“พี่สาม ท่านอย่าไปเลย” เด็กหญิงรู้สึกหวั่นในใจโดยไม่ทราบ
สาเหตุ นางรีบยื่นมือห้ามไว้ “ท่านอย่าไปนะ”
ฟางเหิงชะงักฝีเท้า เขาพลันรู้สึกลังเลอยู่บ้าง
หากด้านนอกเป็นกับดัก พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกไป
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงร้องแหลมเล็กของจ่างเยี่ยนก็ดังมาจาก
ประตูเรือน “พี่สาม…”