พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 139 ตกหลุมพราง
ในฐานะน้องชายคนเล็กสุดของครอบครัว แม้จะพี่ชายทั้งหลาย
ปฏิบัติต่อจ่างเยี่ยนไม่อ่อนโยนเท่ากับเจียงเซิง แต่ก็รักและเอ็นดูเขา
อย่างจริงใจ
ยามนี้เมื่อเขากลับส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดจากด้านนอก ไม่ต้อง
พูดถึงว่ามันอาจเป็นกลอุบาย แต่ต่อให้เป็นภูเขาดาบกับทะเลเพลิง
พวกเขาก็ต้องไป
“พี่ห้า!”
เจียงเซิงร้องเรียกน ้าเสียงสะอื้น คว้าถั่วฝักยาวแห้งสองกำแล้ววิ่ง
ออกไปข้างนอก
ฟางเหิงหยิบมีดพร้าที่พกติดตัวแล้วตามน้องสาวไปติด ๆ
พวกเขาเปิดประตูใหญ่แล้วพุ่งออกไปอย่างไม่ลังเล
หลังจากนั้น ข้างนอกก็พลันเงียบสงัด
บรรดาผู้ติดตามทั้งแปดคนมองหน้ากันไปมา หลังลังเลเพียงชั่ว
ครู่ก็กระโดดตามออกไป
พวกเขาเป็นผู้ติดตามที่ฟางเหิงฝึกฝนมา เป็นกลุ่มทหารเล็ก ๆ ที่
ถูกสอนด้วยวิธีการอันเข้มงวด แม้จะรู้ว่าอาจเป็นกับดัก แต่เมื่อ
คุณชายสามออกไปแล้ว พวกเขาก็ต้องออกไปด้วย
นี่คือการฝึกฝน นี่คือสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก
แต่เมื่อพวกเขาวิ่งออกไปข้างนอกจริง ๆ กลับต้องงงงัน
เจียงเซิงที่ถือถั่วฝักยาวแห้งกับฟางเหิงที่ถือมีดพร้าก็งุนงง
เช่นกัน
ไม่มีภาพจ่างเยี่ยนที่ถูกทำร้าย ไม่มีแม้แต่เด็กชาย มีเพียงสภาพ
ความยุ่งเหยิง คนแปลกหน้าที่บาดเจ็บครวญคราง และชายวัย
กลางคนที่ผอมแห้งทว่าท่าทางดูเฉลียวฉลาด
เขาเหมือนจะชอบใจกับท่าทางตกตะลึงของเด็ก ๆ กลุ่มนี้ ก่อนจะ
อ้าปากเลียนเสียงได้เหมือนกับตัวจริงว่า “พี่สาม”
มันเป็นเสียงของจ่างเยี่ยน แต่ไม่ใช่ตัวเขา!
เจียงเซิงเบิกตากว้าง คิดว่าตนเห็นผีเสียอีก
ส่วนฟางเหิงนึกถึงเรื่องราวที่เคยอ่านตอนเด็กขึ้นมาทันที “ใน
เมืองหลวงมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเลียนเสียงอยู่…”
พวกเขาถูกหลอกแล้ว นี่คือแผนการ!
ฟางเหิงรู้ตัวอย่างรวดเร็ว วิ่งเข้าไปคิดจะกดตัวชายวัยกลางคนไว้
แต่ไม่คิดว่าเขาจะไหวตัวทัน แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที
ทิ้งไว้เพียงความยุ่งเหยิงเกลื่อนกลาด และคนสิบกว่าคนที่
บาดเจ็บครวญครางอยู่บนพื้น
มีคนเดินผ่านมาเห็นเข้า ก็ตกใจจนต้องปิดปากไม่กล้าส่งเสียง
รีบเร่งเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าความผิดของการก่อเหตุทะเลาะวิวาทครั้งนี้ คงไม่อาจ
ลบล้างออกไปได้
ฟางเหิงสีหน้าหม่นหมอง โทษตัวเองที่ใจร้อนเกินไป จนทำให้
ฝ่ายตรงข้ามได้โอกาส
เจียงเซิงจึงสะกิดแขนเสื้อของเขาเบา ๆ “ไม่เป็นไรหรอกพี่สาม พี่
ห้าเคยบอกว่ามีแต่เป็นโจรร้อยวัน ไหนเลยจะป้องกันโจรขโมยได้ทั้ง
ร้อยวัน”
ตราบใดที่ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อต้องการหาเรื่องพวกเขา สักวัน
เขาก็ต้องหาโอกาสได้
หากไม่ใช่วันนี้ก็อาจจะเป็นพรุ่งนี้ หรือวันมะรืน
ฟางเหิงยังคงมีสีหน้าหม่นหมอง เขายังไม่ทันได้พูดอะไร
เสียงฝีเท้าที่เป็นระเบียบก็ดังขึ้นมา
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเป็นท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อนำเจ้าหน้าที่
สิบกว่าคนมาถึงหน้าเรือนดอกไม้ จ้องมองความยุ่งเหยิงตรงนั้นด้วยสี
หน้าเรียบเฉย
คนที่นำหน้าคือเจ้าหน้าที่หยวนที่พวกเขาคุ้นเคย เมื่อเห็นภาพนี้
ก็ขยิบตาส่งสัญญาณไม่หยุด หวังให้พวกเขารีบส่งคนไปขอความ
ช่วยเหลือ
แต่ภายใต้กฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋ ไม่มีใครสามารถ
ช่วยเหลือได้
กฎคือกฎ กฎหมายคือกฎหมาย ผู้ที่ทำผิดต้องรับโทษและ
รับผิดชอบต่อความผิดของตนเอง
มุมปากของฟางเหิงยกขึ้นเผยรอยยิ้มเยาะ
“พวกเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทำผิดอะไร!” ที่ปรึกษาซึ่งมาพร้อมกับ
ท่านผู้ว่าการตวาดลั่นด้วยความกรุ่นโกรธ “การต่อสู้กันในเขตอันสุ่ย
จนทำให้ผู้คนบาดเจ็บมากมายขนาดนี้ พวกเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทำ
ผิด?”
“ใต้เท้ากำลังพูดถึงอะไร ข้าไม่เข้าใจ” ฟางเหิงเงยหน้าด้วยความ
ตกใจ
สีหน้าของที่ปรึกษาเคร่งขรึม ชี้มายังเขาแล้วพูดว่า “สามหาว!
หลักฐานทั้งคนและวัตถุก็อยู่พร้อมแล้ว เจ้ายังคิดจะไม่ยอมรับอีกหรือ
การต่อสู้กันกลางถนนแบบนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรง”
“ใต้เท้า แต่ข้าไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้นัก” ฟางเหิงยิ้มเล็กน้อย
“พวกข้าเพียงแค่มาดูเหตุการณ์หน้าประตูบ้านของตัวเอง แล้วจะ
กลายเป็นการสู้กันกลางถนนได้อย่างไร?”
ที่ปรึกษาไม่คิดว่าเด็กพวกนี้จะต่อต้านได้ขนาดนี้ ใบหน้าจึง
เปลี่ยนเป็นสีดำราวกับก้นหม้อ “ใครบ้างจะถือมีดมาดูเหตุการณ์หน้า
ประตู ซ ้ายังบังเอิญว่าพวกเจ้าถือมีดเปิดประตูออกมา ข้างนอกก็มีคน
นอนเกลื่อนอยู่เต็มพื้นอีก?”
“ใช่แล้วขอรับ” ฟางเหิงทำหน้างุนงง “ข้าเองก็สงสัยเช่นกัน”
ที่ปรึกษา “…”
เมื่อเห็นว่าหัวข้อสนทนาเริ่มเบี่ยงเบนไปเรื่อย ๆ ท่านผู้ว่าการเขต
เฮ่อก็กระแอมเบา ๆ เพื่อขัดจังหวะพวกเขา
“ใต้เท้า พวกชาวบ้านเหล่านี้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกลางถนนแต่ไม่
ยอมรับ ข้าขอเสนอให้จับกุมพวกเขาเข้าคุกก่อน แล้วค่อยสอบสวน
ทีหลัง” ที่ปรึกษาประสานมือเสนอความเห็น
ท่านผู้ว่าการเฮ่อพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่สิบกว่าคนกำลังจะพุ่งเข้ามาจับกุม
เจ้าหน้าที่หยวนก็แสดงสีหน้าเสียใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“ช้าก่อน!”
ฟางเหิงไม่กลัวพวกเขาเลย เขาบอกให้เจ้าหน้าที่หยุดมือ แล้ว
ถามด้วยความสงสัย “ใต้เท้า ท่านตัดสินว่าพวกข้าก่อเหตุทะเลาะ
วิวาทด้วยเหตุใด? พวกข้าแค่ออกกำลัง ไม่ได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท
อีกทั้งคนเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกพวกข้าทำร้ายด้วย”
เขาพูดจบก็โยนมีดพร้าในมือลงบนพื้น “หากใต้เท้าไม่เชื่อ ก็
ลองตรวจสอบดูได้ว่ามีดของพวกข้าจะสามารถฟันคนจนทำให้เกิด
บาดแผลเช่นนี้ได้หรือไม่”
ที่ปรึกษาชะงักไปครู่หนึ่ง กระทั่งสีหน้าของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อก็
เคร่งเครียดขึ้น
พวกเขาไม่ใช่คนโง่ ตรงกันข้าม พวกเขาฉลาดมาก ชั่วขณะที่
ฟางเหิงโยนมีดออกมา พวกเขาก็รู้สึกได้ว่าเด็กพวกนี้อาจมีแผน
ป้องกันไว้แล้ว
แต่ที่ปรึกษาไม่ยอมแพ้ วิ่งเข้าไปหยิบมีดพร้ายาวขึ้นมา ใช้มือ
ทดสอบ ใช้แขนเสื้อทดสอบ ถึงขั้นใช้เส้นผมทดสอบ ทั้งหมดไม่สร้าง
อันตรายให้เขาแม้แต่น้อย
มีดพร้าเล่มนี้แน่นอนว่าไม่มีคม มันอาจจะใช้น ้าหนักทุบคนตาย
ได้ แต่ไม่มีทางฟันให้เกิดบาดแผลได้แน่นอน
ที่ปรึกษามองไปรอบ ๆ เห็นคนบาดเจ็บสิบกว่าคนนอนเลือดอาบ
อยู่บนพื้น จึงปล่อยมือทั้งสองข้าง มีดพร้าพลันตกลงพื้นอีกครั้งเสียง
กังวาน
“ใต้เท้า ท่านเป็นผู้ปกครองของชาวบ้าน ในฐานะผู้ว่าการเขต
อันสุ่ย ก่อนทำอะไรก็ต้องหาหลักฐานให้แน่ชัด ไม่อาจทำร้าย
ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจได้” ฟางเหิงประสานมือคำนับ
ในชั่วขณะที่เงยหน้าขึ้น ก็สบตากับท่านผู้ว่าการเฮ่อโดยไม่
หวาดกลัวแม้แต่น้อย
เจ้าหน้าที่หยวนซึ่งอยู่ด้านข้างมีสีหน้าชื่นชม เขาเกือบจะ
กระโดดขึ้นมาปรบมือให้แล้ว ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริง ๆ
หากจะพูดถึงคนที่กำลังหนักใจ ก็มีเพียงที่ปรึกษากับท่านผู้ว่า
การเฮ่อเท่านั้น
ขุนนางสูงแปดฉื่อมองฟางเหิงขึ้น ๆ ลง ๆ สองสามครั้ง แล้วพลัน
หัวเราะเยาะออกมา “ดี ดีมาก”
เขาเคยคิดว่ามันจะเป็นภารกิจง่าย ๆ แต่ไม่คิดเลยว่าจะยุ่งยากถึง
เพียงนี้
แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ชีวิตคงจะดูมีสีสันขึ้นมาบ้าง
“ไป!” ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อโบกมือแล้วหันหลังจากไป
ที่ปรึกษาลังเลแล้วหันกลับมามองคนบาดเจ็บบนพื้น “ใต้เท้า คน
บริสุทธิ์เหล่านี้…”
“พาไปส่งที่สำนักแพทย์ทั้งหมด” ท่านผู้ว่าการเฮ่อกล่าวด้วย
น ้าเสียงเรียบเฉย
กลุ่มคนที่มาอย่างยิ่งใหญ่ เวลาจากไปก็จากไปอย่างยิ่งใหญ่
เช่นกัน
หน้าประตูเรือนดอกไม้จึงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ฟางเหิงก้มลงเก็บมีดพร้าที่ยังไม่ได้ลับคม แล้วหมุนควงในมือ
“ไปกันเถอะ กลับเข้าเรือนได้แล้ว”
เจียงเซิงมองเขาด้วยสายตาชื่นชม “พี่สาม เหตุใดท่านถึงฉลาด
ขึ้นมาแบบนี้ เกือบจะฉลาดเทียบเท่าพี่ใหญ่แล้ว”
ฟางเหิง “…”
“การชมก็คือการชม เหตุใดต้องเปรียบเทียบด้วยเล่า”
ฟางเหิงยื่นมือออกไป จงใจลูบศีรษะของเจียงเซิงเบา ๆ
แม้ว่าผมเปียที่ถักไว้อย่างดีจะยุ่งเหยิง แต่สัมผัสนนี้ช่างดีจริงมาก
มิน่าพี่รองถึงชอบลูบศีรษะน้องสาวเช่นนี้
“พี่สาม!” เจียงเซิงโกรธจัด คว้าถั่วฝักยาวปาใส่ทันที
ฟางเหิงหลีกหนีได้อย่างง่ายดาย
“พี่สาม ท่านอย่าหนีสิ เหตุใดท่านถึงได้รู้นิสัยไม่ดีมาจากพี่รอง
ด้วย…”
พวกเขาพี่น้องหยอกล้อกันไปมา ก่อนจะเดินตามกันเข้าไปใน
เรือนดอกไม้…
ยามค ่า พี่น้องทั้งหลายต่างมาชุมนุมกันพร้อมหน้า
เมื่อเล่าถึงปฏิกิริยาของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ สวี่โม่จิบชาหนึ่งอึก
แล้วกล่าวเรียบว่า “เขาคงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก”
“ไม่ยอมแพ้ก็ช่างเขาเถอะ” เจิ้งหรูเชียนสีหน้าไม่ใส่ใจ “แค่รับมือ
ไปตามสถานการณ์ ไม่ต้องกลัวสิ่งใดทั้งนั้น”
“ถึงจะพูดแบบนั้น แต่การถูกจับตามองอยู่ตลอดก็น่าอึดอัด
เช่นกัน”
สวี่โม่ไม่ได้เอ่ยอะไร ส่วนจ่างเยี่ยนก็ขมวดคิ้วมุ่น
ขณะที่พวกพี่ชายกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจัง เจียงเซิงยกมือเท้า
คาง พูดเสียงเบาว่า “หากทำให้เขาไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนี้ได้ก็คงจะ
ดี”