พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 140 ขุดหลุมพรางให้ท่านผู้ว่าการเฮ่อ
แนวคิดนี้ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก
แทนที่จะรอให้ท่านผู้ว่าการเขตคอยหาเรื่องพวกเขาไม่หยุด
หย่อน ทำไมไม่หาเรื่องไปให้ท่านผู้ว่าการเขตปวดหัวจนไม่มีเวลามา
ยุ่งกับพวกเขาบ้าง
ส่วนสิ่งที่อาจทำให้เขายุ่งจนไม่มีเวลาว่าง ก็คงมีแต่เรื่องความ
เป็นอยู่ของพวกชาวบ้านเท่านั้น
“เรื่องนี้ทำไม่ได้เด็ดขาด” สวี่โม่พูดด้วยน ้าเสียงจริงจัง
การศึกษาร ่าเรียนที่เขาได้รับในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ทำให้เขา
เข้าใจถึงความสำคัญของความสงบสุขของประชาชน และรู้ว่าเรื่อง
ของประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาล้อเล่นได้
พวกพี่น้องมองหน้ากันไปมา
พวกเขาก็ไม่คิดจะทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์หรอก แต่
จำเป็นต้องหาวิธีสร้างปัญหาให้ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อเสียหน่อย
ทุกคนยังคงครุ่นคิดอย่างหนัก
จ่างเยี่ยนยกมือเท้าคาง แววตาพลันวาบขึ้นด้วยความสนใจ “จริง
ๆ แล้วก็ไม่ยากเท่าไหร่”
เขาจำได้ราง ๆ ถึงลำดับขบวนรถม้าของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ
รวมถึงความเอาแต่ใจของฮูหยินผู้ว่าการเขตด้วย
หากเขาคาดไม่ผิด ท่านผู้ว่าการเฮ่อคงรักใคร่ภรรยาและบุตร
ธิดามากแน่
มีคำกล่าวที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวุ่นวายภายในหรือภายนอกล้วน
เป็นความวุ่นวาย
เมื่อไม่อาจเล่นตลกกับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ก็ให้เรือน
หลังของท่านผู้ว่าการลุกเป็นไฟเถอะ!
“เรื่องนี้อาจต้องรบกวนพี่ชายฝูเฟิงแล้ว” จ่างเยี่ยนกล่าวด้วยสี
หน้านิ่งเฉย “พี่ใหญ่ พวกเราไปตระกูลหวังด้วยกันเถอะ”
สวี่โม่พยักหน้า
แม้จะกล่าวว่าให้ตระกูลหวังช่วยออกหน้า แต่ที่จริงแล้วคือขอให้
ตระกูลใหญ่โตในท้องถิ่นออกหน้า เพียงแต่ต้องให้หวังฝูเฟิงเป็นตัว
จุดไฟ เพื่อให้ตระกูลใหญ่เกิดความตื่นตัวสักหน่อย
ในเมืองหลวง เคยมีธรรมเนียมการส่งอนุภรรยาให้แก่กัน เพราะ
อนุภรรยาสามารถยุยงสามีให้เชื่อและสืบหาข้อมูลได้
ในช่วงที่นิยมมากที่สุด ทุกตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงล้วนมี
อนุภรรยาอย่างน้อยสองถึงสามคน ซึ่งต่างก็เป็นคนที่ตระกูลอื่นส่งเข้า
มาแทรกซึม
บางตระกูลอาจเกิดความระแวงและหลีกเลี่ยงเรื่องนี้
แต่ภายใต้ความงามพริ้มเพรา ผู้ที่ควรจมดิ่งก็ยังคงจมดิ่ง เพียง
เพราะวีรบุรุษหลงใหลสตรีงาม
“พวกเขาเป็นวีรบุรุษหรือ? หึ!” หวังฝูเฟิงได้ยินคำพูดของจ่าง
เยี่ยนแล้วก็พลันแสดงสีหน้ารังเกียจ “คงเป็นวีรบุรุษในความคิดของ
ตัวเองกระมัง แค่ลูกหลานตระกูลใหญ่ที่รับสืบทอดทรัพย์สินและเส้น
สายมาจากบรรพชน ก็คิดว่าตนเองเป็นวีรบุรุษแล้ว”
ความจริงแล้ว หากปราศจากมรดกจากบรรพชน พวกเขาก็
ไม่ได้นับเป็นอะไรได้แล้ว
ผู้ที่สามารถสร้างตัวจากความว่างเปล่าต่างหาก ถึงจะสมเป็น
วีรบุรุษที่แท้จริง
หวังฝูเฟิงกล่าวจบก็จ้องมองไปทางสวี่โม่ด้วยสายตาเป็นประกาย
“พี่สวี่ ท่านต่างหากที่เป็นวีรบุรุษในใจข้า”
สวี่โม่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะออกมาทันที
เขาจะเป็นวีรบุรุษอะไรได้ ก็แค่เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ดิ้นรนมีชีวิตอยู่ใน
โลกใบนี้ และไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาเท่านั้น
“ฝูเฟิง เจ้าต่างหากที่เป็นวีรบุรุษ” สวี่โม่กล่าวอย่างจริงใจ “ชาติ
ตระกูลไม่ได้เป็นตัวแทนของทุกสิ่ง การพลิกสถานการณ์จากความ
ยากลำบาก การไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา นั่นต่างหากคือความกล้า
หาญและไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง”
ทั้งสองสบตาและยิ้มให้กันเล็กน้อย แสดงถึงการยอมรับและชื่น
ชมซึ่งกันและกัน
จ่างเยี่ยนเกาคาง จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าการมีอยู่ของตนเองช่างเกะกะ
เหลือเกิน หากไม่ใช่เพราะต้องปรึกษาเรื่องการหลอกลวงขุนนางและ
ตระกูลใหญ่ เขาก็คงจะเดินหนีไปแล้ว “แค่ก ๆ ๆ”
สวี่โม่ได้สติกลับมา ก่อนยกมือลูบศีรษะน้องชายคนเล็ก “เจ้าห้า
ของบ้านเราในอนาคตก็จะกลายเป็นวีรบุรุษ เพื่อความเป็นอยู่ของ
ประชาชน และรับใช้บ้านเมือง”
เขาไม่ตั้งใจจะลืมจ่างเยี่ยน จึงเอ่ยปลอบใจน้องชายไป
ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้างดงามของเด็กชายกลับจางหายไป เหลือ
เพียงความสับสนเล็กน้อย
พวกเขาสามคนปรึกษาหารือกันอยู่ครึ่งชั่วยาม
ตอนแรกหวังฝูเฟิงเสนอว่า ตนเองจะเชิญผู้นำตระกูลชั้นสูง
ทั้งหลายมาร่วมทานอาหาร แล้วค่อย ๆ ลอบยุยงให้พวกเขาส่ง
อนุภรรยาไปให้ท่านผู้ว่าการเขต
แต่กลับถูกสวี่โม่คัดค้านทันที เพราะการยุยงเช่นนี้ทิ้งร่องรอยให้
สืบย้อนกลับได้ง่าย
คนฉลาดจะไม่เชื่อ แต่แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อก็ตาม มันก็จะง่ายต่อ
การค้นหาเรื่องของตระกูลหวังในภายหลังได้
จ่างเยี่ยนพยักหน้าเบา ๆ แล้วเสนอวิธีแก้ปัญหาอีกวิธี “บางที
พวกเราอาจจะจงใจแพร่ข่าวลือออกไป”
หวังฝูเฟิงกับสวี่โม่ต่างตกตะลึง
ตระกูลหวังเป็นตระกูลใหญ่ที่สุดในเขตอันสุ่ยอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้จะไม่สนิทสนมกับท่านผู้ว่าการเฮ่อ แต่ก็มีตระกูลอื่นคอยจับตาดู
ความเคลื่อนไหวของตระกูลหวังอยู่เสมอ
หากพวกเขา ‘บังเอิญ’ รู้ถึงการกระทำต่อไปของหวังฝูเฟิง พวก
เขาจะต้องลงมือก่อนเพื่อกดดันตระกูลหวังและแย่งชิงความดี
ความชอบไปอย่างแน่นอน
แค่ไม่รู้ว่าตระกูลใดจะมาติดกับดัก
……
เรือนโยวหราน
หวังฝูเฟิงสั่งการครั้งใหญ่ จับจองห้องส่วนตัวกับเถ้าแก่ฮ่าวเป็น
เวลาครึ่งเดือน
เดิมทีเขามาเป็นครั้งคราว จากนั้นก็เริ่มมาทุกวัน และยังไปพบ
คนบางคนในห้องส่วนตัว กระซิบปรึกษาพูดคุยเรื่องบางอย่าง
เรื่องนี้ดึงดูดความสนใจของตระกูลอื่น ๆ จนพวกเขาเริ่มหาวิธีส่ง
คนมาสืบข้อมูล
แต่ตระกูลหวังรักษาความลับได้ดีมาก ทั้งด้านในและด้านนอก
ประตูมีบ่าวรับใช้สองคนเฝ้าอยู่ กระทั่งการยกอาหารมาส่ง เถ้าแก่ฮ่าว
ก็ต้องเป็นคนนำมาให้เองเท่านั้น
สำหรับเถ้าแก่ของร้าน หวังฝูเฟิงยังต้องรักษาอาการ เวลาที่อีก
ฝ่ายมาส่งอาหารก็จะหยุดพูดคุย แต่ไม่ได้ระวังตัวเป็นพิเศษ
ดังนั้นเถ้าแก่ฮ่าวจึงได้ยินแผนการของตระกูลหวังอย่างชัดเจนใน
ตอนที่เข้าออกประตู
เขารู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง เมื่อต้องพบกับคนจากตระกูลใหญ่ที่
มอบค่าตอบแทนให้อย่างใจกว้างเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล หลังลังเลอยู่
ครู่หนึ่งก็เล่าแผนการออกมา
“เจ้าเด็กตระกูลหวังนั่นคิดแผนเช่นนี้ออกมาได้ จะไร้ยางอาย
เกินไปแล้ว!!” พวกตระกูลใหญ่เหล่านั้นโมโหตบโต๊ะ ขณะลุกขึ้นยืน
ก็ยังไม่ลืมกำชับเถ้าแก่ฮ่าวว่า “ท่านเถ้าแก่ ท่านคงจะต้องปิดปาก
เงียบสักหน่อย ถึงแม้ท่านจะเป็นผู้ดูแลร้านอาหารของตระกูลเจียง แต่
ที่นี่ก็คือเขตอันสุ่ย!”
มังกรแกร่งยังไม่อาจกดข่มงูใหญ่ประจำถิ่น
เถ้าแก่ฮ่าวพยักหน้ารับ แต่ในใจลอบถอนหายใจยาว
หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการหักหลังกันเองของ
พวกตระกูลใหญ่เลยแม้แต่น้อย แต่อย่างไรมังกรแกร่งคงไม่อาจกด
ข่มงูใหญ่เจ้าถิ่นได้ อีกทั้งเขาเป็นเพียงเถ้าแก่ร้านเล็ก ๆ จะต่อกรกับ
คนตระกูลใหญ่แห่งเขตอันสุ่ยได้อย่างไร
เขาหวังเพียงว่าเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ตระกูลหวังจะไม่มาหาเรื่อง
เขาก็พอ
เถ้าแก่ฮ่าวรู้สึกกังวลใจ จึงรีบบอกภรรยาและบุตรสาวให้เก็บข้าว
ของไว้ หากมีเหตุไม่คาดฝัน จะได้รีบกลับเมืองหลวงเพื่อขอความ
คุ้มครองจากตระกูลเจียง
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ผู้นำตระกูลซุนเริ่มเชิญท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อมาพบบ่อยขึ้น
ถึงแม้ว่าท่านผู้ว่าการจะมาเพียงสามครั้งจากสิบครั้ง แต่ก็ถือว่าให้
เกียรติกันมากแล้ว
ตระกูลซุนดีใจมาก รีบฉวยโอกาสตอนที่ท่านผู้ว่าการเฮ่อดื่มสุรา
จนเมา บอกว่าที่จวนของเขามีบ่าวรับใช้อยู่น้อย จึงอยากส่งบ่าวสอง
คนไปให้ท่านผู้ว่าการเขต
เขาไม่ได้พูดถึงอนุภรรยาด้วยเกรงว่าจะโจ่งแจ้งเกินไป ท่านผู้ว่า
การเขตเฮ่ออาจจะรับไม่ได้ จึงเปลี่ยนไปใช้คำว่าบ่าวรับใช้แทน ซึ่ง
ทุกคนก็เข้าใจกันดีอยู่แล้ว
แต่ไม่คิดว่าท่านผู้ว่าการเฮ่อจะเป็นคนซื่อในเรื่องนี้ เขาเข้าใจว่า
เป็นบ่าวชายสองคน อีกทั้งเขาก็ต้องการใช้ประโยชน์จากตระกูลซุน
จึงตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ในวันนั้น
เมื่อท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อกลับมาถึงจวน บนร่างกายที่ไม่เพียง
เต็มไปด้วยกลิ่นสุรา แต่ยังพา ‘บ่าว’ สองคนที่มีรูปร่างอ้อนแอ้นและ
ใบหน้างดงามตามมาด้วย
หลังถูกฮูหยินผู้ว่าการเขตเห็นเข้า นางก็คิดว่า ชายสุนัขผู้นี้ไม่
รักนางแล้วถึงกับคิดจะรับอนุภรรยาเข้าบ้านด้วย!
นางจึงร้องไห้โวยวายทันที ถึงขั้นข่วนหน้าท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ
จนเป็นรอย ซ ้ายังสั่งให้เขาที่สวมเสื้อผ้าชุดบางออกไปจากจวนเดี๋ยว
นั้น
ท่านผู้ว่าการเฮ่อยืนอับอายอยู่หน้าประตูจวน แม้สีหน้าซีดเซียว
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
และในวันเดียวกันนั้นเอง ชาวบ้านในเขตอันสุ่ยก็ได้รู้ว่า
ท่านผู้ว่าการเขตคนใหม่ของพวกเขาเป็น ‘สามีที่อยู่ใต้อำนาจ
ภรรยา’ อย่างสิ้นเชิง