พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 141 กลับไปปลูกผักกับพี่รอง
อุณหภูมิตอนเช้าเย็นของเดือนเก้าในเขตอันสุ่ยเริ่มมีความ
แตกต่างขึ้นแล้ว
เฮ่อเฉิงจางสวมเสื้อผ้าชุดบาง ยืนอยู่หน้าประตูจวนท่านผู้ว่าการ
เขต ความหนาวเย็นยังเป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือสายตาของ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา รวมถึงเสียงซุบซิบนินทาของพวกบ่าวในจวนที่
ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงอยู่ข้างหลัง
มีคนใจกล้าพูดขึ้นว่า “ท่านผู้ว่าการเขตเป็นคนกลัวภรรยา”
“ต่อไปท่านผู้ว่าการเขตคงไม่น่าเกรงขามเหมือนก่อนแล้ว” “มีภรรยา
น่าปวดหัวเช่นนี้ ไม่สู้หย่าแล้วไปแต่งงานใหม่ดีกว่า”
เฮ่อเฉิงจางพลันหน้าตึงด้วยความโกรธ ในที่สุดก็ทนไม่ไหว
ตะโกนออกมา “หุบปาก!”
พวกบ่าวที่กำลังซุบซิบกันตื่นตกใจ ก้มหน้าแสร้งทำเป็นตาย
ซาก
เขายังคงโมโห ชี้ไปทางบ่าวทั้งหลายแล้วเอ่ยว่า “ภรรยาของข้า
ไม่ใช่คนที่พวกเจ้าจะมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ ข้าเต็มใจให้นางไล่
ออกมาและเต็มใจยืนอยู่ตรงนี้ หากต่อไปข้าได้ยินพวกเจ้าพูดจาไม่ดี
เกี่ยวกับภรรยาของข้า ข้าจะขายพวกเจ้าออกไปทั้งหมด”
การขายบ่าวกับการไล่ออกไปนั้นไม่เหมือนกัน การไล่ออกไป
เหมือนกับการคืนสินค้า แค่มอบสัญญาทาสให้แล้วปล่อยพวกเขาให้
ใช้ชีวิตด้วยตัวเองไป
แต่การขายบ่าวคือการนำสัญญาทาสไปให้นายหน้าตามความ
ต้องการของเจ้านาย พูดให้ดีสักหน่อยก็คือขายให้แต่ละบ้าน พูดให้
ไม่ดีก็คือขายไปยังสถานที่สกปรกต ่าช้า ตัดอนาคตของคนผู้นั้น
ทั้งหมด
ดังนั้นเวลาเฮ่อเฉิงจางโกรธ พวกบ่าวก็จะตกใจกลัวกันมาก ทุก
คนคุกเข่าลงกับพื้นแล้วไม่กล้าพูดอะไรอีก
ผ่านไปนานพอสมควร ประตูใหญ่ของจวนท่านผู้ว่าการเขตจึง
เปิดออก
เขาปรับสีหน้าให้ดีแล้วจึงก้าวเข้าไปอย่างองอาจ
วันรุ่งขึ้น คำพูดของท่านผู้ว่าการเขตก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเขต
อันสุ่ย
ตระกูลซุนที่ส่งมอบอนุภรรยาไปตกใจจนใจหายวาบ เมื่อรู้ว่า
ตนเองประจบประแจงผิดที่ ในใจจึงทั้งตื่นตระหนกสับสน นั่งนิ่งแทบ
ไม่ติด
ทุกคนรวมถึงตระกูลซุนต่างรู้ดีว่า หลังจากท่านผู้ว่าการเขต
ปลอบประโลมภรรยาแล้ว ย่อมต้องมาจัดการกับตระกูลซุนแน่นอน
คนตระกูลอื่น ๆ ต่างนั่งรอดูเรื่องสนุก ส่วนคนในเรือนดอกไม้ก็
ถอนหายใจโล่งอก
“ดีจริง ๆ ถั่วฝักยาวในอำเภอเซี่ยหยางเก็บเกี่ยวและตากแห้ง
หมดแล้ว ที่ดินสามสิบหมู่ก็ว่าง ข้าต้องรีบกลับไปจัดการเรื่องนี้” เจิ้ง
หรูเชียนบิดขี้เกียจพลางกล่าว “ไม่รู้ว่าครึ่งปีที่เหลือนี้ควรปลูกอะไรดี”
การปลูกถั่วฝักยาวเริ่มต้นในเดือนสี่และเก็บเกี่ยวในเดือนเก้า
ดังนั้นพืชชนิดอื่นที่ควรจะปลูกต่อ ก็ต้องเริ่มปลูกในเดือนเก้าและ
เก็บเกี่ยวในเดือนสี่
วันที่ถูกกำหนดไว้ชัดเจนเช่นนี้ ทำให้มีตัวเลือกน้อยมาก
โดยเฉพาะสำหรับเจิ้งหรูเชียนที่ไม่รู้เรื่องการทำเกษตร
“พี่รอง พวกเราต้องปลูกอะไรที่ขายได้ราคาดี ไม่ควรปล่อยที่ดิน
สามสิบหมู่ว่างเปล่า” เจียงเซิงกะพริบตาปริบ ๆ พลางเอ่ย
เอาล่ะ ขอบเขตการเลือกผักก็แคบลงอีกรอบหนึ่งแล้ว
เพียงน้องสาวพูดคำเดียว พี่ชายก็วิ่งวุ่นจนแทบขาหัก
เจิ้งหรูเชียนจัดเก็บข้าวของ เตรียมพาวังเสี่ยวซงกลับไปอำเภอ
เซี่ยหยาง
แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะพาไปแค่วังเสี่ยวซงเท่านั้น แต่เป็นเพราะไม่
สามารถพาคนอื่น ๆ กลับไปได้ต่างหาก
อย่างจางฉีเฉวียนกับป้าจาง พอได้ยินคำว่าอำเภอเซี่ยหยางก็หัน
หน้าหนีทันที
ส่วนสวี่โม่ก็กำลังเตรียมตัวสอบ ไม่ควรไปรบกวนเขา
ฟางเหิงถูกคนจ้องตามองราวกับเสือมองเหยื่อ การอยู่ในเขต
อันสุ่ยจะปลอดภัยที่สุด สมกับคำว่าสถานที่อันตรายที่สุดคือที่
ปลอดภัยที่สุด
เวินจืออวิ่นก็มีสำนักแพทย์ของตนเองแล้ว เพื่อรักษา
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้ป่วย จึงไม่สามารถลาหยุดได้ตามใจ
ชอบอีกต่อไป
จ่างเยี่ยนก็สามารถกลับไปด้วยได้ แต่เพราะตระกูลหวังกำลัง
เผชิญกับสถานการณ์บางอย่าง หวังฝูเฟิงจึงวุ่นวายจนหัวหมุน ไม่ว่า
จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่สามารถพาเจ้าห้ากลับไปด้วยได้ในเวลานี้
แม้แต่วังเสี่ยวซงยังทำสีหน้าเศร้าสร้อยแล้วถามว่า “คุณชาย
พวกเราไม่กลับอำเภอเซี่ยหยางได้หรือไม่?”
เขากับน้องสาวหนีออกจากสถานที่นั้นราวกับเป็นผู้ลี้ภัย พวก
เขานึกรังเกียจพวกญาติ ๆ ที่ใช้อำนาจรังแกคน พาให้เกลียดชัง
สถานที่แห่งนั้นไปด้วย จนไม่อยากย่างกรายเข้าไปตลอดชีวิตนับจาก
นี้
แต่สถานที่ทำผิดอะไรเล่า?
ทุกที่ย่อมมีคนดีคนเลว ทุกตระกูลย่อมมีคนใจดีและคนใจร้าย
คนเราไม่ควรรังเกียจสถานที่เพียงเพราะคนคนเดียว และไม่ควร
เกลียดญาติครอบครัวเพราะเรื่องเพียงเรื่องเดียว
โลกนี้ไม่เคยมีแค่ขาวกับดำ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็มีพื้นที่สี
เทามากมายที่ไม่อาจกำหนดสีสันได้
“เสี่ยวซง เจ้าต้องกลับไป กลับไปอย่างยิ่งใหญ่ กลับไปด้วยความ
มั่นใจเต็มเปี่ยม” เจิ้งหรูเชียนตบบ่าวังเสี่ยวซง พูดด้วยน ้าเสียง
เหมือนกับเป็นผู้อาวุโส “ทำให้คนที่ดูถูกเจ้าต้องนับถือเจ้าซะ ทำให้
คนที่เย็นชากลับมาอ้อนวอน เช่นนี้จึงจะไม่เสียแรงที่เจ้าวิ่งวุ่นและ
ตรากตรำทำงานมาถึงครึ่งปี!”
ผู้ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองย่อมมีสิทธิ์จะภาคภูมิใจ
วังเสี่ยวซงมีสีหน้างุนงง แม้ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของ
คุณชาย แต่อย่างน้อยก็ไม่ต่อต้านการกลับไปอำเภอเซี่ยหยางอีก
แล้ว
ก่อนจะไป เขายังแวะไปถามวังเสี่ยวจูที่สำนักแพทย์ตระกูลเวินว่า
“เจ้าจะกลับไปดูบ้านเกิดกับข้าหรือไม่?”
หลังได้รับคำตอบว่า “ไม่!” แล้ว เขาก็กลับมาขึ้นรถม้าไปอย่าง
หงอยเหงา
เขาบังคับรถม้ากลับมาที่เรือนดอกไม้ พาเจิ้งหรูเชียนที่เตรียมตัว
เสร็จแล้วขึ้นรถ ขณะกำลังจะออกเดินทาง เด็กหญิงที่รวบผมเป็นหาง
ม้าก็โผล่หัวออกมาจากหลังประตู ตามด้วยร่างอวบกลมกับห่อผ้าสี
น ้าเงินคล้องไว้ที่แขน
“เจียงเซิง?” เจิ้งหรูเชียนชะงัก “เจ้ากำลังทำอะไร?”
“ข้าจะไปกับท่านพี่รองด้วยน่ะสิ” เจียงเซิงพูดพลางกระโดดโลด
เต้นอยู่ข้างเพลารถ
วังเสี่ยวซงทนดูไม่ไหว จึงยื่นมือไปช่วยพยุงนาง
เจียงเซิงปีนเข้าไปในรถม้า แล้วนั่งเคียงข้างเจิ้งหรูเชียน
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของพี่รอง นางก็วางห่อเล็ก ๆ ลงอย่าง
สบายอารมณ์ แล้วยิ้มกว้าง “พี่รองกลับไปคนเดียวคงเหงาเกินไป
เจียงเซิงจะไปเป็นเพื่อนท่าน อย่างไรเสียข้าก็ว่างทุกวัน ส่วนการทำ
ไส้กรอกให้พวกท่านป้าทั้งหลายดูแลก็พอแล้ว”
แม้นางจะพูดเช่นนั้น แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน เด็กหญิงตัวน้อยยัง
กระตือรือร้นช่วยป้าจางคิดค้นรสชาติใหม่ ๆ พยายามทำสินค้าที่
แตกต่างออกไป จนดูเหมือนนางไม่ได้ว่างงานเลยสักนิด
สาเหตุจริง ๆ ที่นางขึ้นรถม้าไปด้วย ก็เพราะกลัวว่าเจิ้งหรูเชียน
จะรู้สึกเหงาและกลัวว่าเขาจะไม่ชินที่ไม่มีทุกคนอยู่เป็นเพื่อน
แม้ว่าตอนขนส่งผักจะไปคนเดียวแต่มันเป็นการทำงาน เพื่อหา
เงินแล้วทุกคนต่างก็ไปด้วยตัวคนเดียวทั้งนั้น กระทั่งสวี่โม่ที่ไปศึกษา
เล่าเรียนก็ไปเพียงลำพังเช่นกัน
ทว่าการกลับไปอำเภอเซี่ยหยางครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ไป
จัดการธุระ แต่ต้องอยู่นานสักพัก เจิ้งหรูเชียนไปคนเดียวคงจะรู้สึก
หดหู่บ้าง และคงทำให้ทุกคนเป็นห่วงด้วย
“นี่คือยาที่พี่สี่ให้มา มีทั้งยาแก้บาดแผลและยาถอนพิษ รวมทั้งผง
สลอดอีกห่อใหญ่” เจียงเซิงเปิดห่อเล็ก ๆ “อันนี้คือมีดสั้นที่พี่ห้าให้มา
เขาบอกว่าเอามาจากคลังสมบัติของตระกูลหวัง มันคมกริบถึงขนาด
ตัดเหล็กได้เหมือนตัดเต้าหู้เลยนะ”
สุดท้ายนางก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา “นี่เป็นจดหมายที่พี่
ใหญ่เขียนถึงท่านนายอำเภอเปียน บอกว่าหากเขามีปัญหาอะไรก็
ส่งไปให้พี่ใหญ่ได้”
ทันใดนั้น ด้านนอกรถม้าก็มีเสียงการเคลื่อนไหว
เจิ้งหรูเชียนแหวกม่านออก เห็นเจียงซานเจียงซื่อยื่นยิ้มแฉ่งอยู่
“คุณชายรอง พวกข้าคิดถึงบ้านเกิดนิดหน่อย คุณชายสามจึง
อนุญาตให้พวกข้ากลับไปเยี่ยมบ้านได้” เจียงซานพูดพลางหัวเราะ
“ข้าไม่มีบ้าน แต่ข้าก็คิดถึงอำเภอเซี่ยหยางเหมือนกัน” เจียงซื่อ
เกาศีรษะ
สองคนนี้แก้ตัวก็ไม่แนบเนียนเลยสักนิด ชัดเจนว่าฟางเหิงก็ไม่
วางใจเรื่องพี่รอง จึงส่งผู้ติดตามสองคนมาอยู่กับเขา
ทุกคนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ ๆ พูดตามตรงไม่ได้หรือ
อย่างไร ถึงต้องใช้วิธีหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้ด้วย
เจิ้งหรูเชียนเช็ดหางตาที่เปียกชื้น แล้วตะโกนเสียงดัง “เสี่ยวซง
ออกเดินทางได้!”
รถม้าแล่นโคลงเคลงมุ่งหน้าสู่อีกอำเภอ
ไม่ว่าจะเป็นสวี่โม่ซึ่งกำลังอ่านหนังสือ หรือฟางเหิงที่กำลังฝึก
วิชา เวินจืออวิ่นในสำนักแพทย์ รวมถึงจ่างเยี่ยนที่กำลังช่วยจัดการ
ธุระในตระกูลหวัง ทุกคนต่างเงยหน้ามองพลางยกยิ้มไปทางอำเภอ
เซี่ยหยาง