พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 142 มารดาของเจิ้งหรูเชียน
เมื่อก่อนตอนที่เขายังเด็ก ไม่เคยออกจากบ้านเกิดสักครั้ง เขา
มักรู้สึกว่าโลกภายนอกช่างกว้างใหญ่ และเมืองอื่น ๆ ช่างอยู่ไกล
แสนไกล
แท้จริงแล้วทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความเข้าใจผิด
อย่างการเดินทางห้าวันจากอำเภอเซี่ยหยางไปยังเขตอันสุ่ย เป็น
การเดินทางแสนผ่อนคลาย กินอาหารอร่อย ๆ และพักผ่อนตาม
อัธยาศัย ก่อนค้างคืนที่โรงเตี๊ยมในยามค ่าคืน
หากเปลี่ยนเป็นการขี่ม้าโดยไม่หยุดพัก อย่างมากคงใช้เวลา
เพียงวันครึ่งก็สามารถไปถึงจุดหมายได้
เจิ้งหรูเชียนเองก็เคยเดินทางผ่านอำเภออันหยาง เคยไป
อำเภออวิ๋นสุ่ย และได้สำรวจอำเภออื่นอีกหลายแห่ง ดังนั้นจึงพบว่า
โลกนี้ช่างกว้างใหญ่และยังมีสถานที่ที่ไกลกว่านั้นไปอีกมาก
เมื่อเทียบกันแล้ว ระยะทางจากเขตอันสุ่ยถึงอำเภอเซี่ยหยางไม่
นับว่าเป็นอะไรเลย
เวลาห้าวันจึงผ่านไปเพียงชั่วพริบตา
การนั่งบนรถม้าไม่ใช่เรื่องสบายนัก แต่เพราะมีแค่สองสามคน
พื้นที่ไม่ถึงกับแออัด สองพี่น้องกึ่งนอนกึ่งนั่ง เมื่อลงจากรถม้าก็ยังคง
รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
เจียงเซิงชี้ไปหาถังหูลู่อย่างร่าเริง “พี่รอง ถังหูลู่!”
โอกาสที่พี่ใหญ่ไม่อยู่ข้างกายคอยควบคุมนั้นหาได้ยาก นาง
อยากจะกินให้เต็มที่ไปเลย
แต่ความคิดของนางช่างสวยงามเกินไป
เพราะความเป็นจริงคือเจิ้งหรูเชียนเพียงจ่ายเงินซื้อมาหนึ่งไม้
แล้วยังใช้ปากกัดดึงถังหูลู่ออกไปครึ่งหนึ่ง เหลือส่งให้น้องสาวแค่ถังหู
ลู่สีแดงสดสี่ลูกบนไม้เสียบ
“…พี่รองโหดร้าย” เจียงเซิงตกตะลึง ปากเบะจนเกือบจะร้องไห้
ออกมา
เจิ้งหรูเชียนไม่ได้ตามใจนาง ทำท่าจะยัดเข้าปากอีกรอบ “เจ้าจะ
กินหรือไม่กิน? ถ้าไม่กินข้าจะกินมันทั้งหมดนะ”
เจียงเซิงตาโต ไม่กล้าส่งเสียงโวยวายอีก รีบคว้าถังหูลู่ที่เหลืออีก
สี่ลูกยัดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
นางต้องรีบกินพวกมัน ปากของพี่รองใหญ่มาก แค่หนึ่งคำเขาก็
สามารถยัดผลไม้สีแดงได้สี่ลูกแล้ว ถ้ารอให้เขากลืนลงไปแล้วกินอีก
คำก็คงไม่เหลืออะไรเลย
กระทั่งบนไม้เสียบไม่เหลืออะไรแล้ว เจียงเซิงจึงโยนทิ้งอย่าง
อาลัยอาวรณ์
วังเสี่ยวซงที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกสงสาร จึงพูดเสียงเบาว่า “คุณชาย
คุณหนูชอบกินมัน ท่านก็ซื้อให้นางมากกว่านี้สิ”
เจิ้งหรูเชียนชำเลืองมองเจ้าคนโง่งมนี่ “เจ้าคิดว่าข้าไม่รัก
น้องสาวของข้าหรือ? พี่ใหญ่เคยบอกว่า ฟันแท้นางกำลังจะขึ้น กิน
ของหวานมากไปจะไม่ดี”
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ลำบากต้องกินถังหูลู่รสเปรี้ยวจัดตั้งครึ่งไม้
หรอก
แม้แต่ตอนนี้เขายังเข็ดฟันอยู่เลย ไม่รู้ว่าเจียงเซิงชอบมันได้
อย่างไร น่าประหลาดใจเกินไปแล้ว
วังเสี่ยวซงเงียบไป แม้จะอายุมากกว่าไม่กี่ปี แต่เขาต้องยอมรับว่า
ตนเองสู้ความรอบรู้ของคุณชายไม่ได้จริง ๆ
ดูเหมือนการเดินทางไกลมากมายหมื่นลี้จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
ในการเพิ่มพูนประสบการณ์
เมื่อคิดว่าวันหน้าตนเองก็จะเป็นเช่นนี้ ทั้งเฉลียวฉลาดและเป็น
ผู้ใหญ่ ในใจเขาก็รู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
หลังจากกินอาหารจนอิ่มท้องบนริมถนนแล้ว พวกเขาก็หา
โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อพักแรม
เรือนเล็กที่เคยเช่าอยู่ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ยกเลิกสัญญาเช่า
ไปแล้ว เพราะไม่ค่อยได้กลับไปที่นั่น
โชคดีที่โรงเตี๊ยมในอำเภอเซี่ยหยางราคาไม่แพงนัก เพียงไม่กี่
สิบเหวินก็สามารถจองห้องได้หนึ่งห้อง จะพักสักสามถึงห้าวันแม่นาง
เจียงก็จ่ายไหวอยู่แล้ว!
“แต่พวกเราพักได้แค่สามถึงห้าวันเท่านั้นนะ” เจียงเซิงกำชับเจิ้ง
หรูเชียน “พี่รองต้องรีบตัดสินใจว่าจะปลูกอะไร”
เจิ้งหรูเชียนถึงกับพูดไม่ออก
ทั้ง ๆ ที่บ้านของพวกเขาก็หาเงินได้ไม่น้อยแล้ว และเปลี่ยนจาก
ความยากจนข้นแค้นมาเป็นคนมีเงินบ้างแล้ว แต่ทำไมน้องสาวถึงยัง
ตระหนี่ถี่เหนียวแบบนี้
แต่เขาคงจะต้องพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วล่ะ
วันนั้นพวกเขาไม่ได้กลับไปดูที่ดินสามสิบหมู่ในหมู่บ้านสิบลี้ แต่
ไปหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อตามหาเกษตรกรสักคน แล้วสอบถาม
เกี่ยวกับเวลาเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวพืชชนิดต่าง ๆ
อย่างถั่วลิสงต้องปลูกในเดือนสามแล้วเก็บเกี่ยวในเดือนเก้า
หรือมะเขือยาวปลูกในเดือนสิบเอ็ด จากนั้นจึงเก็บเกี่ยวในเดือน
สามของปีถัดไป
แม้จะเป็นเด็กที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการเกษตรเลย แต่ก็ถูกบังคับให้
จดจำวันเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผักหลายสิบชนิด เขายังรู้อีกว่าผัก
บางชนิดสามารถเก็บผลผลิตได้สองครั้งตอนต้นฤดูใบไม้ผลิและต้น
ฤดูใบไม้ร่วง
สองวันผ่านไป ด้วยคำพูดอ่อนหวานของเจิ้งหรูเชียนที่เรียกเหล่า
หญิงชราแต่ละคนว่า ‘ท่านป้าขอรับ ท่านย่าขอรับ’ พวกนางจึง
เปิดเผยข้อมูลเรื่องวันปลูกและเก็บเกี่ยวของพืชผักทั้งหมดที่เคยปลูก
ในอำเภอเซี่ยหยาง
ทว่าเขากลับยังไม่เจอผักที่ควรปลูกในเดือนเก้าและเก็บเกี่ยวใน
เดือนสี่ ซึ่งมันจะมีราคาค่อนข้างสูงไม่ได้เลย
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกหดหู่ใจจึงลากเจียงเซิงไปเดินเล่นบนถนน
กระทั่งบังเอิญเดินมาถึงหน้าเรือนโยวหราน เขาก็ชะงักฝีเท้า
แม้ว่าอำเภอเซี่ยหยางจะเป็นอำเภอเล็ก ๆ แต่เรือนโยวหรานยังคง
รักษาจำนวนลูกค้าที่มากไว้ได้ กระทั่งราคาอาหารก็ยังสูงลิ่ว ถือเป็น
ภัตตาคารอันหรูหราอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ตอนเขายังเด็กจึงไม่เข้าใจอะไร แต่ยังกล้าส่งเห็ดและ
ผักมาขายที่นี่ ตอนนี้มาคิดดูแล้วช่างเป็นการไม่รู้จักกลัวจริง ๆ
หากเปลี่ยนเป็นเขาในตอนนี้ เจิ้งหรูเชียนไม่แน่ใจว่าตนเองจะยัง
มีความกล้าหาญแบบนั้นหรือไม่
“โอ้ะ เถ้าแก่ไป๋นี่” เจียงเซิงเห็นคนคุ้นเคยจึงกระโดดโลดเต้นด้วย
ความดีใจ “ยากนักที่จะหาโอกาสได้พบเขา ข้าจะซื้อของไปฝากท่าน
เถ้าแก่ แล้วถือโอกาสสอบถามด้วยว่าหากข้าทำสินค้าพิเศษออก
มาแล้ว เขาจะรับไว้หรือไม่”
สินค้ายังไม่ทันได้ทำออกมาเลย นางกลับกล้าสอบถามคนไว้เสีย
แล้ว
แต่เรือนโยวหรานจะรับไว้หรือไม่นะ?
เจิ้งหรูเชียนหันหน้ามาด้วยความประหลาดใจ “เจียงเซิงน้อย ข้า
อยากถามเจ้าสักหน่อย…หากตอนนี้เจ้ายากจนเหมือนเมื่อสองปีก่อน
เจ้าจะกล้าขายสินค้าให้เรือนโยวหรานหรือไม่”
เจียงเซิงหันมองอย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ชายถึงถาม
เช่นนี้
แต่นางก็ตอบตรงไปตรงมาว่า “ทำไมจะขายไม่ได้เล่า ไม่ขาย
แล้วจะหาเงินได้อย่างไร ไม่หาเงินแล้วจะกินข้าวได้อย่างไร”
“แต่ว่า…” เจิ้งหรูเชียนยังงุนงงอยู่บ้าง “ถ้าเรือนโยวหรานไม่รับ
ล่ะ”
“หากพวกเขาไม่รับ ก็ต้องมีที่อื่นรับแน่” เจียงเซิงเอียงศีรษะยิ้ม
“หากเราไม่ได้เงินจากคนนี้ ก็เปลี่ยนไปหาเงินจากคนอื่นสิ”
นางเพิ่งพูดจบ เถ้าแก่ไป๋ในเรือนโยวหรานก็เห็นพวกเขาแล้ว
พลางยิ้มตาหยีโบกมือทักทาย
เจียงเซิงรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ ไม่ลืมบอกให้เจียงซานไป
ซื้อขนมหวานมาหลายห่อ
มันอาจไม่สำคัญสำหรับเจ้าของร้านเรือนโยวหรานที่ต้องการ
ขนมหวานเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาซื้อไปเพราะระลึกถึงบุญคุณของ
เถ้าแก่ไป๋ที่รับซื้อผักจากพวกเขา
“เถ้าแก่ไป๋…” เสียงสดใสกังวานของเด็กหญิงดังขึ้นเช่นเคย
“ไม่ได้พบกันนาน สุขภาพท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“ข้ายังแข็งแรงดีเหมือนเดิม” เถ้าแก่ไป๋มองด้วยสายตาเอ็นดู
“พวกเจ้าไม่ได้ไปอยู่ที่เขตอันสุ่ยแล้วหรือ ทำไมถึงยอมกลับมาอำเภอ
เซี่ยหยางเล่า”
“เฮ้อ เขตอันสุ่ยก็ดีอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่เพราะไม่มีเถ้าแก่ไป๋อยู่
ด้วย พวกเราคิดถึงท่านมากจึงกลับมาอย่างไรเล่า”
“เจ้าเด็กคนนี้ ปากหวานจริง ๆ …”
ด้านในเรือนโยวหราน บทสนทนาเหล่านี้ช่างอบอุ่นนักระหว่าง
ท่านผู้เฒ่ากับเด็กสาวคนหนึ่ง
แต่จิ้งหรูเชียนอยู่ด้านนอกกลับรู้สึกสั่นสะเทือนใจเป็นอย่างมาก
คำพูดของน้องสาวเปิดโลกใบใหม่ให้กับเขา ทันใดนั้นเขา
ตระหนักว่าการที่สามารถขายเห็ดและผักได้ในตอนนั้นไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญ แต่เป็นเพราะเขามีน้องสาวที่กล้าหาญ
นางไม่สนใจความมั่งมีของผู้อื่น ไม่ใส่ใจสายตาเย็นชาของคน
รอบข้าง ตั้งมั่นในเป้าหมายของตนเองไว้ ไม่ว่าจะวิ่งไปทางไหน
จุดหมายปลายทางก็มีเพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่กลัวความล้มเหลว ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค
และไม่มีความคิดที่จะ ‘เกรงกลัว’ สิ่งใด
เรือนโยวหรานของอำเภอเซี่ยหยาง นางกล้าไป เรือนโยวหราน
ในเขตอันสุ่ย นางก็ไม่กลัว
แต่จุดอ่อนใหญ่ที่สุดของเจียงเซิงคือนางไม่มีความทะเยอทะยาน
นางเพียงต้องการกินอิ่มนอนหลับให้ดี ต้องการมีชีวิตที่ดี และไม่ได้
อยากมีชีวิตที่หรูหรา
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนมีความทะเยอทะยาน
เจียงเซิงผู้กล้าหาญได้มาพบกับเจิ้งหรูเชียนที่มีความ
ทะเยอทะยาน สองพี่น้องเดินทางบนเส้นทางแห่งเงินทองไกลออกไป
เรื่อย ๆ ทั้งคู่ต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หากขาดใครไปสักคนก็ไม่
อาจสำเร็จผลได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ แผ่นหลังของเจิ้งหรูเชียนก็พลันยืดตรงขึ้นมา
เขาอาจจะขลาดกลัวและอ่อนแอมาครึ่งชีวิต แต่ตราบใดที่
น้องสาวยังอยู่ เขาก็จะก้าวเดินต่อไปโดยไม่หวั่นเกรง
“เถ้าแก่ไป๋ ไม่ได้พบกันนานนะขอรับ” เด็กหนุ่มวัยสิบสองปี
ท่วงท่าสง่างามยิ้มกล่าว ก่อนก้าวเข้ามาในร้านเรือนโยวหราน
เถ้าแก่ไป๋สูดหายใจเข้าลึก มองไปทางเจิ้งหรูเชียนด้วยสายตา
ซับซ้อน
เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นคนที่เขาเห็นการเติบโต จากตอนแรกที่เป็นคน
ขลาดกลัว จนตอนนี้ซื้อที่ดินและว่าจ้างคนทำงาน เด็กหนุ่มวัยสิบสอง
ปีได้สร้างชื่อเสียงและความน่านับถือกับคนในอำเภอเซี่ยหยางแล้ว
กระทั่งได้ยินว่ามีหลายคนแอบเรียกเขาว่า “เศรษฐีเจิ้ง”
ไม่รู้ว่าต่อไปเด็กหนุ่มคนนี้จะเติบโตเป็นเช่นไร
ด้วยเหตุนี้ เถ้าแก่ไป๋จึงเอ่ยอย่างความหวังดี “เมื่อครู่ข้าได้ยินนาง
บอกว่าพวกเจ้าต้องการเพาะปลูกผักตั้งแต่เดือนเก้าไปถึงเดือนสี่ของ
ปีหน้า ในอำเภอเซี่ยหยางไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสม แต่พวกเจ้าอาจมอง
หาพืชผักจากอำเภออื่นได้ ขอเพียงอุณหภูมิไม่แตกต่างกันมากก็
สามารถเพาะปลูกได้แล้ว”
ประจวมกับพี่ชายเสี่ยเอ้อร์ถือหน่อไม้น ้าจานหนึ่งกับหนิวป้างไข่
ผัดอีกหนึ่งจานเดินผ่านมา
แววตาของเจิ้งหรูเชียนพลันสว่างวาบขึ้นทันที
เขาให้เจียงซานและเจียงซื่อนำของขึ้นชื่อจากอำเภอเซี่ยหยาง
พร้อมกับไส้กรอกอีกสิบชั่ง เดินทางไกลไปยังอำเภออวิ๋นสุ่ยเพื่อเข้า
พบนายอำเภอผัง พร้อมกับสอบถามเกี่ยวกับฤดูเพาะปลูกและเก็บ
เกี่ยวของหน่อไม้น ้าและหนิวป้าง
หน่อไม้น ้าปลูกได้สองฤดู แต่ช่วงเก็บเกี่ยวช้าที่สุดคือเดือนหก
ซึ่งตรงกับฤดูเพาะปลูกถั่วฝักยาว
ดังนั้นจึงเหลือเพียงหนิวป้างที่สามารถปลูกได้ทั้งฤดูใบไม้ผลิและ
ฤดูใบไม้ร่วง
หนิวป้างที่เก็บฤดูใบไม้ร่วงจะปลูกในเดือนแปดหรือเดือนเก้า และ
เก็บเกี่ยวในเดือนสามหรือเดือนสี่ของปีถัดไป อีกทั้งราคาก็สูง ตรง
ตามความต้องการของพวกเขาทั้งหมดเลย
เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตจากที่ดินสามสิบหมู่ในอนาคต พวกเขาไม่
เพียงแต่สามารถขายให้กับเรือนโยวหราน แต่ยังสามารถขนส่งไปยัง
อำเภออื่นเพื่อทำกำไรเพิ่มอีกสองส่วนได้ด้วย
เจิ้งหรูเชียนดีใจเป็นล้นพ้น เขาบรรทุกหนิวป้างมาหนึ่งเกวียน
และยังให้ผังต้าซานบรรทุกมาอีกหนึ่งเกวียน อีกทั้งยังจ้างคนงาน
ชั่วคราวไปศึกษาเรื่องนี้ที่อำเภออวิ๋นสุ่ย จนในที่สุดก็ได้ปลูกเมล็ด
พันธุ์หนิวป้างลงดินไปแล้ว
เพียงชั่วพริบตา ชื่อเสียงของ “เศรษฐีเจิ้ง” ก็โด่งดังขึ้นอีก
เล็กน้อย
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง เตรียมจะพาน้องสาวกลับเขต
อันสุ่ยเพื่อไปอวดพวกพี่น้องชายให้สะใจว่าพวกเขายังไม่ประสบ
ความสำเร็จ แต่เจิ้งหรูเชียนคนนี้กลับมีชื่อเสียงแล้ว
แต่พอออกจากโรงเตี๊ยม เพียงพวกเขาก้าวขึ้นไปนั่งบนรถม้า ยัง
ไม่ทันออกจากตัวอำเภอกลับถูกขวางทางไว้เสียก่อน
คนที่มาเป็นกลุ่มสตรีซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดงเขียว บน
ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า
ผู้นำกลุ่มสตรีเหล่านั้นมีรูปโฉมไม่ถึงกับโดดเด่น ทว่ามีเพียง
ดวงตาคู่โตที่งดงามมาก ซึ่งมัน…เหมือนกับดวงตาของเจิ้งหรูเชียนไม่
มีผิด
นางเอ่ยปากด้วยน ้าเสียงแฝงความน้อยใจว่า “เชียนเอ๋อร์…”