พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 143 ฝูเฟิงกับการสู่ขอ
“เชียนเอ๋อร์…”
คำพูดนี้พาให้ผู้คนด้านนอกก็ต่างตกตะลึง เจิ้งหรูเชียนที่อยู่ด้าน
ในก็ตะลึงไปเช่นกัน
เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ดูเหมือนจะมีสตรีผู้หนึ่งเคย
เรียกเขาเช่นนี้ แต่ก็คือสตรีคนนั้นเองที่พอเห็นว่าเขาไร้ประโยชน์ ก็
ขับไล่เขาออกไปอย่างไร้ความปรานี
หากเขาไม่ได้มาพบกับเจียงเซิง ตัวเขาที่โง่เขลาในตอนนั้นคงจะ
อดตายอยู่ข้างถนนไปแล้ว
ในเมื่อตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก เหตุใดจึง
ต้องโผล่หน้ามาอีกเล่า?
เจิ้งหรูเชียนเม้มริมฝีปาก ความหนาวเย็นแล่นพล่านไปทั่วร่าง ไม่
รู้ว่าควรใช้ท่าทีเช่นไรในการเผชิญหน้ากับนาง
จนกระทั่งภายในรถม้ามีเสียง “เชียนเอ๋อร์” ที่ฟังดูเสแสร้งเอ่ย
ขึ้นมา
เจิ้งหรูเชียนหันกลับไป เห็นเจียงเซิงกำลังทำท่าทางพลางมองมา
ที่เขา
น่าเสียดายว่าถึงแม้น ้าเสียงจะคล้ายกัน แต่กลับมีเสียงแหลมเล็ก
อันเป็นเอกลักษณ์ของสาวน้อย
หลังเจิ้งหรูเชียนตกตะลึงไปชั่วขณะก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“เจียงเซิง เจ้าอย่าซนสิ”
“ข้าเรียกท่านว่าพี่รองมาตลอด แค่อยากเรียกชื่อท่านบ้างเท่า
นั้นเอง” เจียงเซิงพูดพลางทำปากยื่น แต่ในใจกลับรู้สึกโล่งอกยิ่งนัก
“พี่รองก็คือพี่รองของเจ้า อย่าคิดจะเปลี่ยนสถานะตัวเองไปเป็น
พี่สาวข้าเลย” เจิ้งหรูเชียนลูบหัวนาง อารมณ์ความรู้สึกค่อย ๆ สงบ
ลง
เขาน่าจะคิดได้ตั้งแต่แรกว่าชีวิตคนเราหากไม่ตายไปอย่างไร้
ชื่อเสียง ก็ต้องประสบความสำเร็จจนพวกญาติห่าง ๆ ต้องมาหา
พี่ใหญ่เคยพูดไว้ สิ่งนี้เรียกว่า “ยากจนอยู่ในตลาดไม่มีผู้ใด
สนใจ ร ่ารวยอยู่ในป่าลึกกลับมีญาติมาหา”
หากเจิ้งหรูเชียนเป็นเพียงขอทานที่เลี้ยงชีพด้วยการเก็บเศษ
อาหารกิน นางก็คงไม่มายืนขวางหน้าแล้วพูดจาด้วยท่าทีเสแสร้ง
เช่นนี้
เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว เขาก็รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ
เจิ้งหรูเชียนกระแอมไอเบา ๆ แล้วเลิกม่านมองออกไป “ฮูหยิน
ท่านนี้ มีธุระอะไรหรือ”
เขาเรียกนางว่าสตรีท่านนี้
ไม่ได้เรียกว่า “ฮูหยิน” เหมือนตอนอายุแปดเก้าขวบที่เกาะ
ขานางเพราะอยากให้อยู่เป็นเพื่อนเล่นสักหน่อยอีกแล้ว
สตรีคนนั้นรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย น ้าตาเอ่อคลออย่างรวดเร็ว
หญิงสาวสวมชุดสีแดงเขียวหลายคนที่อยู่ด้านหลังนางยืนเท้า
เอวด้วยความไม่พอใจ “เจ้าเด็กคนนี้พูดจาอะไรกัน นางคือคนให้
กำเนิดและเลี้ยงดูเจ้ามา หากไม่รู้จักสำนึกบุญคุณก็แล้วไป แต่ยังกล้า
พูดจาเช่นนี้อีก สมควรให้ท่านนายอำเภอจับเจ้าขังคุกนัก”
“ข้าเคยเห็นพวกลูกอกตัญญูมามาก แต่ไม่เคยเห็นลูกที่
อกตัญญูเช่นนี้มาก่อน ตอนนั้นพี่สาวจื่อเวยไม่ควรเก็บเขาไว้เลย
หากทำแท้งไปก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยงดูมาหลายปีแบบนี้” หญิง
อีกคนกล่าวด้วยความโมโห
เจิ้งหรูเชียนได้ยินทุกคำพูด แต่กลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่
น้อย
เขาทำเพียงมองสตรีผู้อยู่เบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง “ฮูหยิน ตอนนั้น
ที่หลังหอนางโลมอี๋หงย่วน ท่านได้ทิ้งข้าไปแล้ว พวกเราไม่มี
ความสัมพันธ์แน่ชัด ในทะเบียนราษฎร์ก็มีเพียงชื่อข้าคนเดียว อย่า
ว่าแต่ท่านจะไปร้องเรียนยังที่ว่าการอำเภอเซี่ยหยางเลย แม้แต่ไปที่
ศาลเขตข้าก็ไม่กลัว”
ต้องขอบคุณสวี่โม่ที่เขาได้เป็นที่ปรึกษา ตอนลงทะเบียนราษฎร์
ให้พวกน้องชายน้องสาว จึงไม่ได้ลงทะเบียนพี่น้องทั้งหมดไว้ใน
ทะเบียนราษฎร์เดียวกัน แต่ให้พวกเขาทั้งหกคนมีทะเบียนราษฎร์คน
ละเล่ม
ด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะทำการค้าหรือรับราชการก็จะไม่ส่งผล
กระทบถึงกัน
ความรักฉันพี่น้องที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนราษฎร์มา
พิสูจน์
“เจ้า…” สตรีผู้นั้นเหมือนจะไม่คาดคิด ว่าเพียงแค่สองสามปีเด็ก
คนนี้ก็จะเปลี่ยนไปมาก นางจึงพูดพลางสะอื้นว่า “ข้าไม่ได้คิดจะไป
ร้องเรียนเจ้า ข้าแค่มาดูว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
ช่างเป็นข้ออ้างที่น่าขันนัก
แม้แต่วังเสี่ยวซงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังต้องแค่นหัวเราะ
เจิ้งหรูเชียนยกมุมปาก “อย่างที่ท่านเห็น ข้ามีชีวิตที่ดียิ่ง”
น ้าตาของสตรีผู้นั้นยิ่งไหลพรั่งพรูมากขึ้น
เจิ้งหรูเชียนเห็นว่านางไม่มีอะไรจะพูดอีกจึงปล่อยม่านลง แล้ว
เอ่ยอย่างเย็นชา “หากไม่มีธุระอื่น รบกวนท่านหลีกทางด้วย พวกข้า
ต้องกลับบ้าน”
สตรีผู้นั้นชะงัก ไม่กล้าร้องไห้เสียมารยาทอีก
นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน ้าตาลวก ๆ แล้วพูดน ้าเสียงสะอื้น “ข้ามี
ธุระ มีธุระจริง ๆ ตอนนี้หอนางโลมอี๋หงย่วนกำลังจะล้มละลาย ข้า
อยากไถ่ตัวเอง แต่เงินที่เก็บสะสมมาหลายปีมีไม่พอ จึงอยาก…อยาก
ขอจากเจ้าสักหน่อย”
นี่เป็นการขอเงินไถ่ตัวจากเด็กอายุสิบสองปีหรือ
คำพูดนี้สามารถเอ่ยออกมาได้ คงเพราะนางมั่นใจว่าเจิ้งหรูเชียน
จะมีเงินให้
แต่สิ่งที่ทำให้คุณชายรองเจิ้งหนาวสั่นที่สุดคือนางไม่ได้มาคน
เดียว แต่ยังพาพี่น้องอีกหลายคนมาด้วย คงไม่ใช่ว่าต้องการให้เขา
จ่ายเงินไถ่ตัวให้พี่น้องของนางด้วยกระมัง?
เสี้ยวเวลานั้นเขารู้สึกเสียใจสุดซึ้ง เขาไม่ควรจอดรถม้า ไม่ควร
คุยกับนางเลย
ตอนนี้ให้วังเสี่ยวซงขับรถม้าหนีจะทันหรือไม่?
“เชียนเอ๋ย แม่ไม่อยากจากเจ้าไป ตอนนั้นที่ไล่เจ้าไปก็เพราะจน
ปัญญา เห็นแก่แม่ที่เลี้ยงดูเจ้ามาจนแปดเก้าขวบ เจ้าช่วยแม่สักครั้ง
เถอะ” สตรีผู้นั้นวิงวอน “ตอนที่เจ้าอยู่หอนางโลมอี๋หงย่วน แม่ก็ไม่
เคยทำให้เจ้าลำบากนี่”
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกสะท้อนใจ
แม้ว่าตอนอยู่ที่หอนางโลมอี๋หงย่วน นางจะไม่ได้ดูแลเขาอย่าง
ใกล้ชิด แต่ก็ไม่เคยทำให้เขาอดอยากหรือขาดเสื้อผ้าอบอุ่น อย่าง
น้อยเขาก็ไม่ต้องเร่ร่อนขอทานเหมือนเจียงเซิงน้อย
กระทั่งก้อนทองคำสองก้อนที่พวกเขาพี่น้องเคยใช้ไปในตอน
แรก ก็ยังเป็นของที่แขกประจำของหอนางโลมอี๋หงย่วนมอบให้มา
“ในเมื่อพูดอย่างนี้ ข้าก็ติดค้างทองคำสองก้อนของนางจริง ๆ”
เจิ้งหรูเชียนหันไปมองน้องสาวผู้ควบคุมการเงินของบ้าน “ตอนนี้ถึง
เวลาชดใช้คืนแล้ว”
ทองคำสองเม็ดเล็กราคาราวสี่ตำลึง
เจียงเซิงนำถุงเงินออกมาอย่างว่องไว แล้วหยิบเงินสิบตำลึงส่งให้
“ชาวบ้านธรรมดาสามคนใช้เงินครึ่งตำลึงก็อยู่ได้ทั้งปีแล้ว พี่รอง
อยู่ที่หอนางโลมอี๋หงย่วนเกือบสิบปี ให้คืนไปสิบตำลึงก็ไม่นับว่ามาก
เกินไปหรอก” สาวน้อยกล่าวจริงจัง
เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าตาม แล้วโยนเงินพวกนั้นให้วังเสี่ยวซง
วังเสี่ยวซงรับไว้อย่างลนลาน แล้วโยนส่งต่อให้สตรีนางนั้นราว
กับมันเป็นเผือกร้อน
“เอาล่ะ ฮูหยินขอรับ ท่านอย่าได้ขวางการเดินทางของพวกข้า
อีกเลย” เจิ้งหรูเชียนกล่าวอย่างเย็นชา “หากท่านยังขวางทางพวกข้า
โดยไร้เหตุผลอยู่ ข้าคงต้องไปขอความเป็นธรรมที่ที่ว่าการอำเภอเสีย
แล้ว”
แต่ไหนแต่ไรมาสตรีในหอนางโลมล้วนเกรงกลัวคนของทางการ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าหญิงสาวในชุดสีแดงสีเขียวต่างพากัน
หลบไปด้านข้าง
สตรีคนนั้นยังคงพยายามยืนกรานอยู่ต่อ แต่ก็ถูกลากตัวและ
เกลี้ยกล่อมให้ออกไป
วังเสี่ยวซงฉวยโอกาสนี้ฟาดแส้ม้า ร้องว่า “ไป” จากนั้นรถม้าก็
แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว
พวกเขาเดินทางไกลออกไปเรื่อย ๆ มุ่งหน้าสู่อำเภอที่ใหญ่และ
ไกลกว่า
สตรีนางนั้นมองตามด้วยความเจ็บปวด ยกมือกุมอกพลางส่าย
หน้ากล่าวว่า “เหตุใดเชียนเอ๋อร์ถึงไม่เชื่อข้า ข้ารักเขาจริง ๆ ตอนที่
ทิ้งเขาไปก็เพราะความจำเป็นทั้งนั้น”
“แต่ทิ้งไปแล้วก็คือทิ้งไปแล้ว…”
ใครบางคนถอนหายใจออกมาเบา ๆ
หญิงผู้นั้นไม่พูดอะไรอีก เดินโซเซหันหลังกลับ มุ่งหน้าสู่อนาคต
ที่เหลือนางเพียงลำพัง
บนรถม้า
เจียงเซิงกำลังถกเถียงอย่างดุเดือดกับเจิ้งหรูเชียนอยู่
“ต้องเป็นฝีมือของท่านผู้ว่าการเขตแน่ ๆ !” เจิ้งหรูเชียนเกือบจะ
ตะโกนออกมาแล้ว “น่ารังเกียจนัก ถึงกับขุดคุ้ยเรื่องของแม่ข้า หาก
ไม่ใช่เพราะหลายปีมานี้ข้าเดินทางมามาก คงตกใจจนแทบตายแล้ว”
“บางทีมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้” เจียงเซิงเอามือเท้าคาง “เศรษฐีเจิ้งก็
เพิ่งจะมีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้เองนะ”
บางครั้งเมื่อคนเรามีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ขึ้น ก็มักจะดึงดูดคนเก่า ๆ
ให้กลับมาหาตัวเอง
“ไม่ ต้องเป็นเพราะเขาแน่นอน” เจิ้งหรูเชียนโกรธจนตัวสั่น “รอ
กลับถึงเขตอันสุ่ยก่อนเถอะ ข้าจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปเด็ดขาดคอย
ดู!”
แต่เขาเป็นเพียงพ่อค้าตัวเล็ก ๆ จะไปเอาเรื่องกับท่านผู้ว่าการ
เขตได้อย่างไรกัน?
เจียงเซิงรู้ดีว่าพี่รองแค่พูดเพราะอยากระบายความโมโหเท่านั้น
นางจึงไม่เก็บมาใส่ใจ
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากกลับมาถึงเขตอันสุ่ย พวกเขาจึงได้รู้ว่า
ช่วงนี้ท่านผู้ว่าการเฮ่อกำลังวุ่นอยู่กับการจัดการตระกูลซุนเพื่อแก้
แค้นให้ภรรยา แม้กระทั่งตระกูลหวังก็ยังถูกเล่นงานไปด้วย
“อะไรนะ คนตระกูลหวังจะจัดการเรื่องสู่ขอให้พี่ชายฝูเฟิง!?”
เจียงเซิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ