พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 144 จ่างเยี่ยนถูกข่มขู่
ในเรือนดอกไม้
สองพี่น้องที่เพิ่งกลับมาหลังจากไปครึ่งเดือนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้
หวาย พวกเขายังไม่ทันได้ดื่มน ้าชาที่ป้าจางเพิ่งยกมาให้หมดก็ได้ยิน
ข่าวที่น่าตกใจนี้เสียแล้ว
“ใช่แล้ว ช่วงนี้ตระกูลซุนถูกตามรังควานไม่น้อยเลย ดูเหมือน
ท่านผู้ว่าการเฮ่อจะเกลียดชังการที่ฮูหยินของเขาถูกพูดถึงเป็น
พิเศษ” สวี่โม่ที่กำลังพักผ่อนพยักหน้าเบา ๆ
เพื่อแก้แค้นให้ภรรยาหรืออาจทำเพื่อขอการให้อภัยจากนาง
ท่านผู้ว่าการเฮ่อสั่งให้ลงโทษ ‘บ่าว’ สองคนด้วยการโบยห้าสิบไม้
แล้วโยนร่างที่เลือดอาบกลับไปหน้าประตูบ้านตระกูลซุน
นอกจากนี้ เขายังไปหาหญิงงามอีกสี่คนมาจากที่ไหนไม่รู้ ส่งไป
ยังเรือนหลังของผู้นำตระกูลซุน จนทำให้ภรรยาของอีกฝ่ายด่าทอ
เรือนหลังของตระกูลซุนจึงวุ่นวายมาจนถึงตอนนี้
แค่นั้นยังไม่พอ บรรดาลูกหลานตระกูลซุนที่ทำงานในศาลเขตก็
ถูกไล่ออกไปทั้งหมด แม้แต่ร้านค้าหลายแห่งบนถนนตะวันออกก็ปิด
ตัวลงโดยไร้สาเหตุ
ฝีมือของท่านผู้ว่าการเฮ่อเด็ดขาดจนเกินความคาดหมายของ
พวกเขาทุกคน และอีกฝ่ายทำไปเพื่อแก้แค้นให้ภรรยาของตนเท่านั้น
ชั่วขณะหนึ่งนั้นกระทั่งสวี่โม่ก็ยังรู้สึกชื่นชมเขาไม่ได้
หากไม่สามารถจับตัวคนผิดในตระกูลหวังมาลงโทษ และระบาย
ความโกรธแค้นใส่หวังฝูเฟิงให้สาแก่ใจอีกฝ่ายเสียก่อน
พอพูดถึงเรื่องนี้ หวังฝูเฟิงก็อายุมากกว่าพวกเขาทั้งหมด ตอนนี้
เขาอายุครบสิบห้าแล้ว
แม้จะดูเร็วไปสักหน่อยสำหรับการแต่งงาน แต่การหมั้นหมายไว้
ก่อนแล้วรอให้อายุสิบหกสิบเจ็ดปีค่อยจัดพิธีแต่งงานก็ถือว่า
สมเหตุสมผล
แต่หวังฝูเฟิงเคยรับโทษแทนพวกเขาพี่น้อง ทำให้สวี่โม่รู้สึกผิด
อยู่บ้าง
“พวกเขาได้บอกหรือไม่ว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลไหน” เจียง
เซิงกลับสนใจเรื่องนี้มาก
เจิ้งหรูเชียนมองน้องสาวอย่างผิดหวัง แล้วหันไปถามว่า “รูปร่าง
หน้าตาดีหรือไม่ เป็นคนฉลาดหลักแหลมหรือไม่”
ในใจของพวกเขาทั้งหกคน หวังฝูเฟิงเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ
เขาฉลาดและมีความสามารถ แม้จะดูบอบบางอ่อนแอ แต่ก็ไม่อาจบด
บังความสง่างามและความบริสุทธิ์ของเขา
ไม่รู้ว่าบุตรสาวของตระกูลใดจะเหมาะสมกับคุณชายเช่นนี้
“เรื่องนี้ยังไม่ได้บอก แต่จะต้องเลือกจากตระกูลในเขตอันสุ่ย
แน่นอน” สวี่โม่ถอนหายใจเบา ๆ “ข้าก็ไม่รู้ว่าฝูเฟิงจะยินยอมหรือไม่
และเขาจะสามารถแต่งงานหรือมีบุตรได้อย่างราบรื่นหรือเปล่า”
เพราะเขาเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอและมีจิตใจละเอียดอ่อน
หลังจากสวี่โม่ถอนหายใจ พอหันไปอีกทีก็เห็นพี่น้องสองคน
กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดเผ็ดร้อนอีกครั้ง
“หรือว่าจะเป็นตระกูลอู๋?”
“ตระกูลซุน? คงเป็นไปไม่ได้หรอก”
“ตระกูลหลิว? หรือว่าจะเป็นตระกูลเปียน? คงไม่ใช่ว่าจะแต่งงาน
กับท่านนายอำเภอเปียนหรอกนะ”
“ตระกูลเปียนมีบุตรสาวที่ถึงวัยเหมาะสมแบบนี้หรือไม่?”
มุมปากสวี่โม่พลันกระตุกเล็กน้อย
ไม่นานนัก สองพี่น้องก็พบปัญหาใหม่
“แม้ว่าพวกเราจะอาศัยอยู่ในเขตอันสุ่ยมานาน แต่เหมือนว่าพวก
เราจะไม่รู้จักใครที่นี่เลย” เจียงเซิงเบิกตากลมโต “แม้แต่การสืบข่าว
ให้พี่ชายฝูเฟิงว่าจะมีบุตรสาวบ้านไหนเหมาะสมกับเขากี่คนก็ยังทำ
ไม่ได้”
เจิ้งหรูเชียนเกาศีรษะ “ข้าสามารถส่งเสี่ยวซงออกไปสืบข่าวได้
นะ”
แต่เขาก็ไม่ใช่คนท้องถิ่นที่เกิดและเติบโตที่นี่ แม้จะพอสืบข่าวได้
บ้าง แต่ก็คงจะพบอุปสรรคมากมาย เรื่องยากลำบากก็จะเพิ่มขึ้นเป็น
สองเท่า
หากต้องการทำความรู้จักเมืองหนึ่งเมืองอย่างรวดเร็ว การหาคน
ท้องถิ่นมาจึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด
ไม่ใช่เพียงเขตอันสุ่ยแห่งนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหรือเมือง
อื่น ๆ ก็ตาม หากมีคนที่สามารถขนส่งสินค้าพร้อมกับสืบข่าวคราว
ได้ด้วยก็จะสะดวกมากกว่า
เจิ้งหรูเชียนราวกับค้นพบโลกใหม่ เขาจ้องตาเขม็งแล้วเดิน
ออกไป
“เจ้ารอง เจ้าไปทำอะไร?” สวี่โม่ขมวดคิ้วงุนงง
เจียงเซิงดื่มน ้าชาของตนจนหมดรวดเดียว ตามด้วยน ้าชาส่วน
ของเจิ้งหรูเชียน “เขาอาจจะไปสืบข่าวแทนพี่ฝูเฟิงก็ได้”
ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาต่างก็เป็นห่วงและต่างก็ให้ความสำคัญกับ
มิตรภาพของหวังฝูเฟิง
ในเวลาเดียวกัน
ตระกูลหวังกำลังเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง
นายท่านสามหวังจ้องมองบุตรชายที่ไม่เชื่อฟังของตน แล้วตวาด
ด้วยความโกรธเกรี้ยว “นับตั้งแต่ตระกูลหวังมีผู้นำตระกูล ใครบ้างที่
ยังไม่แต่งงานก็ควบคุมทั้งตระกูลได้แล้ว? ในเมื่อเจ้าได้รับการดูแล
จากตระกูลหวังและได้รับป้ายหยกเจ้าบ้านแล้ว ก็ต้องรีบแต่งงาน
เพื่อให้กำเนิดทายาทชายกับบ้านสาม”
“อีกอย่าง ร่างกายของเจ้าก็ไม่แข็งแรง ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่
ปี หากไม่รีบแต่งงานมีบุตรเสียแต่เนิ่น ๆ เจ้าจะรอให้คนจัดงานแต่งผี
ให้เจ้าหรือ?”
ทั้งที่เป็นบิดาบิดาผู้ให้กำเนิด แต่คำพูดของเขาแย่กว่าคำพูด
ของท่านลุงคนอื่นเสียอีก
หวังฝูเฟิงโกรธจนปลายนิ้วสั่นระริก “ท่านพ่อก็รู้ว่าร่างกายของ
ข้าอ่อนแอ หากข้าตายไปก็ส่งคืนอำนาจให้ท่านไม่ดีกว่าหรือ? ทำไม
ต้องให้ข้ามีบุตรด้วยเล่า จะทำให้ท่านต้องลำบากใจไปทำไม?”
นายท่านสามหวังชะงักไป เพราะมันเป็นแผนการเดิมของเขาจริง
ๆ
ทุกคนในตระกูลหวังตั้งแต่บ้านใหญ่ไปจนถึงคนบ้านรองและบ้าน
สาม ต่างก็รอคอยจะให้หวังฝูเฟิงตายไปก่อน แล้วจึงแสดง
ความสามารถเพื่อแย่งชิงอำนาจกันอีกครั้ง
แต่ใครจะไปรู้ว่าท่านผู้ว่าการเขตจะกดดันอย่างหนัก จนทำให้
เขาต้องจัดการเรื่องแต่งงานให้บุตรชายที่ดื้อด้านคนนี้
ด้วยสภาพร่างกายของหวังฝูเฟิง บางทีหลังเขาแต่งงานแล้วอาจ
ตายเร็วก็ได้ ส่วนทายาทนั้นถ้าคลอดออกมาก็เป็นเด็ก แต่ถ้าไม่ได้
คลอดก็อาจเป็นเพียงก้อนเลือดเท่านั้น
พอคิดแบบนี้ นายท่านสามหวังก็กลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง
“ข้าจะบอกเจ้านะ การที่บิดาจัดการเรื่องแต่งงานให้บุตรนั้นเป็น
เรื่องถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เจ้าจะเชื่อฟังหรือไม่ก็ต้องทำ
ตาม!” เขาพูดด้วยสีหน้าโอหัง ออกปากข่มขู่ “ดูอย่างน้องชายของ
เจ้าสิ เขาว่านอนสอนง่ายและเชื่อฟังขนาดนี้ หากข้าให้เขาแต่งงาน
เมื่อไหร่ เขาก็ต้องแต่งงานเมื่อนั้น”
หวังฝูเฟิงสูดลมหายใจยาว ๆ อีกรอบ
จ่างเยี่ยนทนมองไม่ไหว จึงใช้มือลูบหน้าอกให้เขาอยู่ข้าง ๆ
นายท่านสามหวังเหลือบมองเด็กชายร่างเด็กที่มักเข้าออกบ้าน
ตระกูลหวังอย่างเย่อหยิ่งด้วยสายตาวูบไหว
“เจ้าเตรียมตัวแต่งงานให้ดี ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ
เพื่อหาบุตรสาวตระกูลสูงส่งมาให้เจ้า” เขาทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วหมุนตัว
จากไป
หวังฝูเฟิงจึงหลับตาลงและถอนหายใจ
จ่างเยี่ยนเข้าไปกระซิบข้างหูเขา “พี่ชายฝูเฟิงอย่าโกรธเลย ท่าน
อาหวังสามมักพูดว่าน้องชายของท่านว่านอนสอนง่าย เช่นนั้นท่านก็
ลองหาภรรยาให้น้องชายดูก่อนสิ”
สีหน้าของหวังฝูเฟิงชะงักไป รู้ว่าอีกฝ่ายมีแผนแล้วจึงปล่อยมือ
“ทำตามที่เจ้าอยากทำเถอะ”
เพราะอยู่ด้วยกันมานาน เขาจึงไว้วางใจพวกพี่น้องทั้งหกคนนี้
อย่างสมบูรณ์
จ่างเยี่ยนยิ้มมุมปาก แล้วกระซิบข้างหูหวังฝูเฟิงสองสามคำ
ไม่นานเขาป้อนยาเม็ดเล็ก ๆ ที่พี่สี่ทำให้หวังฝูเฟิงกิน แล้วเดิน
มือไพล่หลังออกไปจากบ้านตระกูลหวัง
เมื่อผ่านตรอกเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ก็มีคนมาขวางหน้าเขาไว้ “ท่าน
คือคุณชายใหญ่ใช่หรือไม่ นายท่านของพวกข้าเชิญท่านไปพบ”
จ่างเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าตนเองจะถูกเข้าใจผิดด้วยแซ่
‘จ่าง’ ในยามนี้ มุมปากจึงกระตุกเล็กน้อยขณะเดินตามพวกเขาไป
ไม่ผิดจากที่คิด ในลานหลังเรือนตระกูลหวัง เขาเห็นบิดาของ
หวังฝูเฟิงกำลังดื่มชาอยู่
“เจ้าคือจ่างเยี่ยนใช่หรือไม่?” สายตาของนายท่านสามหวังเต็ม
ไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม “ข้ารู้ว่าเจ้าสนิทสนมกับฝูเฟิง มีเรื่อง
หนึ่งที่ข้าอยากจะฝากเจ้า หากทำสำเร็จ ผลประโยชน์ย่อมตกเป็น
ของเจ้าไม่น้อย”
จริง ๆ ด้วย สายตาของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นมาโดย
เปล่า
จ่างเยี่ยนก้มหน้าหัวเราะเบา ๆ แต่เมื่อเงยหน้าเขากลับพูดอย่าง
หนักแน่นว่า “นายท่านสาม ข้าไม่อาจทรยศต่อพี่ชายฝูเฟิงได้”
นายท่านสามหวังยิ่งยิ้มดูแคลนมากขึ้น พยักหน้าส่งสัญญาณให้
บ่าวไพร่ตระกูลหวัง
บ่าวตระกูลหวังรีบนำเครื่องทรมานสองอย่างออกมาโยนลงบน
พื้น
บังเอิญที่จ่างเยี่ยนรู้จักพวกมันทั้งหมด อย่างหนึ่งเรียกว่าเครื่อง
บีบนิ้ว มันจะถูกใส่ไว้กับนิ้วมือทั้งสิบ เมื่อออกแรงดึง นิ้วทั้งสิบจะได้รับ
ความทุกข์ทรมานพร้อมกัน อย่างเบากระดูกก็จะร้าวจนต้องพักฟื้น
หรืออย่างหนักนิ้วทั้งสิบก็จะขาดสะบั้น
เครื่องทรมานอีกอย่างหนึ่งเรียกว่าแผ่นบีบ มีวิธีการคล้ายคลึงกับ
เครื่องบีบนิ้ว แต่มันใช้บีบช่วงอก ผู้ถูกทรมานมักจะอวัยวะภายใน
แตกแล้วอาเจียนเป็นเลือดจนตาย
ตระกูลหวังเป็นเพียงตระกูลใหญ่ ไม่ใช่ศาลยุติธรรม ไม่ควรจะมี
เครื่องทรมานไว้ในครอบครองเช่นนี้
เมื่อพิจารณาเครื่องทรมานที่มีคราบเลือดเกาะติดอยู่เป็นหยด ๆ
เหล่านั้น ก็พอจะรู้ได้ว่ามันคงถูกใช้งานมาไม่น้อยแล้ว
แววตาจ่างเยี่ยนปั่นป่วนดั่งคลื่นลมทะเลอันบ้าคลั่ง ทว่าภายนอก
กลับสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมด
เรี่ยวแรง แล้วเอ่ยว่า “นายท่านโปรดละเว้นชีวิตข้าด้วย ท่านบอกมา
ได้เลย ไม่ว่าท่านจะสั่งให้ทำอะไร ข้าก็จะทำทั้งนั้น”