พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 145 ท่านหมอเวินน้อยใจ
การเชื่อฟังของจ่างเยี่ยนทำให้นายท่านสามหวังพอใจมาก พลาง
เดินเข้าไปมองเขาอย่างเหนือกว่า “อย่าคิดจะอะไรบ้า ๆ ข้ารู้ว่าเจ้ามี
พี่น้องสามคน? หรืออาจจะสี่คน และดูเหมือนเจ้าจะมีน้องสาวอีกคน
ด้วย”
“หากเจ้าทำตามที่ข้าบอก ความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งจะไม่
ขาดแคลน ทั้งยังสามารถพาพี่น้องของเจ้าไต่เต้าขึ้นไปด้วยได้ แต่ถ้า
เจ้ากล้าแสร้งทำเป็นเชื่อฟังแล้วลับหลังทรยศข้า…หึ”
เสียงหัวเราะเย็นชานั้นแทนคำพูดข่มขู่อันไร้จุดสิ้นสุด
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปาก ความสนใจทั้งหมดตกอยู่กับพวกพี่น้อง
ปกติพี่สี่ก็เป็นคนที่มีตัวตนอ่อนแอ รวมไปถึงพี่ชายคนอื่น ๆ ที่ปกป้อง
เขาเป็นพิเศษ กระทั่งประตูบ้านก็สร้างแยกไว้ทางตะวันออกของเรือน
แน่นอนว่าสิ่งนี้พิสูจน์ถึงวิธีการของนายท่านสามหวังว่าค่อนข้าง
ธรรมดา การตรวจสอบไม่ละเอียดเมื่อเทียบกับความมุ่งมั่นในการ
วางแผนกับบ้านรอง หรือไม่สมองของเขาก็คงถูกลาเตะจนหายไป
ครึ่งหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นหวังฝูเฟิงตั้งใจทำเช่นนี้
จ่างเยี่ยนเชื่อว่าเป็นอย่างหลังมากกว่า
หากอำนาจในมือของนายท่านสามหวังยังเหมือนเดิมต่อไป อีก
ฝ่ายอาจสืบหาความสัมพันธ์ระหว่างเวินจืออวิ่นกับพวกเขาได้ และ
ย่อมคาดเดาได้ว่าพวกเขามีสำนักแพทย์เวินเป็นไพ่เหนือกว่า
ดังนั้น คนอื่นอย่างท่านผู้ว่าการเฮ่อก็ต้องรู้ด้วยแน่นอน
ดูเหมือนว่าคงจะต้องเช่าบ้านให้พี่สี่มาอยู่แถวนี้แล้ว เขาจะได้เก็บ
ตุนยาและแยกความเกี่ยวข้องระหว่างสำนักแพทย์เวินกับเรือนดอกไม้
เหตุการณ์เหล่านี้เหมือนจะใช้เวลามากมายในการคิด แต่ความ
จริงแล้วมันผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
จ่างเยี่ยนก้มศีรษะ เนื้อตัวสั่นเทาอย่างพอเหมาะพอดี “ข้าจะเชื่อ
ฟังคำสั่งของนายท่านสามขอรับ”
แต่เขาคนนี้ก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับพื้น ไม่ยอมลุกขึ้นและคุกเข่า
กราบกรานตามขนบธรรมเนียม
นายท่านสามหวังคิดว่าเขาตกใจจนอ่อนแรง จึงยัดห่อยาใส่มือ
เขา แล้วกระซิบคำพูดไม่กี่คำข้างหู ก่อนจะเดินจากไปอย่างหยิ่งยโส
เมื่อเดินห่างออกไป ก็ยังได้ยินคนข้างกายถามขึ้นว่า “นายท่าน
เจ้าเด็กคนนั้นจะไว้ใจได้หรือขอรับ?”
“มันก็แค่ยาสลบเท่านั้น ถ้าเขาไม่ลงมือ ข้าก็ยังมีวิธีอื่น…” นาย
ท่านสามหวังพึมพำ ก่อนเสียงจะค่อย ๆ เงียบหายไป
จ่างเยี่ยนลุกขึ้นขณะถูกคนอื่นจ้องมอง เขาก้มหน้ากำห่อยาแน่น
แล้วเดินกลับไปยังเรือนดอกไม้
ความจริงแล้วแผนการของนายท่านสามหวังนั้นง่ายมาก อีกไม่กี่
วันตระกูลหวังจะจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้ ตอนนั้นจะมีคนพาสาวงาม
มาดูตัวและตระกูลหวังก็จะเลือกคนที่เหมาะสมส่งไปให้หวังฝูเฟิง
เป็นที่รู้กันดีว่าหวังฝูเฟิงยืนกรานไม่ยอมแต่งงานย่อมจำเป็นต้อง
ใช้ยาสลบจัดฉากแล้วค่อยรายงานเรื่องนี้ ถึงแม้จะทำให้ชื่อเสียงของ
ฝ่ายหญิงเสียหายไปบ้าง แต่ตระกูลหวังก็จะชดเชยให้กับตระกูลของ
ฝ่ายหญิงเอง
ให้ตายสิ นี่มันเป็นความคิดที่เลวร้ายที่สุดจริง ๆ
ทว่านายท่านสามหวังกลับพอใจมาก ราวกับสุนัขที่เหยียบมูลติด
เท้ากลับบ้านแล้วพบว่าไม่ต้องหาอาหารเย็นอีก เขารีบเร่งจะทำให้
เรื่องนี้สำเร็จ โดยไม่สนว่ามันจะทำให้บ้านใหญ่ไม่พอใจเลยแม้แต่
น้อย
จ่างเยี่ยนนึกดูแคลน มอบยาสลบให้เวินจืออวิ่นตรวจสอบ
ตามปกติ พลางพูดถึงการเช่าบ้านสักหลังในละแวกใกล้เคียงนี้ให้เขา
อยู่แยกออกมา
“พี่สี่ การอยู่ร่วมกับพวกเราจะไม่ปลอดภัยอีกแล้ว หากต้องการ
ให้สำนักแพทย์เวินอยู่รอดปลอดภัย ท่านก็ต้องแยกตัวออกไป” เจ้า
ห้ากล่าวจริงจัง
เวินจืออวิ่นที่เพิ่งแกะห่อยาออกพลันตาเบิกกว้างแล้วร้องว่า
“ไม่!”
ทุกคนหันมามองเขา
“เจ้าสี่เป็นอะไรไป” สวี่โม่ถามเสียงอ่อน “ยามีปัญหาหรือ”
เวินจืออวิ่นขมวดคิ้ว ก่อนตอบด้วยการพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า
ทุกคนเริ่มตื่นตระหนก เจียงเซิงวิ่งตึง ๆ มาหาเขาเป็นคนแรก
ถามด้วยความเป็นกังวล “พี่สี่ มันคงไม่ใช่ยาพิษร้ายแรงหรอกนะ
ท่านสูดมันเข้าไปหรือเปล่า ท่านจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
เด็กหญิงมักยิงคำถามรัว ๆ เวลานางเป็นห่วงผู้อื่น
ร่างกายแข็งเกร็งของเวินจืออวิ่นค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เขาพับห่อ
ยาส่งให้จ่างเยี่ยน พลางเอ่ยเสียงแผ่วอย่างผิดหวัง “มันไม่ใช่ยาพิษ
แต่เป็นยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรง”
“…” จ่างเยี่ยนที่ยื่นมือรับมาพลันมือสั่นเทาจนเกือบทำห่อยา
หล่น
การใช้ยาสลบเพื่อแผนการแต่งงานของบุตรชายแท้ ๆ ก็ชวนให้
ถูกคนตำหนิติเตียนอยู่แล้ว ใครจะรู้ว่านายท่านสามจะโหดเหี้ยมยิ่ง
กว่าที่พวกเขาคิด อีกฝ่ายต้องการเอาชีวิตของหวังฝูเฟิงจริง ๆ
ถ้าให้คนทั่วไปกินยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรงนี้ก็คงอ่อนแรงไป
สามถึงห้าวัน แต่ถ้าให้หวังฝูเฟิงที่ร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิดกิน มี
โอกาสถึงห้าส่วนที่เขาจะตายบนเตียง และอีกห้าส่วนที่อายุขัยจะ
ลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง
สีหน้าของสวี่โม่หม่นหมองลง
สีหน้าของจ่างเยี่ยนก็ไม่สู้ดีเช่นกัน
โชคดีที่พวกเขาเตรียมการป้องกันไว้ก่อนแล้ว โชคดีที่ตระกูล
หวังถูกหวังฝูเฟิงควบคุมเอาไว้ และโชคดีที่พวกเขามีพี่สี่อยู่ด้วย
สองพี่น้องหันไปมองเวินจืออวิ่นอีกครั้ง แต่กลับพบว่าเวินจืออวิ่น
เอนตัวพิงไหล่เจียงเซิงอยู่ น้องสาววัยเก้าขวบใช้คำพูดทั้งหมดที่นาง
รู้เอ่ยปลอบใจเขา “พี่สี่ไม่ต้องกลัวนะ ใครกล้ามารังแกพี่สี่ ข้าจะตีเขา
เอง จะตีให้จมูกเขาเบี้ยวจนดมกลิ่นไม่ได้ ตีให้ปากเขาเจ็บจนกินข้าว
ไม่ลง และตีให้มือเขาพิการจนคีบอาหารกินไม่ได้ด้วย”
เวินจืออวิ่นรู้สึกอยากร้องไห้ยิ่งนัก
แต่คำพูดของน้องสาวไม่อนุญาตให้ทำ เขาจึงได้แต่สูดจมูกเบา
ๆ แล้วกล่าวเสียงแผ่วว่า “จริง ๆ แล้วการตัดลิ้นออกนั้นเป็นวิธีการ
รวดเร็วที่สุด”
เจียงเซิงพลันรู้สึกชา
พี่สี่ นี่ท่านยังสบายดีอยู่หรือไม่ เขาคือพี่สี่ผู้บริสุทธิ์ จิตใจดี และ
อ่อนแอราวกับกระต่ายน้อยหรือ ทำไมพูดถึงการตัดลิ้นได้ราวกับว่า
กำลังตัดริดสีดวงออกมาได้เล่า
โชคดีที่พี่สี่ไม่ได้ตัวสูงขึ้นเท่าไหร่ เขายังเตี้ยกว่าเจียงเซิงครึ่ง
ศีรษะ ภาพที่เห็นจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากพี่ชายน้องสาวไปเป็นพี่สาว
น้องชาย
เจียงเซิงปลอบใจตัวเองว่าพี่สาวไม่ควรถือสาน้องชาย
คิดแบบนี้นางจึงค่อยคลายความตกใจเรื่องตัดลิ้นอะไรนั่นลงได้
“พี่สี่ อะไรทำให้ท่านเสียใจหรือ เป็นเพราะพี่ชายฝูเฟิงใช่หรือไม่”
นางถามเสียงใส “ท่านไม่ต้องกังวลนะ มีพี่ใหญ่กับพี่ห้าอยู่ พวกเขา
ไม่ปล่อยให้พี่ชายฝูเฟิงเป็นอะไรไปหรอก”
เวินจืออวิ่นตาแดงก ่าพลางส่ายหน้า
“ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ แล้วอะไรเล่า” เจียงเซิงเกาศีรษะ
นิสัยของพี่สี่นี่แหละที่น่าปวดหัว เขานิ่งเงียบและเก็บตัวเกินไป
ขนาดตีสามครั้งก็ยังไม่ได้ยินเสียงผายลมของเขาสักครั้ง นางจึงต้อง
ถามไปทีละประโยคเช่นนี้
โชคดีว่าเวินจืออวิ่นซื่อตรงกับคนในครอบครัว จึงไม่เคยโกหก
หรือปิดบังสิ่งใด
เขามีนิสัยเก็บตัว อ่อนไหวง่าย และไม่ค่อยพูดถึงความรู้สึกของ
ตัวเอง แต่หากพวกเขาถามอย่างละเอียด เวินจืออวิ่นก็จะเล่าทุกอย่าง
ให้ฟัง
“ข้า…ข้าไม่อยากย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ข้าไม่อยากไปจากพวก
เจ้า” ดวงตาของเวินจืออวิ่นแดงก ่า น ้าตาเอ่อคลอเบ้า
ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง
จ่างเยี่ยนยิ้มขำ เดินเข้าไปตบบ่าของพี่สี่เบา ๆ “ท่านไม่ต้องย้าย
ออกไปหรอก แค่ให้ท่านใช้ที่นั่นเป็นคลังเก็บของ แล้วออกมาจาก
ประตูอีกบาน พวกเรายังอยู่ด้วยกันที่เรือนดอกไม้นะ”
เพียงแต่ในสายตาคนนอก เวินจืออวิ่นจะดูเหมือนอยู่คนเดียวและ
ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา
“จริงหรือ?” เวินจืออวิ่นตกตะลึง น ้าตาใสกระจ่างไหลอาบแก้ม
ยิ่งทำให้เขาดูบอบบางอ่อนแอมากขึ้น
“แน่นอน” จ่างเยี่ยนพยักหน้าตอบ
ความมืดมนในใจของเวินจืออวิ่นสลายหายไป เขาเงยหน้าขึ้น
จากไหล่ของเจียงเซิง มองรอยเปียกชื้นสีเข้มบนเสื้อน้องสาวแล้วรู้สึก
อับอายทันที
ทำไมเขาถึงคิดว่าพี่น้องจะทิ้งตนเองไปได้ ในเมื่อพวกเขาเป็นพี่
น้องกัน เป็นครอบครัวที่สัญญาว่าจะไม่แยกจากกันแล้ว
วันถัดมา จ่างเยี่ยนเริ่มสอบถามเกี่ยวกับการเช่าเรือนที่อยู่ใกล้
กับเรือนดอกไม้
แต่เวลากลับมีไม่มากพอจริง ๆ
เพราะงานเลี้ยงชมดอกไม้ของตระกูลหวังกำลังจะมาถึงแล้ว และ
พวกเขายังไม่ได้เลือกคนที่จะมาเป็น ‘น้องสะใภ้’ ของหวังฝูเฟิงเลย