พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 146 จ่างเยี่ยนจัดการคน
นี่คือความทุกข์ทรมานของการเป็นคนดี
คนชั่วสามารถทำทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงว่าจะทำร้ายผู้บริสุทธิ์
หรือไม่
แต่คนดีทำเช่นนั้นไม่ได้ มโนธรรมจะตำหนิพวกเขา ศีลธรรมจะ
วิพากษ์วิจารณ์พวกเขา พวกเขาไม่สามารถทำร้ายสตรีผู้บริสุทธิ์ ยิ่ง
ไม่อยากลากตระกูลที่สะอาดบริสุทธิ์ลงน ้าโคลน
แต่ในเขตอันสุ่ยจะมีสตรีที่น่าปวดหัว ธรรมดา และมีนิสัยเลวร้าย
มากมายที่ไหนกัน การแต่งงานกับหวังฮ่าวหรานถึงจะถือเป็นการช่วย
กำจัดภัยให้ประชาชน
ประเด็นสำคัญคือ นางต้องอยู่ในรายชื่อผู้ได้รับเชิญในงานเลี้ยง
ชมดอกไม้ของตระกูลหวังด้วย
หญิงในหอนางโลมอาจได้รับ แต่ตระกูลหวังคงไม่เชิญมา
ส่วนสตรีจากตระกูลใหญ่มักว่าตัวสูงส่ง ไม่อาจทำอะไรตามใจ
ชอบได้
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้ว คัดเลือกสตรีจากตระกูลใหญ่ซ ้าแล้วซ ้าเล่า
จนในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกสองตระกูลมา
ตระกูลแรกคือตระกูลซุนที่มีความแค้นใหญ่หลวงกับตระกูลหวัง
แม้จะถูกท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อรังแกไปไม่น้อย แต่อูฐผอมยังใหญ่กว่า
ม้า พวกเขายังมีคุณสมบัติเข้าร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้ของตระกูล
หวังได้
ส่วนอีกหนึ่งตระกูลคือครอบครัวของอนุโจว ภรรยาคนที่สามของ
นายท่านสาม ซึ่งก็คือตระกูลฝั่งมารดาของหวังฝูเฟิง
เพราะการตบหน้าในครั้งนั้นและการไม่เคยใส่ใจดูแลเขาก่อน
หน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตรชายจึงตกอยู่ในจุดย ่าแย่
อนุโจวเหมือนจะมั่นใจว่าบุตรชายที่อ่อนแอผู้นี้ไม่สามารถแบก
รับภาระของตระกูลได้ แม้นางจะไม่มาหาเรื่องอีก แต่ก็ไม่ให้การ
สนับสนุนใด ๆ
ในใจของอนุโจว คนตระกูลโจวสำคัญที่สุด เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว
ก็ไม่สู้ให้ตระกูลหวังกับตระกูลโจวเกี่ยวดองเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ไป
อีกเล่า
นิ้วมือของจ่างเยี่ยนชะงักเล็กน้อย ก่อนจะสายตาจะหยุดอยู่ที่
บุตรสาวคนรองของตระกูลโจวสายตรง
บุตรคนรองของตระกูลโจวเป็นน้องชายคนสุดท้อง และเป็น
น้องชายที่อนุโจวรักมากที่สุด ในช่วงหลายปีมานี้ ผลกำไรที่ได้จาก
การดูแลแทบทั้งหมดถูกส่งให้น้องชายคนนี้ ทำให้บุตรหลานของเขา
ถูกตามใจจนเหิมเกริมและนิสัยหยาบคาย ไม่เพียงไม่เคารพพี่ชายคน
โตเท่านั้น ยังพยายามข้ามลำดับอาวุโสเพื่อแย่งชิงอำนาจในตระกูล
โจวอีกด้วย
แน่นอนว่าที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นย่อมมีการแย่งชิง
เหมือนอย่างพี่น้องบ้านหลิวเอ้อร์หม่าตรงปากทางเข้าหมู่บ้านสิบ
ลี้ที่ไม่เคยแย่งชิงกัน เพราะถึงจะแย่งชิงกันไปอย่างไรก็มีแค่หมั่นโถว
เนื้อหยาบ ผักป่าและข้าวฟ่างกินกับน ้าแกงรสชาติแสบคอ ถ้าไม่ใช่
ว่าชีวิตนี้ใกล้จะตายเพราะความหิวโหย ใครบ้างจะกินลง
จ่างเยี่ยนดึงสติกลับมา แล้วเลือกตัวสำรองจากตระกูลซุน
พริบตาเดียวงานเลี้ยงชมดอกไม้ก็มาถึง เขาเปลี่ยนไปใส่เสื้อ
คลุมยาวสีดำที่ป้าจางตัดเย็บด้วยมือ แล้วใส่ยาถอนพิษที่พี่สี่ให้มา
เต็มแขนเสื้อ แล้วไปที่บ้านตระกูลหวังเพียงลำพัง
ฟางเหิงนึกเป็นห่วงเขา จึงเสนอให้พาเจียงซานกับเจียงซื่อที่มีวร
ยุทธ์อ่อนที่สุดติดตามไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้องห้าเจอ
เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
แต่จ่างเยี่ยนโบกมือปฏิเสธ
ที่นั่นคือตระกูลหวังซึ่งพี่ชายฝูเฟิงปกครองอยู่ หากไม่ใช่เพราะ
เขาจงใจ ใครเล่าจะสามารถทำร้ายเขาได้?
เขาก้าวขึ้นรถม้า ขณะที่นั่งอย่างสำรวม จู่ ๆ ในใจก็เกิด
ความรู้สึกหึกเหิมขึ้นมา
นานแล้วที่ไม่ได้ลงมือจัดการคน!
เขาถอนหายใจ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ยกม่านขึ้นสั่งให้
คนขับรถม้าของตระกูลหวังเร่งความเร็วขึ้นอีก
คนขับรถรับคำ เหวี่ยงแส้ยาวแล้วพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วดุจ
สายฟ้า
ไม่นานก็มาถึงตระกูลหวัง
จ่างเยี่ยนหยิบเทียบเชิญออกมา หลังจากตรวจสอบแล้วก็เข้าไป
ข้างใน
เขาเป็นแขกที่คุ้นหน้าของตระกูลหวังมานานแล้ว บ่าวไพร่ส่วน
ใหญ่ย่อมรู้จักเขา จึงพาเขาตรงไปหา หวังฝูเฟิง
“พี่ชายฝูเฟิง” เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบขวบดวงตาซ่อนเร้นประกาย
ความตื่นเต้น “ท่านพร้อมแล้วหรือยัง”
หวังฝูเฟิงหัวเราะเบา ๆ “เหตุใดเจ้าจึงไม่พาพวกเขามาด้วยเล่า?”
เทียบเชิญที่เขาให้ไปมีชื่อพวกเขาทั้งหกคนไม่ใช่หรือ
จ่างเยี่ยนส่ายหน้า “มันคงเป็นภาพที่น่าสะอิดสะเอียนเกินไป ข้า
ไม่อยากให้พวกเขาต้องมาเห็นภาพเช่นนี้”
แม้เจ้าห้าจะไม่เก่งเรื่องหาเงิน สอบเป็นขุนนางไม่ได้ ฝีมือวิชา
ยุทธ์ก็แค่ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงเท่านั้น และยิ่งไม่อาจเปิด
สำนักแพทย์เพื่อรักษาโรค แต่เขาก็จะปกป้องพี่ชายและน้องสาวด้วย
วิธีของตนเอง
“ก็ดี ตามใจเจ้า” หวังฝูเฟิงไม่ติดใจเรื่องนี้ “ไปกันเถอะ”
เมื่อทั้งสองมาถึงลานด้านหน้า แขกเหรื่อก็มากันเกือบครบแล้ว
ชายหญิงทั้งเด็กและผู้ใหญ่จากตระกูลหวังทั้งสี่บ้านนั่งแยกกัน
ตรงโต๊ะเจ้าภาพ ฝ่ายหญิงกระซิบกระซาบ ส่วนฝ่ายชายส่งเสียง
หัวเราะดังเอะอะ บรรยากาศดูวุ่นวายเล็กน้อย
แต่พอหวังฝูเฟิงมา ทุกคนก็พากันลดเสียงลงทันที
บางทีอาจเป็นเพราะกลัวว่าจะรบกวนมากเกินไป จนเผลอทำร้าย
ร่างกายของเด็กหนุ่มที่บริสุทธิ์ดั่งน ้าแข็งและหยกเช่นนี้ หรืออาจ
เพราะเกรงกลัวการตัดสินใจอันเด็ดขาดของเขาในช่วงที่ผ่านมา บาง
ครอบครัวถึงกับปิดปากเงียบ เลือกที่จะนั่งอย่างสงบนิ่ง
“ท่านลุงท่านอา ท่านป้าท่านน้าทั้งหลาย นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่
ตระกูลหวังจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้ และยังให้ข้าซึ่งเป็นเด็กหนุ่มไร้
เดียงสาเป็นผู้ดำเนินงาน หากมีสิ่งใดบกพร่อง ข้าหวังว่าพวกท่านจะ
ให้อภัยข้าด้วย” หวังฝูเฟิงไม่มีท่าทีประหม่าแม้แต่น้อย เขายกถ้วยชา
ขึ้นกล่าวด้วยน ้าเสียงนุ่มนวล
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงความสามารถของเขา จึงเลือกที่จะเงียบ
แต่โลกนี้มีคนโง่เขลาอยู่เสมอ มีคนหนึ่งกระโดดขึ้นมาตะโกนว่า
“คนอื่นเขาดื่มสุรากัน เหตุใดเจ้าจึงดื่มชาเล่า หรือว่าเจ้าเป็นสตรี?”
เขายังชักนำให้คนไร้สมองบางส่วนหัวเราะตามอีกด้วย
ใบหน้าหวังฝูเฟิงไม่เปลี่ยนสี มองไปทางนายท่านสามหวังพัก
หนึ่ง
ไม่ว่าอย่างไรคนตระกูลหวังก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน พวกเขา
อาจทะเลาะวิวาทเพื่อแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน แต่คนนอกไม่อาจ
มาดูหมิ่นรังแกได้
นายท่านสามหวังสีหน้าบึ้งตึง ลุกยืนขึ้นตามคาด ต่อว่าผู้มา
เยือนคนนั้นอย่างรุนแรง “ฝูเฟิงเป็นผู้นำตระกูลหวัง เจ้าเคยเห็นสตรี
เป็นผู้นำตระกูลหรือไม่ เจ้ามาพูดจาไร้สาระแบบนี้ หรือว่าเจ้าคือหญิง
แต่งกายเป็นชาย?”
คนผู้นั้นไม่กล้าส่งเสียงอีก หดคอก้มหน้าลงทันที
เขาคิดว่าหวังฝูเฟิงโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง แต่ไม่นึกว่าเขาจะมี
ความสามารถ กระทั่งมีคนในตระกูลหวังออกหน้าช่วย การจะทำให้
หวังฝูเฟิงอับอายนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
แต่มันไม่สำคัญ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าการชิงดีชิงเด่นภายใน
ตระกูลหวังนั้นรุนแรงมาก ภายนอกนั้นดูเหมือนรักใคร่กลมเกลียวแต่
ภายในกับแตกแยกระหองระแหง
ไม่ว่าอย่างไรบางสิ่งก็จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว
แววตาของคนผู้นั้นส่องวาบขึ้นด้วยความอำมหิต ก่อนจะยกจอก
สุราขึ้นเปลี่ยนหัวข้อสนทนา บรรยากาศงานเลี้ยงจึงกลับมาคึกคักอีก
ครั้ง
การชมดอกไม้ในต้นฤดูใบไม้ร่วงนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการนั่ง
ทานขนมหวานอันประณีต ดื่มน ้าผลไม้และสุราดอกไม้ พร้อมกับชื่น
ชมสวนดอกไม้ที่ตกแต่งอย่างงดงาม
ภายนอกเหมือนเป็นเพียงงานเลี้ยงทั่วไป แต่ความจริงแล้วเป็น
งานที่มารดาของฝั่งหญิงมาดูตัวฝ่ายชายและให้แม่สามีได้คัดเลือก
ลูกสะใภ้
ผู้อาวุโสนั่งนิ่งราวกับพื้นผิวน ้า ส่วนคนรุ่นหลังเริ่มแสดง
ความสามารถกันแล้ว
บ้างก็แต่งบทกลอน บ้างก็เขียนอักษร บางคนถึงกับวาดภาพตรง
นั้นเลย
หากเป็นสตรีจากตระกูลที่ไม่เคร่งครัดเรื่องธรรมเนียม พวกนาง
อาจมีโอกาสได้พูดคุยกับชายหนุ่มที่ถูกใจสักสองสามคำ แค่อย่าให้
สนิทสนมกันจนเกินไปก็พอแล้ว
โดยหลักการแล้วหวังฝูเฟิงควรจะอยู่ในกลุ่มคนหนุ่มที่
กระตือรือร้น แต่เมื่อเขานั่งในตำแหน่งผู้นำตระกูล ก็ทำให้เกิด
ช่องว่างระหว่างเขากับหนุ่มสาวคนอื่น ๆ แม้ตัวเขาจะดึงดูดสายตา
ของสาวน้อยด้วยบุคลิกอันสูงส่ง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาเลย
หวังฝูเฟิงเองก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว ยังคงดื่มน ้าชาอย่างสงบเสงี่ยม
รู้สึกได้ถึงของเหลวจืดชืดไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ
ใช่แล้ว กระทั่งน ้าในถ้วยชาของเขาก็ไม่ใช่น ้าชาแต่เป็นน ้าเปล่า
เพราะท่านหมอเวินน้อยเคยกล่าวไว้ว่า คนที่ต้องดื่มยาต้มเพื่อบำรุง
ร่างกายนั้นห้ามดื่มชาเด็ดขาด ด้วยเกรงว่าจะทำลายสรรพคุณของ
ตัวยา
เมื่อรู้สึกว่าจ่างเยี่ยนเข้ามานั่งใกล้ ๆ ในปากของเขาก็ไม่เหลือ
รสชาติใด ๆ แล้ว “เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปหาสาวน้อยสักคนเป็นเพื่อนชม
ดอกไม้และสนทนาเรื่องบทกวีเล่า”
จ่างเยี่ยนส่ายหน้าพลางเอ่ยตอบ ขณะเดียวกันก็แอบใช้แขนเสื้อ
กว้างบดบังสายตา แล้วเทผงยาทั้งห่อลงในกาน ้าชา
กลิ่นหอมเข้มข้นของโสมลอยมาแตะจมูก นั่นคือโสมที่เวินจืออ
วิ่นคัดมาอย่างพิถีพิถัน นำมาบดเป็นผงผสมกับสมุนไพรอีกเจ็ดแปด
ชนิดอย่างหวงฉี ไป๋จู๋ และหงจิ่งเทียน นับเป็นชาบำรุงที่อุดมไปด้วย
สารอาหาร
ตรงกับเวลานั้นหวังฝูเฟิงดื่มชาหมดถ้วยแล้ว จ่างเยี่ยนจึงรินชา
ให้เขาอีกถ้วยอย่างเอาใจใส่
เมื่อหันกลับมา เขาเห็นนายท่านสามหวังแต่ไกล ๆ ทั้งสองพยัก
หน้าให้กันพร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความพอใจ
ไม่นานหวังฝูเฟิงก็อ้างว่ารู้สึกไม่สบาย แล้วไปพักผ่อนในห้องพัก
ด้านหลังสวนดอกไม้
ผ่านไปสักพักคุณหนูจากตระกูลหนึ่งก็กระโปรงเปื้อน จำต้องไป
เปลี่ยนเป็นชุดใหม่
เวลาเดียวกันนั้นเอง หวังฮ่าวหรานก็ถูกคนมาแจ้งข่าวให้เรียกตัว
ไปด้วย
คุณหนูตระกูลโจวถูกสาวใช้พาไปยังห้องพักที่อยู่มุมสุด
หลังจากนั้นการแสดงอันยอดเยี่ยมก็กำลังจะเริ่มขึ้น
ประมาณครึ่งชั่วยาม ก็ได้เสียงกรีดร้องของสาวใช้ดังมาจาก
ห้องพัก “กรี้ดดดด!!”