พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 147 จับได้คาหนังคาเขา
ท่ามกลางกลุ่มคน จ่างเยี่ยนเบิกตากว้าง รู้ว่าเรื่องสนุกกำลัง
เริ่มต้นขึ้นแล้ว
นายท่านสามหวังลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว เอ่ยเชิญแขกสนิท
หลายคน “ข้าไม่รู้ว่าเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้น พวกท่านจะไปดูด้วยกัน
หรือไม่?”
แขกคนสนิทตอบรับทันที ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปก็ลังเลใจอยู่
บ้าง
ไม่มีเจ้าของบ้านคนไหนเชื้อเชิญแขกไปดูโดยที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่อง
อะไรขึ้นหรอก
ยกเว้นว่าแขกเหล่านี้จะเป็นคนของเขา
แต่ก็มีคนที่อดใจไม่ไหวอยากดูเรื่องสนุกด้วยเหมือนกัน
ไม่นานนัก นายท่านสามหวังก็รวบรวม ‘ผู้ชม’ ได้มากมาย แล้ว
พากันเดินทางไปยังห้องพัก
จ่างเยี่ยนไพล่มือไว้ด้านหลัง แขนเสื้อกว้างสะบัดไปมา มุมปาก
ยกขึ้น ในดวงตามีความซับซ้อนระหว่างความจริงใจและเจ้าเล่ห์
ไม่นานคนทั้งหมดก็มาถึงจุดที่สาวใช้กรีดร้อง
เมื่อเห็นฝูงชน นางก็ร้องคร ่าครวญสุดกำลัง พลางชี้ไปในห้อง
ด้วยอาการสั่นเทา “ข้างใน… ข้างในมีชายหญิงอยู่สองคนเจ้าค่ะ”
การอยู่ด้วยกันตามลำพังในที่ลับตาคนย่อมต้องมีเรื่องไม่ชอบมา
พากลแน่
ฝ่ายชายต้องเป็นคนตระกูลหวังแน่นอน แล้วฝ่ายหญิงเป็นใคร
กัน?
ชั่วขณะนั้นบรรดาภรรยาขุนนางที่ตามมาต่างรู้สึกตื่นตระหนก
รีบตามหาบุตรสาวของตนเอง คนที่หาเจอก็โล่งใจ ส่วนใครที่หาไม่
เจอก็หน้าซีดเผือดแล้ว
“ลูกสาวข้า หว่านเอ๋อร์อยู่ที่ใด”
“จิ้งซวง จิ้งซวงอยู่ที่ไหน”
สองตระกูลไม่พบบุตรสาวของตนเอง คนหนึ่งคือโจวหว่าน
บุตรสาวคนรองของตระกูลโจว อีกคนคือหลิวจิ้งซวงบุตรสาวของ
ตระกูลหลิว
นายท่านสามหวังขมวดคิ้ว รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขา
เลือกหลิวจิ้งซวงจากตระกูลหลิวให้หวังฝูเฟิงแล้ว ทำไมจึงมีบุตรสาว
ของตระกูลโจวด้วย?
บางทีนางอาจไปเข้าห้องน ้าหรืออยู่ที่อื่น
เขาปลอบใจตัวเอง จากนั้นก็กล่าวอย่างสง่างามว่า “ชายหญิงอยู่
ด้วยกันก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องน่าอับอาย บางทีพวกเขาอาจกำลังฝน
หมึกอ่านหนังสือหรือชมดอกไม้แต่งบทกลอนด้วยกันก็ได้”
อ่านหนังสือชมดอกไม้อะไรกัน ความจริงแล้วก็แค่หนุ่มสาว
ลักลอบมาพบกันชัด ๆ !
ทว่าไม่มีผู้ใดเปิดเผยความคิดของนายท่านสามหวัง
พูดจบเขาก็ก้าวไปข้างหน้า “พวกเราไปดูกัน ว่าแท้จริงแล้วเป็น
ผู้ใดมาอยู่ที่นี่”
ว่าแล้วก็เปิดประตูห้องออกทันที แล้วจากนั้นเขาก็เห็นเสื้อคลุม
ของบุตรชายสุดที่รักของตน
รูม่านตาของนายท่านสามหวังขยายออกและหดลงอย่างรวดเร็ว
เขาปิดประตูห้องทันทีราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง
“นายท่านสามหวังเกิดอะไรขึ้นหรือ? คนที่อยู่ข้างในเป็นใคร
กัน?” มีคนเอ่ยถาม
นายท่านสามหวังเม้มปากไม่กล้าพูด เพียงแค่ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“คงเป็นสาวใช้ตาฝาดไปกระมัง ไม่มีใครอยู่หรอก”
เขาอาศัยความเป็นเจ้าของบ้านพยายามกลบเกลื่อนเรื่องนี้
แต่หวังฝูเฟิงจะยอมปล่อยไปได้อย่างไร เด็กหนุ่มวัยสิบห้าแต่ง
กายเรียบร้อยเดินมาช้า ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “สาวใช้
ต่างเห็นกับตาตัวเอง ท่านพ่ออย่าปิดบังอีกเลย ข้างในนั้นเป็นใครกัน
แน่? หากพวกเขาเป็นคู่รักกัน ก็ให้บิดามารดาเป็นคนจัดการเถอะ
ดีกว่าปล่อยให้พวกเขาแอบมาพบกันในห้องพักแบบนี้”
สีหน้าของนายท่านสามหวังเปลี่ยนไปทันที เขาจ้องมองจ่างเยี่ย
นที่อยู่ด้านหลังหวังฝูเฟิงอย่างเคียดแค้น รู้แล้วว่าตนเองถูกหลอก
ตอนนี้เขาเพียงต้องยืนขวางหน้าประตูห้องไว้ เพื่อปกป้อง
ชื่อเสียงสุดท้ายของบุตรชายนอกสมรส
แต่กลับยังไม่สามารถทำได้ดั่งใจต้องการ
บ่าวรับใช้ของตระกูลหวังผลักนายท่านสามหวังออกไปอย่าง
หยาบคายแล้วเปิดประตูห้อง เผยให้เห็นเสื้อคลุมของหวังฮ่าวหรานที่
พาดอยู่บนผ้าคลุม รวมถึงกระโปรงยาวของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง
มารดาของโจวหว่านเกือบจะเป็นลมล้มไปในทันที
ไม่รู้ว่าหลิวจิ้งซวงกลับมาอยู่ข้างกายฮูหยินหลิวตั้งแต่เมื่อไหร่
นางกระซิบกระซาบอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานแววตาของฮูหยินหลิวก็เผย
ความเยือกเย็น
เห็นได้ชัดว่าคุณหนูหลิวรู้ความจริงและรีบเอาเรื่องไปฟ้อง
ครอบครัวแล้ว
หวังฝูเฟิงหัวเราะเบา ๆ โดยไม่หันกลับไปมอง ก่อนยื่นมือตบ
ศีรษะของจ่างเยี่ยน
“เจ้านี่เก่งจริง ๆ”
เอาชนะศัตรูได้ในคราวเดียว ไม่เพียงบังคับให้หวังฮ่าวหรานต้อง
แต่งงานกับหญิงสาวตระกูลโจวที่เอาแต่ใจและหยิ่งผยองคนนั้น แต่ยัง
สามารถฉวยโอกาสดึงตระกูลหลิวเข้ามาเป็นพันธมิตรได้ นับเป็นการ
สร้างศัตรูใหม่ให้กับบิดาและบุตรชายนอกสมรสอีกด้วย
จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปาก แล้วเปลี่ยนที่นั่งด้วยความรังเกียจ
ถ้าตบหัวเขาอีกชาตินี้คงจะไม่มีวันตัวสูงแล้วจริง ๆ
พวกเขาแว่วยินเสียงทะเลาะกันระหว่างนายท่านสามหวังกับอนุ
โจว หรือพูดให้ถูกคืออนุโจวด่าทอเขาอยู่ฝ่ายเดียว นางโกรธที่ลูก
นอกสมรสของตระกูลอย่างหวังฮ่าวหรานก็กล้าหมายปองบุตรสาวแท้
ๆ ของตระกูลโจว ด่ากราดจนนายท่านสามหวังเสียหน้าแล้ว
แต่เรื่องนี้มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไข ถึงแม้ว่าสองคนที่อยู่ใต้ผ้า
คลุมจะสวมเสื้อตัวในและนอนหลับไป แต่ก็ถูกผู้คนมากมายพบเห็น
เข้า ดังนั้นเรื่องการแต่งงานจึงต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ จ่างเยี่ยนยิ้มน้อย ๆ แล้วหมุนตัวจากไป เก็บซ่อน
ความดีความชอบนี้เอาไว้ให้ลึก
ก่อนจะกลับเขายังไม่ลืมแวะไปที่ครัวใหญ่เพื่อเอาอาหารทั้งโต๊ะที่
เตรียมไว้แล้วกลับมายังเรือนดอกไม้
ตกกลางคืน อาหารมื้อนี้ก็มีมากมายเป็นพิเศษ
ถึงแม้จะเป็นอาหารที่ห่อกลับมา เนื้อและผักอาจไม่ครบถ้วน แต่ก็
มีอาหารว่างจนเต็มโต๊ะ
เจียงเซิงดีใจมาก คีบหางปลามาดูดกิน จากนั้นก็แทะขาไก่ต่อ
ความทรงจำในยามต้องเร่ร่อนนั้นฝังลึกในใจ จนกระทั่งตอนนี้สิ่ง
ที่นางชอบที่สุดก็ยังเป็นของเหลือเหล่านี้
พวกพี่ชายมองนางด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ ต่างพากันคีบเนื้อใส่
ชามข้าวของนางอย่างสุดความสามารถ
อาหารในชามข้าวตรงหน้าของเจียงเซิงพูนขึ้นเป็นภูเขาน้อย ๆ
แล้ว
ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนที่ดีที่สุด ทั้งท้องปลา เนื้อตาปลาและน่องไก่
“เจ้าจะกินไหวหรือ?” ป้าจางถามด้วยความเป็นห่วง
เจียงเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
ในเมื่อพวกพี่ชายคีบให้แล้ว เจียงเซิงน้อยจะไม่กินให้หมดได้
อย่างไร แม้ปริมาณจะมากไปสักหน่อย แต่นางก็จะกินไม่เหลือ
แน่นอน
เจียงเซิงกลายร่างเป็นลูกหมูตัวน้อย พุ้ยอาหารในชามกินอย่าง
บ้าคลั่ง จนกระทั่งเจอหมูสามชั้นชิ้นพอดีคำ นางก็เม้มปากแล้วพูดว่า
“ข้ายังไม่เคยเห็นไส้กรอกที่มีกระดูกเลย”
ป้าจางยิ้มเบา ๆ รู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างน่าเอ็นดูนัก ไม่ว่าจะเป็นหมู
รมควันหรือไส้กรอก ล้วนเป็นของที่ทำจากเนื้อชั้นดีนำไปตากแห้ง
แล้วจะมีกระดูกได้อย่างไร เว้นแต่จะเป็นซี่โครงหมูตากแห้งเท่านั้น
แต่ซี่โครงจะนำมาตากแห้งได้อย่างไร?
ซี่โครงนำมาทำได้หรือไม่?
ป้าจางชะงักไป หยิบซี่โครงชิ้นหนึ่งจากโต๊ะขึ้นมาพิจารณาอย่าง
ละเอียด
วันรุ่งขึ้น นางซื้อซี่โครงหนึ่งชั่งมาหั่นให้เท่ากัน หมักไว้ระยะหนึ่ง
แล้วยัดเข้าไปในไส้หมู จากนั้นก็ใช้วิธีพัดให้แห้งเหมือนกับไส้หรอก
เพื่อดูว่าสิ่งที่นางคาดเดาเอาไว้จะเป็นจริงหรือไม่
ขณะเดียวกัน
เรื่องวุ่นวายของตระกูลหวังก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเขตอันสุ่ย บ้างก็
พูดคุยเป็นเรื่องสนุก บ้างก็ปิดปากกลั้นขำ
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อหวังฝูเฟิงเลย ในฐานะผู้นำตระกูล
เขาส่งของหมั้นไปให้ตระกูลโจวแทนน้องชายหวังฮ่าวหราน ของหมั้น
นั้นมีจำนวนน้อยนิดและมูลค่าต ่าต้อยมาก ได้ยินว่าพอฮูหยินของ
นายท่านโจวเห็นเข้าก็แทบจะเป็นลมล้มพับไป
นายท่านสามหวังโกรธจัดจนมาถามถึงที่เรือน “เจ้าลูกอกตัญญู!
เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเจ้านะ”
“ของหมั้นสำหรับลูกนอกสมรสมีกฎระเบียบอยู่ นี่เป็นธรรมเนียม
ของตระกูลหวัง ท่านพ่อจะฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ที่บรรพชนตั้งเอาไว้หรือ”
หวังฝูเฟิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “หากไม่อยากฝ่าฝืนกฎ ท่านพ่อก็แอบ
เพิ่มให้น้องชายเป็นการส่วนตัวก็ได้นี่”
แต่ตอนที่นายท่านผู้เฒ่าหวังยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้แบ่งทรัพย์สมบัติ
ให้ บุตรชายทั้งสี่จึงมีทรัพย์สินในมืออยู่น้อยนิดมาก เพราะส่วนใหญ่
ยังอยู่ในมือของผู้นำตระกูล
นายท่านสามหวังมีแค่กิจการไม่กี่แห่งกับเรือนพักอีกสองสาม
หลัง หากเขาต้องออกหน้าช่วยบุตรชายนอกสมรสจริง ๆ ตัวเขาก็คง
ไม่มีเงินใช้จ่ายแล้ว
หลังลังเลอยู่นาน เขาก็เดินจากไปอย่างแค้นเคือง พลางพึมพำว่า
“รอให้ฮ่าวหรานสอบได้อันดับหนึ่งก่อนเถอะ แล้วข้าจะมาคิดบัญชี
กับเจ้า เรื่องนี้มันไม่จบง่าย ๆ หรอก…”
หวังฝูเฟิงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนหยิบของขวัญสามชิ้นที่
ตระกูลหลิวส่งมา หลังจากคัดเลือกแล้ว เขาก็เก็บไว้หนึ่งชิ้นและสั่งให้
คนรีบนำส่งไปยังเรือนดอกไม้โดยด่วน