พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 149 พี่น้องร่วมใจทำลายแผนร้าย
ผ้าสีขาวสองชิ้นสะอาดนุ่มนวล ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสตรี
บนขอบผ้ายังปักตัวอักษรเล็กเอาไว้ด้วยด้ายสีทองอีก
เจิ้งหรูเชียนยังไม่ทันมองให้ชัดว่าปักอะไรไว้ สวี่โม่ก็ตะโกน
ขึ้นมาว่า “เจ้ารอง หลับตาลง!”
ความไว้วางใจในตัวพี่ใหญ่ทำให้เขาปิดหน้าต่างแห่งจิตใจลง
ทันที พลางยื่นมือออกไปอย่างสั่นเทา “ข้าไม่มอง ๆ ! ไม่ได้แตะต้อง
ด้วย เจียงเซิงน้อย เจ้ารีบมารับไปทีสิ!”
เจียงเซิงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่สัญชาตญาณก็ทำให้นางหมุนตัวไป
หาเขาอย่างรวดเร็ว แล้วรับผ้าสองชิ้นนั้นซ่อนไว้ในอก
เจิ้งหรูเชียนถึงได้รู้สึกเหมือนถูกอภัยโทษ รีบวิ่งหนีไปไกล ๆ
เหงื่อเย็นผุดซึมทั่วทั้งร่าง
เจ้าโจรชั่วช้านั่น!
ผักพวกนี้เขาเพิ่งรับซื้อมาใหม่ ปกติก็จะไม่มีการตรวจสอบอะไร
ทั้งนั้น หากส่งไปยังเรือนโยวหรานเช่นนี้ ตอนขนสินค้าลงย่อมต้องมี
คนพบเห็นมันแน่
ถึงตอนนั้นต่อให้เจิ้งหรูเชียนไม่ได้เป็นคนทำ ก็ถูกคนอื่นมองว่า
เขาผิดอยู่ดี
จิตใจของพวกมันน่ารังเกียจนัก!
“เป็นใครกันแน่” ฟางเหิงตวาดเสียงดัง “คอยวางแผนเล่นงานพี่
น้องของข้าอยู่เรื่อย! ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็มาสู้กันซึ่งหน้าดีกว่าคิดแผน
ร้ายแบบนี้”
“พี่สามอย่าเพิ่งใจร้อน” จ่างเยี่ยนปลอบเขา “ตอนนี้สิ่งสำคัญ
ที่สุดคือจะจัดการกับผ้าสองชิ้นนี้อย่างไร”
หากไม่ผิดจากที่คาด มันคงเป็นตู้โตวที่ฮูหยินท่านผู้ว่าการถูก
ขโมยไป
การถือมันไว้ในมือพวกเขา ก็เหมือนกับถือถ่านร้อน ๆ เอาไว้
หากท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อรู้เข้า ย่อมต้องแค้นเคืองพวกเขาและลง
มือแก้แค้นอย่างหนักแน่นอน
“ข้าว่าโยนทิ้งมันไปเถอะ” เจิ้งหรูเชียนเพิ่งได้สติคืนมา “หรือไม่ก็
เผาทิ้งไปเลย จากนั้นก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”
การทำเช่นนั้นจะทำให้แผนของคนร้ายล้มเหลว และยังช่วยให้
พวกเขาพ้นจากเรื่องวุ่นวายพวกนี้ได้ด้วย
แต่มันก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ไขที่
ต้นเหตุ
ใครจะรู้ว่าวันไหนหรือเกวียนเล่มไหนจะมีตู้โตวซุกซ่อนอยู่อีก
หรือไม่ก็อาจเป็นของส่วนตัวอย่างอื่นก็ได้
สวี่โม่ขมวดคิ้วพลางเหลือบมองจ่างเยี่ยน อีกฝ่ายกำลังเงยหน้า
ขึ้นพอดี ดวงตาสีดำสนิทนั้นสงบนิ่งมาก
สองพี่น้องสบตากันเข้าพอดี ราวกับพวกเขาเดาใจกันได้ หรือ
อาจกำลังหยั่งเชิงความคิดของอีกฝ่ายอยู่
“แม้ว่าท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อจะมีจุดยืนต่างจากพวกเรา แต่เรื่องนี้
เกี่ยวข้องกับเกียรติยศของสตรี ข้าเห็นว่าควรคืนตู้โตวสองตัวนี้ไป”
สวี่โม่กล่าวเสียงทุ้ม “ท่านพ่อเคยสอนไว้ว่า บุรุษผู้สง่างามย่อมรู้ว่า
อะไรควรทำไม่ควรทำ พวกเราอาจต่อสู้กับเขาได้ แต่ต้องไม่ใช้วิธีการ
ต ่าช้า ไร้ยางอายและไร้ศีลธรรม”
ในความทรงจำ นายอำเภอสวี่ยกมือลูบเครากำลังสั่งสอนสวี่โม่
ตัวน้อยอยู่
เขาส่ายหน้าพลางกล่าวว่า ‘บุรุษผู้สง่างามย่อมรู้ว่าอะไรควรทำ
ไม่ควรทำ หากทุกคนไม่เลือกวิธีการเพื่อเอาชนะ ก็จะกลายเป็นคน
เลวทรามและจิตใจต ่าช้าสกปรก’
‘อาโม่ เจ้าจงจำไว้ เจ้าเป็นบุตรชายที่ซื่อตรงของข้า ควรก้าวเดิน
อย่างองอาจภายใต้แสงตะวัน แม้จะถึงคราวลุกขึ้นมาต่อสู้ ก็ควรมี
หลักการเป็นของตนเอง เจ้าไม่ใช่เหยื่อที่ถูกไล่ล่า ไม่ควรใช้ชีวิตอยู่
อย่างน่ารังเกียจ’
สวี่โม่วัยเจ็ดแปดขวบพยักหน้าจริงจัง ตอบด้วยน ้าเสียงน่ารักว่า
‘ข้าจะจำเอาไว้ขอรับ ท่านพ่อ’
สิ่งนี้อาโม่จดจำไว้ไม่มีวันลืมเลือน ท่านพ่อ…
เด็กหนุ่มวัยสิบสามย่างสิบสี่ปีเงยหน้าขึ้น ปล่อยให้สายลมพัดพา
ความเปียกชื้นในดวงตาไป
เมื่อหันกลับมา จ่างเยี่ยนก็พยักหน้าให้เช่นกัน “พวกเราสามารถ
คืนของไปได้ ขอเพียงท่านผู้ว่าการเฮ่อยังมีสมองอยู่บ้าง เรื่องวุ่นวาย
นี้ก็จะไม่พัวพันมาถึงพวกเรา”
เมื่อเทียบกับความเที่ยงตรงของพี่ใหญ่ เจ้าห้ากลับคิดลึกซึ้งกว่า
นั้นอย่างการรีบฉวยโอกาสนี้สร้างสัมพันธ์อันดีกับท่านผู้ว่าการเขต
เฮ่อเสีย เพื่อให้คนในครอบครัวได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
แม้หากไม่สามารถทำได้ ก็ต้องทำให้ผู้ว่าการเขตเฮ่อรู้สึกละอาย
ใจ จนไม่กล้ากล่าวหาเรือนดอกไม้อีกต่อไป
สองพี่น้องตกลงกันอย่างรวดเร็ว
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนที่พึมพำอยู่ข้าง ๆ ว่า “ข้ารู้สึกว่าพวกท่านสอง
คนคิดในแง่ดีเกินไป หากท่านผู้ว่าการเฮ่อคิดว่าพวกเราขโมยตู้โตว
มาเล่า แล้วใครจะเป็นคนนำไปส่งที่จวนท่านผู้ว่าการเขต? แล้วหาก
คนไม่ได้กลับมาจะทำอย่างไร?”
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อไม่ถูกกับพวกเขาพี่น้องอยู่แล้ว การส่งของ
กลับไปครั้งนี้ก็เหมือนกับการส่งแกะเดินเข้าปากเสือ
สวี่โม่กับจ่างเยี่ยนสบตากัน ต่างเตรียมตัวจะเป็นคนเอาของไปส่ง
เอง
ทันใดนั้น เจียงเซิงที่ถือของอยู่ในมือก็เดินโซเซมาข้างหน้า ราว
กับจะเป็นผู้นำในการจัดการเรื่องราวครั้งนี้
“เจียงเซิงน้อย!” เจิ้งหรูเชียนตกใจจนร้องเสียงเปลี่ยน “เจ้าจะไป
หรือ?”
เจียงเซิงยืดอก พยายามสูดจมูกอย่างยากลำบาก “ไปที่ไหน? ไป
คืนของชิ้นนี้หรือ? ก็ได้ ใครใช้ให้คนในบ้านมีข้าเป็นเด็กผู้หญิงคน
เดียวเล่า ก็ต้องลำบากช่วยพวกพี่ชายอยู่แล้ว”
พูดจบ นางยังถอนหายใจพลางทำท่าเหมือนเป็นผู้ใหญ่ คล้ายว่า
นางไปเพราะน้องชายทั้งห้า ไม่ได้ไปเพราะมีพวกพี่ชายทั้งห้าคนนี้
สวี่โม่หางตากระตุกเล็กน้อย แล้วตัดสินใจเด็ดขาด “เรื่องนี้ไม่
ควรรีรอ ข้าจะพาเจียงเซิงไปเดี๋ยวนี้”
สองพี่น้องเตรียมตัวอย่างง่าย ๆ แล้วขึ้นรถม้าไป โดยมีเจิ้งหรู
เชียนเป็นคนขับมุ่งหน้าสู่จวนท่านผู้ว่าการเขต
เจียงเซิงซุกตู้โตวสองตัวไว้ในอ้อมอก เกาะประตูรถไว้แน่น ร้อง
เรียกป้าจางสุดหัวใจว่า “ป้าจาง! ซี่โครงหมูตากแห้งพวกนั้นท่านต้อง
เก็บไว้ให้ข้าบ้างนะ ข้าคิดว่าพวกมันอร่อยมากเลย”
รอจนป้าจางรับคำแล้ว สวี่โม่จึงดึงตัวนางเข้าไปในรถม้า ทั้งขำ
ทั้งเหนื่อยใจ
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงหน้าประตูจวนท่านผู้ว่าการเขต
เจิ้งหรูเชียนผูกม้าไว้ ถอนหายใจอย่างหนักใจ แล้วเดิน
ตามหลังสวี่โม่ไป
แม้จะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพี่ชาย แต่ในฐานะน้องชาย เขาจะ
อยู่เคียงข้างพี่ใหญ่เสมอ ไม่ว่าสายลมและสายฝนจะเป็นเช่นไรก็ไม่มี
ทางถอยหนี
เจียงเซิงวิ่งไปข้างหน้า เขย่งเท้าเคาะประตู
ไม่นานบ่าวรับใช้ของจวนก็มาเปิดประตู พอเห็นเด็กสามคนมาก็
ตกตะลึงไปเล็กน้อย “พวกเจ้ามาหาผู้ใด?”
“ข้าน้อยสวี่โม่ พาน้องชายและน้องสาวมาขอเข้าพบท่านผู้ว่า
การเขต” สวี่โม่คำนับอย่างง่าย ๆ
บ่าวรับใช้จึงรู้สึกตัวในทันที “เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน”
จากนั้นเขาก็เข้าไปรายงาน
ไม่นานนักประตูจวนผู้ว่าการเขตก็เปิดออก บ่าวรับใช้สามคน
เดินออกมา นำพวกสวี่โม่เข้าไปยังห้องโถงใหญ่
ณ ที่นั้นมีชายคนหนึ่งนั่งคอยอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อเห็นพวกสวี่โม่มา เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เพียงกล่าว
เสียงเย็นชาว่า “มีธุระอะไร?”
ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้จะยุ่งยากมาก ถึง
ขนาดที่ทำให้ท่านผู้ว่าการเขตคนใหม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจ
สวี่โม่ไม่อ้อมค้อม เขาบอกให้เจียงเซิงนำตู้โตวสองตัวออกมา
แล้วกล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่นว่า “ข้านำของมามอบให้ท่าน”
เฮ่อเฉิงจางชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาค่อย ๆ ตกลงบนขอบ
ผ้า แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง
เขาไม่ได้เรียกสาวใช้มา แต่วิ่งตรงไปหาเจียงเซิงราวกับต้องการ
แย่งมันไป แต่เมื่อมองนิ้วมือเล็ก ๆ ของเจียงเซิง เขาก็ลดความเร็วลง
ชายผู้นั้นค่อย ๆ รับของมา จ้องมองเครื่องหมายที่เป็นเอกลักษณ์
ของภรรยาบนนั้น ความรู้สึกมากมายปรากฏในดวงตาของเขา
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยถามเสียงเบาว่า “แค่สองตัวนี้หรือ?”
“มันถูกพบบนเกวียนลาของน้องชายข้า มีเพียงสองตัวนี้เท่านั้น”
สวี่โม่ถอนหายใจ “ข้าต้องขออภัยด้วย แต่ไม่พบตัวที่สามแล้ว”
เฮ่อเฉิงจางพยักหน้าอีกครั้ง “จริง ๆ แล้วมีเพียงสองตัวที่หายไป
เพราะตัวที่สามเป็นของข้าเอง”
คนนอกรู้เพียงว่าจวนท่านผู้ว่าการเขตมีตู้โตวสามตัวสูญหาย
พวกเขาต่างคิดไปเองว่าเป็นของฮูหยินแน่นอน และไม่คิดว่าจะมีตู้
โตวของท่านผู้ว่าการเขตปะปนอยู่ด้วยหนึ่งตัว
โชคดีที่ตอนนี้ทุกอย่างไม่สำคัญอีกต่อไป
ขอเพียงตู้โตวของภรรยากลับคืนมา ไม่ว่าตู้โตวของท่านผู้ว่า
การเขตผู้สูงศักดิ์จะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญแล้ว
จะเอามันไปให้เด็กเช็ดก้น ให้สุนัขกัดแทะ หรือแม้แต่เอาให้หญิง
โคมเขียวใช้เป็นผ้าเช็ดก็ได้
เฮ่อเฉิงจางถอนหายใจยาว ๆ หันกลับไปมองพี่น้องทั้งสามคนที่
ยืนอยู่ในห้องโถง ในดวงตาพลันมีแววซับซ้อนวาบผ่าน