พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 150 ลงโทษผู้อยู่เบื้องหลังอย่างโหดร้าย
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นศัตรูกันจนแทบไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
แต่เมื่อเด็กกลุ่มนี้พบตู้โตวของฮูหยิน พวกเขาก็รีบนำมันมา
ส่งคืนทันที โดยไม่สนใจว่าอาจจะถูกเข้าใจผิดหรืออาจกลับบ้านไป
อีกไม่ได้
ทั้งในแง่ของอารมณ์และเหตุผล เฮ่อเฉิงจางควรรู้สึกให้เกียรติ
พวกเขาในใจ
แต่เมื่อนึกถึงคำสัญญาตอนออกจากเมืองหลวง เขาก็ได้แต่ดื้อ
รั้นพูดว่า “พวกเจ้าช่วยข้าครั้งนี้ ข้าขอขอบคุณ…แต่จุดยืนระหว่าง
พวกเราก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้”
หมายความว่าเขายังจะต้องจัดการกับพี่น้องพวกนี้อยู่
สวี่โม่ไม่แปลกใจแต่อย่างใด เขาประสานมือคำนับและกล่าวเสียง
ดังว่า “ข้าน้อยนำของมาส่ง ไม่ได้คิดหวังผลตอบแทนใด ๆ ในเมื่อ
ท่านผู้ว่าการเขตได้รับแล้ว พวกข้าก็ขอลา”
หลังจากคำนับอย่างสง่างาม พวกพี่น้องก็จากไป
เมื่อกลับขึ้นรถม้า เจิ้งหรูเชียนก็ยังอดบ่นไม่ได้ “ข้ารู้อยู่แล้วว่า
มันต้องเสียเวลาเปล่า ท่านผู้ว่าการเขตไม่สนใจพวกเราเลยสักนิด ทั้ง
ยังยืนกรานจะจัดการพวกเรา สู้โยนชุดพวกนั้นทิ้งไปเสียยังดีกว่า”
เขารู้สึกว่าการทำเช่นนี้ไม่คุ้มค่าสำหรับพวกพี่น้อง
เจียงเซิงโผล่หน้าออกมา เอ่ยเสียงใสว่า “แต่พี่รอง ตอนแรกพวก
เรากลัวว่าท่านผู้ว่าการเขตจะทำให้พวกเรายากลำบากนี่นา”
เสียงของเจิ้งหรูเชียนหยุดลงทันที
มนุษย์มักเป็นสัตว์ประหลาดโลภมากไม่รู้จักพอ ทั้งที่ตั้งแต่แรกก็
กังวลว่าพวกเขาจะเดินเข้าปากเสือ แต่พอออกมาได้อย่างราบรื่น
กลับโทษว่าท่านผู้ว่าการเขตไม่รู้บุญคุณ ไม่รู้จักตอบแทน
พอคิดดูดี ๆ แล้ว พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการถูกใส่ร้ายได้ ทั้ง
ยังช่วยรักษาชื่อเสียงของฮูหยินคนหนึ่ง และออกจากจวนผู้ว่าการ
เขตมาได้อย่างปลอดภัย นี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีต่อเนื่องกันแล้ว
เจิ้งหรูเชียนจินตนาการภาพตนเองหยิบตู้โตวสองชุดออกมาต่อ
หน้าคนอื่น แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อก็คงไม่ปล่อย
เขาไปแน่
ถ้าบังคับให้ข้าแต่งงานก็คงจะแย่มาก
ยิ่งถ้าต้องแต่งกับฮ่าวเซียงเซียงก็ยิ่งแย่หนักกว่าเดิมอีก
เจิ้งหรูเชียนตัวสะท้าน ทันใดนั้นก็รู้สึกพอใจเป็นพิเศษ “เป็นแบบ
นี้ก็ดีแล้ว”
“ใช่ ดีแล้ว” เจียงเซิงเห็นด้วย “ตอนเย็นข้าต้องกินซี่โครงเพิ่มอีก
สักสองสามชิ้น เพื่อให้รางวัลตัวเองสักหน่อยแล้ว”
สวี่โม่อดขำไม่ได้ พลางลูบผมเปียสองข้างของนาง
ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อจัดการเรื่องราวดุจสายฟ้าฟาดเช่นเคย เมื่อ
ได้รับตู้โตวสองชุดของภรรยามาแล้ว เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ลงมือ
โดยไร้ความปรานีทันที
เมื่อคนที่อยู่เบื้องหลังต้องการให้เขาจัดการพวกพี่น้องจากเรือน
ดอกไม้ เขาจึงแสร้งทำเป็นวางแผนเล่นงานพวกสวี่โม่ และลังเลไปมา
ระหว่างตัวเลือกหลายทางจนตัดสินใจลงมือไม่ได้
ในตอนนั้นก็มีคนเริ่มร้อนใจแล้ว
บ่าวรับใช้ในจวนผู้ว่าการเขตเสนอความคิดอย่างหนึ่ง “ใต้เท้า
คนเรือนดอกไม้นั่นจะเปิดโรงผลิตอะไรกัน ไม่รู้ว่าสะอาดพอหรือไม่
ไม่สู้ท่านส่งคนไปตรวจสอบดูสักหน่อย หากบังเอิญตรวจพบแผนร้าย
ที่พวกเขาซ่อนไว้เล่าขอรับ?”
หากสามารถตรวจพบตู้โตวของฮูหยินผู้ว่าการเขตไปด้วยก็จะยิ่ง
ดีเข้าไปใหญ่
เฮ่อเฉิงจางพยักหน้าอย่างเย็นชา สายตาจับจ้องไปยังบ่าวรับใช้
แล้วเอ่ยว่า “จับตัวเขาไว้ แล้วสอบสวนให้ละเอียด!”
ตรวจสอบให้ชัดว่าใครกันแน่ที่ให้สินบนกับบ่าวคนนั้น ถึงได้มายุ
ยงเขาถึงที่นี่
ในฐานะผู้ว่าการเขต เขามีอำนาจควบคุมท้องที่ทั้งหมดและมี
เครื่องทรมานไว้สอบปากคำ
แม้ว่ากฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋จะกำหนดว่า ขุนนางในท้องที่
ไม่อาจใช้การทรมานมาไต่สวนโดยไร้เหตุผล แต่หากเขาจะใช้มัน
จริง ๆ ก็ไม่มีใครทำอะไรได้อยู่แล้ว
ดังนั้น ไม่นานนักบ่าวรับใช้ก็สารภาพ
มันเป็นแผนของตระกูลซุน
กระทั่งสุนัขจนตรอกก็ยังมีเวลากระโดดข้ามกำแพง เดิมทีตระกูล
ซุนสามารถส่งคนของตัวไปเป็นท่านผู้ว่าการเขตได้ ซึ่งมันเพียงพอ
จะพิสูจน์ได้ถึงอำนาจอันแข็งแกร่งของตระกูล แต่เพราะถูกท่านผู้ว่า
การเขตเฮ่อหาเรื่องหลายครั้ง จึงเกิดความไม่พอใจมานานแล้ว
การลงมือครั้งนี้ เป็นทั้งการต้องการสั่งสอนท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ
และต้องการฉวยโอกาสโจมตีเรือนดอกไม้ไปพร้อมกัน นับว่าได้
ประโยชน์สองต่อจริง ๆ
แต่คงไม่คิดว่า พวกสวี่โม่จะส่งของที่พบเจอคืนเจ้าของไปแล้ว
และยิ่งไม่คาดคิดว่า ท่านผู้ว่าการเขตจะไม่โกรธแค้นพวกสวี่โม่
โดยไม่แยกแยะผิดถูก แต่กลับฉวยโอกาสขุดคุ้ยหาตัวการเบื้องหลัง
เมื่อตระกูลซุนทราบว่าสายลับที่ฝังตัวอยู่ในจวนขาดการติดต่อ
ผู้นำตระกูลซุนอย่างซุนหนิงก็รู้สึกกังวลในอย่างยิ่ง จึงเรียกคนสนิท
หลายคนมาประชุมกันตลอดทั้งคืนเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตครั้งนี้
“ผู้นำตระกูล ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ชายชราไว้หนวดคนหนึ่ง
กล่าวอย่างเจ็บปวด “ท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อควรจะอยู่ฝ่ายเดียวกับพวก
เรา แล้วเหตุใดท่านถึงได้ไปหาเรื่องเขา ตอนนี้พาให้เขาเกลียดชัง
พวกเราไปด้วยแล้ว ไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มค่าเลยจริง ๆ !”
ซุนหนิงทำสีหน้าบึ้งตึง “เป็นเพราะเจ้าเฮ่อเฉิงจางคนนั้นไม่ทำ
ตามธรรมเนียมเหมือนเก่า ข้าเพียงแค่ส่งอนุสองคนไปให้ แต่บ้านข้า
กลับถูกเขาก่อกวนจนอยู่ไม่เป็นสุข แล้วข้าทำผิดอะไร?”
อีกอย่างตระกูลซุนก็ไม่ใช่คนธรรมดา จะปล่อยให้มาคอยรังแก
ได้อย่างไร
ตอนนี้แผนการล้มเหลวแล้ว หากสำเร็จก็รอให้เฮ่อเฉิงจางจัดการ
เด็ก ๆ พวกนั้นเสร็จ พวกเขาก็จะได้นั่งดูเรื่องสนุกโดยไม่ต้องลงแรง
อะไร
“แต่ตอนนี้แผนการล้มเหลวไปแล้ว” คนในตระกูลซุนส่ายหน้า
อย่างหัวเสีย “พวกเราไปทำให้ท่านผู้ว่าการเขตโกรธเคืองแล้วจริง ๆ”
ผู้ที่ควรจะเป็นที่พึ่ง ยามนี้กลับกลายเป็นศัตรู
ตระกูลซุนท่าไม่ดีแล้ว ไม่ดีเลยสักนิด
แต่ซุนหนิงยังคงดื้อดึง “ก็แค่ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยคนเดียว มีอะไร
ให้กลัวกัน ตระกูลซุนของพวกเราเป็นตระกูลเก่าแก่มาหลายสิบปี แค่
ให้อวี้เหยาแต่งเข้าตระกูลฟาง เฮ่อเฉิงจางก็ไม่มีค่าอะไรแล้ว”
อย่างไรเจ้าคนแซ่เฮ่อนั่นก็แค่สุนัขรับใช้ที่ตระกูลฟางส่งมา
แค่สุนัขตัวนี้ไม่ค่อยเชื่อฟังและมีนิสัยบ้าคลั่งติดตัวมาด้วย
ทว่าในวันต่อมา กิจกาจของตระกูลซุนก็ถูกโจมตีอย่างหนักอีก
ครั้ง ทุกร้านที่คนเดินผ่านต่างเละเทะไปหมด
หากกล่าวว่าคราวก่อนท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อยังคงเหลือความ
ปรานีให้ แต่คราวนี้เขากลับบีบคั้นจนถึงที่สุด ทั่วร่างของเขาเต็มไป
ด้วยความเย็นชา ทุกการกระทำล้วนบีบบังคับผู้อื่น ทุกท่าทีก็แสดงถึง
ความไร้เยื่อใย
ตระกูลซุนไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป จึงส่งคนไปยังที่ศาลเขต
เพื่อส่งสาร
เนื้อความในสารก็เรียบง่ายมาก มีเพียงประโยคเดียวว่า ‘ท่านลืม
สิ่งที่สัญญากับตระกูลฟางแล้วหรือ’
เฮ่อเฉิงจางแค่นหัวเราะ หลังรับสารมาแล้วก็ฉีกทิ้งอย่างไม่ไยดี
“กลับไปบอกคนตระกูลซุนว่าข้าสัญญากับตระกูลฟางว่าจะทำให้ฟาง
เหิงหายไป แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะรักษาความมั่งคั่งรุ่งเรืองของตระกูล
ซุนเอาไว้”
มีคำกล่าวว่า ขุนนางในท้องถิ่นยิ่งใหญ่กว่าขุนนางจากเมือง
หลวง แม้ตระกูลซุนจะส่งสารขอความช่วยเหลือไปยังตระกูลฟาง แต่
ด้วยความล่าช้าจึงต้องใช้เวลาส่งสารไปกลับถึงหนึ่งเดือน ทำให้เฮ่อ
เฉิงจางสามารถแก้แค้นตระกูลซุนได้จนย่อยยับไปทั้งหมด
ตระกูลใหญ่ที่เคยรุ่งโรจน์ จึงเสื่อมอำนาจลงนับแต่นั้น
ช่วงดังกล่าว ในที่สุดเรือนดอกไม้ได้ลิ้มรสความสงบสุขอันหาได้
ยาก พี่น้องทุกคนต่างทำกิจธุระของตนอย่างเงียบสงบไร้คนก่อกวน
พอใกล้ถึงช่วงสิ้นปี ยังเหลือเวลาอีกสามสี่เดือนก่อนการสอบ
ระดับแคว้น แม้สวี่โม่จะสอบได้อันดับหนึ่งมาถึงสองครั้ง แต่ก็ยังชวน
ให้รู้สึกตื่นเต้นไม่หาย
การสอบระดับแคว้นนั้นแตกต่างจากการสอบสองครั้งก่อน ยิ่ง
สอบไปเรื่อย ๆ ระดับความยากก็ยิ่งมากขึ้น ผู้เข้าสอบก็มีอายุมากขึ้น
เรื่อย ๆ เช่นกัน บางคนเคยเข้าสอบมาแล้วนับสิบครั้ง จึงมี
ประสบการณ์มากมาย
เมื่อเทียบกันแล้ว สวี่โม่ที่ยังเยาว์ก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย
แต่เพราะรับปากกับท่านผู้ว่าการเขตคนก่อนไปแล้ว สวี่โม่จึง
จำเป็นต้องพยายามเล่าเรียนอย่างหนัก เพื่อสอบผ่านการสอบระดับ
แคว้นไปให้ได้
เขาต้องการเป็นจวี่เหริน ต้องการปกป้องน้องชายน้องสาว
ต้องการมุ่งหน้าสู่อนาคตอันรุ่งโรจน์
แต่มันช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกิน
ระยะนี้สวี่โม่อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง จิตใจไม่สงบ เขาจึงวางหนังสือ
แล้วเดินไปทางประตูเรือน
เมื่อปลดกลอนและเปิดประตูออก ก็เห็นท่านผู้ว่าการสูงแปดฉื่อ
ยืนอยู่ข้างนอก พร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกสิบกว่าคน
ท่าทียังมีแววคุกคามอยู่บ้าง แต่ก็ดูเก้อเขินอย่างน่าประหลาด
สวี่โม่นึกสงสัย
เฮ่อเฉิงจางกระแอมทีหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงทุ้มต ่าว่า “มีตามคำสั่ง
จากเบื้องบน ข้ามาตรวจความสะอาดในโรงผลิต หากไม่ได้มาตรฐาน
จำต้องปิดปรับปรุง!”
แต่ในโลกนี้ จะมีท่านผู้ว่าการเขตที่ไหนมาตรวจความสะอาด
ด้วยตนเองเล่า?