พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 151 กระดาษแผ่นเล็ก
แม้จะสงสัย แต่สวี่โม่ก็ถอยหลังไปสองก้าว แล้วเชิญท่านผู้ว่าการ
เขตให้ตรวจสอบอย่างสุภาพ
ป้าจางเป็นคนคล่องแคล่ว เจียงเซิงเองก็กำชับเรื่องความสะอาด
ของคนงานในโรงผลิตเป็นพิเศษแล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
ซึ่งท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อก็ไม่พบความผิดปกติอะไรจริง ๆ
เขานำเหล่าเจ้าหน้าที่เดินตรวจไปมาภายในโรงผลิต สีหน้า
เปลี่ยนจากพอใจเป็นไม่พอใจ ในที่สุดก็ขมวดคิ้วและยืนอยู่หน้าโต๊ะ
ไม้ผุพังตัวหนึ่ง
“ใต้เท้า…” สวี่โม่ยังถามไม่ทันจบประโยค
เฮ่อเฉิงจางกลับยกเท้าเตะโต๊ะไม้ผุแตกกระจายเป็นเสี่ยงใน
พริบตา
สวี่โม่ตกใจเล็กน้อย สีหน้าซีดเผือดพลางขมวดคิ้วแน่น
แต่เฮ่อเฉิงจางกลับมีท่าทีพอใจยิ่งนัก เขาจ้องมองเศษไม้ที่
กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น แล้วตวาดว่า “โต๊ะไม้ผุ ๆ แบบนี้ไร้
มาตรฐาน ง่ายต่อการขึ้นรา รีบกำจัดมันทิ้งไปซะ”
จากนั้นอีกฝ่ายก็นำเหล่าเจ้าหน้าที่จากไปอย่างโอหัง
ประตูเรือนดอกไม้ถูกปิดลงอีกครั้ง สวี่โม่เพิ่งได้สติ แล้วครุ่นคิด
ถึงท่าทางของท่านผู้ว่าการเขตเฮ่อ
ตกค ่า เมื่อพวกเด็ก ๆ กลับมาและเห็นเศษโต๊ะไม้กระจัดกระจาย
ต่างก็ตกตะลึงจนตาค้าง
“พี่รอง พี่รองเร็วเข้า มาดูนี่สิ โต๊ะตัวนี้พังแล้ว” เจียงเซิงลากเจิ้ง
หรูเชียนเข้ามาดู “คราวก่อนข้าบอกแล้วว่าต้องเปลี่ยนเป็นโต๊ะตัว
ใหญ่ ท่านก็บอกว่ามันยังพอใช้งานได้ ตอนนี้ถึงเวลาเปลี่ยนได้หรือ
ยัง”
“เปลี่ยน ๆ เปลี่ยนเป็นโต๊ะตัวดี ๆ” เจิ้งหรูเชียนพยักหน้าหงึกหงัก
ราวกับไก่จิกข้าว แต่ความคิดไม่ได้อยู่กับเรื่องโต๊ะ
เจียงเซิงจึงปล่อยตัวเขา แล้วไปคิดว่าจะซื้อโต๊ะไม้แดง โต๊ะไม้
เหลืองหรือโต๊ะไม้ดำดี
“เจียงเซิง ซื้อโต๊ะไม้เก่าเถอะ” จ่างเยี่ยนแนะนำอย่างจริงใจ
เด็กหญิงตัวน้อยตกใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย “ทำไมเล่า!”
“เพราะว่า…” จ่างเยี่ยนเอียงศีรษะ “ถ้าพังอีกจะได้ไม่รู้สึก
เสียดาย”
แต่โต๊ะใหม่ที่เพิ่งซื้อมาจะพังได้อย่างไร เจียงเซิงพึมพำอย่างไม่
เข้าใจ
พวกพี่ชายมองหน้ากันแล้วยิ้ม ๆ สีหน้าทุกคนต่างดูผ่อนคลาย
มาก
ป้าจางยกอาหารเย็นออกมาทีละอย่าง ซึ่งเป็นอาหารที่นางคิด
ขึ้นมาใหม่
หลังจากซี่โครงหมูตากแห้งได้รับการยอมรับจากเจียงเซิงแล้ว
ความคิดของนางก็ดูเหมือนจะคิดอะไรใหม่ ๆ ได้ตลอด เช่นในเมื่อ
ซี่โครงหมูสามารถทำเป็นเนื้อแห้งได้ แล้วของอย่างอื่นจะทำได้
หรือไม่?
เพียงแค่หมักเนื้อ ยัดใส่ไส้ แล้วนำไปตากลม ก็น่าจะเป็นเนื้อตาก
แห้งได้ทั้งหมด
ดังนั้นป้าจางจึงทำเนื้อไก่ตากแห้ง น่องไก่ตากแห้ง ปลาตากแห้ง
และขาไก่แตกแห้ง ส่วนที่สามารถยัดใส่ไส้ได้ก็ยัดไส้ ส่วนที่ไม่
สามารถยัดไส้ได้ก็ตากแห้งเหมือนหมูรมควัน แล้วล้างให้สะอาดก่อน
นึ่งให้สุกแล้วทาน รสชาติที่ทำออกมาก็ดีเกินคาด
โดยเฉพาะปลาตากแห้ง ผิวด้านนอกมีน ้ามันปลาเคลือบบาง ๆ
เมื่อกินแล้วให้สัมผัสเหนียวนุ่มและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเนื้อแห้ง
ทำให้เจียงเซิงน้อยถึงกับร้องว้าวอย่างพึงพอใจมาก
“ท่านป้าเก่งมากเลยเจ้าค่ะ ท่านคนเดียวสามารถทำอาหารแสน
อร่อยได้มากมายขนาดนี้ ปลาตากแห้งนี้สามารถให้โรงผลิตทำขาย
ด้วยได้หรือไม่” ดวงตาเด็กหญิงเป็นประกาย ในใจขบคิดแผนการ
เล็ก ๆ
จางเซียงเหลียนยิ้มบาง “ได้แน่นอน”
นางทำออกมามากมายขนาดนี้ นอกจากเพื่อความอยากรู้อยาก
เห็นของตัวเองแล้ว ส่วนใหญ่ก็ทำเพื่อโรงผลิตทั้งนั้น
“เช่นนั้นข้าคงต้องคำนวณค่าแรงให้ท่านป้าใหม่เสียแล้ว” เจียง
เซิงนับนิ้ว “ตอนทำไส้หรอกรมควันป้าก็มีส่วนช่วย ปลาตากแห้งก็
เป็นท่านที่คิดค้นขึ้นมา ควรให้ค่าจ้างท่านเท่าไหร่ดีนะ”
จางเซียงเหลียนอดขำไม่ได้ “เจียงเซิงน้อย เจ้าไม่ต้องให้เงินข้า
หรอก ข้าทำสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อให้เจ้าหาเงินต่อได้”
พอมองดูเด็กหญิงที่เคยเร่ร่อนอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ตอนนี้
ร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์และมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ นางก็รู้สึกยินดีสุด
หัวใจแล้ว
แต่เจียงเซิงกลับยังยืนกราน “ท่านป้าสร้างประโยชน์ ย่อมต้อง
ได้รับรางวัล หากท่านป้าไม่รับ ข้าก็จะไม่ขายปลาตากแห้งนี้
เหมือนกัน”
โลกใบนี้มีทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้ที่สร้างคุณประโยชน์ย่อม
สมควรได้รับรางวัลตอบแทน
เจียงเซิงไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน แล้วหยิบเงินห้าสิบตำลึงออกมา
จากถุงเงินแล้วมอบให้ป้าจาง พลางกล่าวอย่างจริงใจว่า “หากขาย
ปลาตากแห้งได้ดี ข้าจะเพิ่มเงินให้ท่านป้าอีก”
นี่เป็นเงินถึงห้าสิบตำลึงเชียวนะ
บุรุษทั่วไปหาเงินอย่างมากก็ได้เดือนละหนึ่งตำลึง ครอบครัวที่มี
สามคนมีเงินใช้ครึ่งตำลึงก็พอกินอยู่ไปได้ทั้งปี ตระกูลโจวที่เป็น
ครอบครัวใหญ่ยังไม่สามารถเก็บเงินได้ถึงห้าสิบตำลึงภายในเวลา
หลายสิบปีเลย
แต่ตอนนี้ เงินก้อนนั้นกลับอยู่ในมือของจางเซียงเหลียนได้อย่าง
ง่ายดาย
ที่แท้เพียงแค่คนเราพยายาม มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ กระทั่งกรรมกรที่
ได้ค่าแรงวันละห้าเหวินก็สามารถได้รับค่าแรงก้อนโตได้
ป้าจางตาแดงก ่า เริ่มสะอื้นเบา ๆ
เจียงเซิงเกาศีรษะ ไม่รู้จะปลอบใจนางอย่างไรดี
หลิวซุ่ยก้าวเข้าไปตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ พลางล้อเลียนว่า “พี่สาว
หาเงินได้มากมายขนาดนี้ ต้องเลี้ยงอาหารพวกข้าสักมื้อแล้วนะ”
“เลี้ยงสิ ต้องเลี้ยงแน่นอน” ป้าจางหัวเราะทั้งน ้าตา “พวกเจ้ากิน
กันให้เต็มที่เลยนะ”
วันรุ่งขึ้น ปลาตากแห้งก็ถูกจัดเข้าสู่การผลิต
ครั้งแรกที่ทำมีแค่เครื่องปรุงพื้นฐานที่ใช้หมัก แค่นำไปตากแห้ง
ง่าย ๆ จนมีน ้ามันออกมา พอทำเสร็จก็พร้อมทานแล้ว
แต่จางเซียงเหลียนกลับกระตือรือร้นมาก จึงทดลองใช้เครื่องปรุง
ต่าง ๆ เพิ่มเติม ทั้งใส่ผงฮวาเจียวหรือเครื่องเทศชนิดอื่น เพื่อดูว่าจะ
เกิดรสชาติแบบใหม่หรือไม่
เนื้อไก่กับน่องไก่ตากแห้งก็ทำขึ้นมาบ้างเล็กน้อย รอให้สินค้าทำ
เสร็จและส่งไปเรือนโยวหราน รอดูว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไร ค่อย
ตัดสินใจว่าจะผลิตพวกมันเป็นจำนวนมาก ๆ หรือไม่
ในขณะเดียวกัน
เจิ้งหรูเชียนก็กำลังงานยุ่งไม่แพ้กัน
เมื่อเดือนสิบสองมาถึง จากเหนือจรดใต้ต่างเข้าสู่ช่วงอากาศ
หนาวจัด นอกจากบางพื้นที่ที่ยังสามารถปลูกผักสดได้ ส่วนใหญ่แล้ว
กระทั่งรากผักป่าก็ยังหาไม่ได้
การนำถั่วฝักยาวดองนับพันชั่งที่เก็บสะสมไว้ออกมาในช่วงนี้
ได้รับความนิยมอย่างคาดไม่ถึง
แต่สำหรับเจิ้งหรูเชียนแล้วมันยังไม่เพียงพอ เขาเริ่มคิดอยาก
เดินทางไปอำเภอใหม่ เขตเมืองใหม่ เพื่อหาพืชผักชนิดใหม่
ตามคำพูดอวดดีของเด็กคนนี้คือ ‘โลกนี้กว้างใหญ่นัก ข้าเพียง
แค่เคยไปไกลสุดถึงอำเภออันหยางเท่านั้น แต่ข้างนอกยังมีผักอีก
มากมาย’
อย่างไรเสียอากาศก็เริ่มหนาวเย็น ไม่ว่าจะมีผักมากแค่ไหนก็
สามารถขนกลับมาได้ หากไม่ไปตอนนี้ก็เสียโอกาส
หลังจากตกลงกับวังเสี่ยวซงได้อย่างรวดเร็ว นายบ่าวทั้งสองก็
สวมเสื้อคลุมปุยฝ้ายชุดหนา แบกห่อผ้าเล็ก ๆ ออกเดินทางสู่แดน
ไกล ท่ามกลางสายตาน ้าตาคลอเบ้าของคนเป็นน้องสาวทั้งสองคน
หน้าประตูเรือนดอกไม้
เจียงเซิงมองรถม้าที่ค่อย ๆ หายลับไป ดวงหน้าน้อยเต็มไปด้วย
ความกังวลใจ “ทั้ง ๆ ที่โรงผลิตกับถั่วฝักยาวก็สามารถทำเงินได้มาก
พอแล้ว ทำไมพี่รองยังต้องออกเดินทางไปข้างนอกอีก อีกเพียงเดือน
เดียวก็จะถึงช่วงข้ามปีแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาทันหรือไม่”
“วางใจเถอะ” สวี่โม่ปลอบใจนาง “เจ้ารองรู้ดีว่าต้องทำอย่างไร
เขาจะต้องกลับมาแน่”
ฟางเหิงก็ขมวดคิ้วตาม “ข้าบอกให้พี่รองพาเจียงซานกับเจียงซื่อ
ไปด้วยแล้ว วิชาการต่อสู้ของพวกเขาฝึกถึงขั้นสูงสุดแล้ว ฝึกต่อไปก็
ไร้หนทางก้าวหน้า หากพาไปด้วยก็ยังสามารถคุ้มครองพวกเขาได้
เมื่อเกิดอันตราย”
เจิ้งหรูเชียนก็แค่ไม่เต็มใจเท่านั้นเอง
“บางทีพี่รองอาจคิดว่าเขตอันสุ่ยยังเป็นสถานที่อันตรายกระมัง”
จ่างเยี่ยนกล่าวเบา ๆ “นับตั้งแต่ตระกูลซุนล่มสลายก็ผ่านมาเดือน
กว่าแล้ว”
และเวลาหนึ่งเดือนก็คือเวลาที่จดหมายขอความช่วยเหลือจะ
เดินทางจากเขตอันสุ่ยไปยังเมืองหลวง แล้วตอบกลับมาจากเมือง
หลวงอีกรอบ
ตราบใดที่ฟางเหิงยังอยู่ที่นี่ ตระกูลฟางก็เปรียบเสมือนดาบที่
แขวนอยู่เหนือศีรษะ พร้อมจะฟาดฟันลงมาได้ทุกเมื่อ
ทุกคนพลันเงียบเสียงลง หลังสบตากันครู่หนึ่งก็กลับเข้าไปเรือน
ดอกไม้อย่างเงียบเชียบ
ฟางเหิงเดินรั้งท้าย ก้าวเท้าตามไปช้า ๆ
แต่แล้วก็มีกระดาษก้อนเล็ก ๆ ถูกปาเข้ามา ดวงตาของเขาขยับ
เล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นรับไว้ได้ทัน
หลังคลี่ออกดู บนนั้นก็มีเพียงข้อความว่า ‘พบกันท้ายถนน
ตะวันออก’