พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 152 ลูกพี่ลูกน้อง
ลายมือในกระดาษแผ่นนั้นนุ่มนวลงดงาม ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน
ๆ แค่มองก็รู้ว่าเป็นของสาวน้อย
แต่ฟางเหิงไม่เข้าใจ เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วฉวยโอกาส
ตอนที่พวกพี่น้องไม่ได้หันมามองโยนกระดาษทิ้งไปตรงหัวมุม
จากนั้นก็ปิดประตู กลับไปฝึกฝนวรยุทธ์ต่อ
โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า สาวน้อยในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อน
กำลังกระทืบเท้าอย่างร้อนรนพลางน ้าตาคลอเบ้า
แต่การได้พบกับเด็กหนุ่มที่มุ่งมั่นในวิถีแห่งยุทธ์ ก็ทำให้นางหมด
ปัญญา
นางไม่มีทางเลือก จึงต้องหันไปมองเจียงเซิง เด็กหญิงเพียงคน
เดียวในเรือนดอกไม้
……
วันต่อมา
พวกพี่ชายทั้งหลายต่างออกไปทำธุระกันหมด ส่วนเจียงเซิง
กำลังก้มหน้าอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ที่พี่ใหญ่สั่งให้อ่านอยู่ตรงขอบ
หน้าต่าง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก
ไม่นานป้าจางก็เดินเข้ามา พูดอย่างประหลาดใจว่า “เจียงเซิง
น้อย เจ้ามีสหายใหม่แล้วหรือ?”
เจียงเซิงกลับไม่เข้าใจ “สหายหรือ? ข้าไม่มีสหายนะเจ้าคะ”
ในหมู่บ้านสิบลี้ยามก่อน นางไม่มีสหายคบหาเพราะเป็นขอทาน
เร่ร่อนทั้งเนื้อตัวสกปรกและมีกลิ่นเหม็น หากบุตรสาวจากตระกูลผู้ดี
เห็นเข้า ก็ต้องเอาผ้าปิดจมูกแล้วเดินอ้อมไป
ต่อมาเมื่อนางมาอยู่อำเภอเซี่ยหยาง ก็ยุ่งแต่เรื่องหาเงินเลี้ยงปาก
ท้อง จนไม่มีเวลาไปผูกมิตรกับใคร
หลังจากมาอยู่ในเขตอันสุ่ยที่มีบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่
มากมาย แม้เจียงเซิงจะไม่ใช่เด็กเร่ร่อนอีกแล้ว แต่ก็ไม่สูงส่งไม่ต ่า
ต้อย เป็นเพียงคนค้าขายธรรมดา จึงไม่มีเพื่อนเล่นอะไร
พอนับดูแล้ว นอกจากพูดคุยกับพี่สาวเสี่ยวจูอยู่บ้าง ก็มีแต่พวก
พี่ชายทั้งห้าคน เจียงเซิงไม่มีคนที่เรียกว่าสหายสักคนเลย
“แต่มีสาวน้อยคนหนึ่งอยู่หน้าประตูนะ นางบอกว่าเป็นสหายเจ้า
อยากชวนเจ้าไปชมดอกไม้ด้วยกัน” ป้าจางกระซิบ
เจียงเซิงกระชับเสื้อคลุมโดยไม่รู้ตัว พ่นลมหายใจสีขาวพลาง
รู้สึกแปลกประหลาดใจนัก
ตอนนี้เป็นฤดูหนาวไม่ใช่หรือ อากาศหนาวจัดจนแม้แต่พวก
หนอนยังแข็งตาย แล้วจะมีดอกไม้ให้ชมได้อย่างไร
แต่เป็นครั้งแรกที่มีคนอ้างว่าเป็น ‘สหายของเจียงเซิง’ หลังลังเล
อยู่ครู่หนึ่งเด็กสาวก็กระโดดลงจากเก้าอี้อุ่น สวมผ้าคลุมที่พี่รองซื้อ
ให้ “ข้าจะไปดูเอง”
ป้าจางเป็นห่วงนางจึงรีบตามไปติด ๆ
เมื่อมาถึงหน้าประตูเรือน เจียงเซิงมองผ่านช่องประตู เห็นเด็ก
สาวร่างบางอ่อนช้อย อายุราวสิบสองสิบสาม สวมชุดกระโปรงยาวสี
เหลืองอ่อนยืนอยู่
อาจเป็นเพราะสวมเสื้อผ้าบางเกินไป นางจึงยืนกระทืบเท้าอยู่กับ
ที่ตลอดเวลา บางครั้งก็เอามือทั้งสองข้างไขว้กันแล้วเป่าลมร้อนใส่
เพื่อทำให้มือและเท้าที่เย็นเฉียบรู้สึกอุ่นขึ้น
เจียงเซิงก้มมองตัวเองอีกครั้ง นางสวมเสื้อคลุมตัวหนา แม้จะ
ไม่ได้มีรูปร่างอ้อนแอ้นสวยงาม แต่มือเท้าของนางกลับอุ่นมาก
พี่สี่เคยกล่าวไว้ว่า สตรีต้องให้ความสำคัญกับความอบอุ่น
มากกว่าบุรุษ หากร่างกายสัมผัสกับไอเย็นมากเกินไป อาจทำให้
เจ็บป่วยได้ง่าย และเมื่อแก่ตัวอาจกลายเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย
“นางเป็นสหายของเจ้าหรือ?” ป้าจางถามเสียงเบา
เจียงเซิงส่ายหน้าเสียดาย “ท่านป้า ท่านมอบน ้าชาร้อน ๆ ให้นาง
สักถ้วย แล้วให้นางกลับบ้านเถอะ”
ส่วนพี่ห้าก็เคยพูดว่า ไม่จำเป็นต้องคบหากับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง
แม้แต่ไก่ป่ายังรู้ว่าพังพอนไม่มาสู้กันโดยไร้เหตุผล คนที่แอบอ้างว่า
เป็น ‘สหาย’ ทั้งที่ไม่รู้จักกันแบบนี้ ย่อมไม่มีเจตนาที่ดีแน่นอน
อากาศข้างนอกหนาวเกินไป ในห้องที่มีเตาผิงนั้นอบอุ่นกว่ามาก
เจียงเซิงกระชับผ้าคลุม เดินโซเซกลับเข้าห้องไป
ป้าจางรินน ้าชาอุ่นหนึ่งถ้วยตามคำขอ แล้วกล่าวอย่างอ้อมค้อม
ต่อหน้าสาวน้อยในชุดสีเหลืองอ่อนซึ่งกำลังมองมาด้วยสายตาตก
ตะลึง “ขออภัยด้วย แต่คุณหนูของบ้านเราไม่อยู่”
แม้อีกฝ่ายจะมาหาหลายครั้งหลายครา แต่กลับไม่เคยได้พบเห็น
แม้แต่เงาของเจียงเซิง
หากเป็นยามปกติ สาวน้อยชุดสีเหลืองคงจะโวยวายออกมาแล้ว
แต่ตอนนี้นางกำลังถือถ้วยชาอุ่น ๆ ไว้ในมือ เรียวคิ้วขมวดแน่น
อดกลั้นอยู่หลายครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับบ้านไป
เทศกาลข้ามปีใกล้เข้ามาแล้ว ทุกบ้านต่างเตรียมกระดาษแดง
และของใช้สำหรับช่วงเทศกาล
เรือนดอกไม้ก็วุ่นวายไม่ต่างกัน
ในฐานะเจ้าของโรงผลิต เจียงเซิงวางแผนเตรียมของใช้สำหรับ
เทศกาลข้ามปีตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งสำหรับคนในบ้าน สำหรับพวกท่านป้า
ที่เป็นลูกจ้าง ท่านลุงจาง ป้าจาง นายอำเภอผังและนายอำเภอเปียน
รวมไปถึงพวกวังเสี่ยวซงและผังต้าซานด้วย
เนื่องจากมีคนมาก จึงจำเป็นต้องซื้อข้าวของล่วงหน้า
กลางเดือนสิบสอง เจียงเซิงก็นั่งรถม้าไปทั่วเขตอันสุ่ยเพื่อซื้อ
ขนม น ้าตาลและสุรา
เจียงซานและเจียงซื่อถูกลากตัวมาช่วย คนหนึ่งรับหน้าที่ขับรถ
ม้า อีกคนรับหน้าที่ถือของ
เจียงเซิงเดินเที่ยวจนเพลิน นางซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พี่ชายทุกคน
พร้อมกับรองเท้าผ้าพื้นหนาให้คนละคู่
ขณะหยิบถุงเงินขึ้นมา เงาร่างในชุดสีเหลืองอ่อนซึ่งรออยู่นาน
แล้ว ก็เข้ามาใกล้นางก่อนและเอ่ยขึ้นว่า “น้องสาวเจียงเซิง”
เจียงเซิงเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
นางมีพี่ชายแค่ห้าคน แล้วไปมีพี่สาวเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่?
“น้องสาวเจียงเซิง เจ้าไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่ใช่คนไม่ดีหรอก” สาว
น้อยชุดเหลืองอ่อนเม้มปาก แล้วพูดเข้าประเด็นทันที “ข้าแค่อยาก
พบฟางเหิง แต่กลับพบเขาไม่ได้ เจ้าช่วยพาข้าไปแนะนำกับเขาได้
หรือไม่?”
ที่แท้นางก็มาหาพี่สามนี่เอง
เจียงเซิงเบิกตากว้างเล็กน้อย แม้นางจะอายุยังน้อยและได้รับการ
ปกป้องจากพวกพี่ชายมาตลอด แต่นางก็รู้ว่าพี่สามมีภูมิหลังไม่
ธรรมดา ดังนั้นคนที่สามารถตามหาพี่สามได้ก็คงไม่ใช่คนธรรมดา
เช่นกัน
หรือว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนจากตระกูลฟางแห่งเมืองหลวง!?
เจียงเซิงรู้สึกกังวลใจ นางถอยหลังไปสองก้าวด้วยความ
หวาดระแวง แล้วปฏิเสธอย่างสุภาพว่า “ขออภัยด้วย แต่ข้าไม่ค่อย
สะดวก”
เจียงซานกับเจียงซื่อก็เข้ามาใกล้ ยืนปกป้องอยู่ข้างหน้านาง
สาวน้อยชุดสีเหลืองอ่อนยังไม่ยอมแพ้ นางพยายามจะเข้ามา
คว้าแขนของเจียงเซิง
แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดดังลั่น “อย่าแตะต้องน้องสาวข้า!”
ทุกคนหันไปมอง เห็นเด็กหนุ่มวิ่งมาอย่างรวดเร็ว เขาเข้ามา
ขวางหน้าเจียงเซิงราวกับสายฟ้าแลบ พร้อมกับผลักสาวน้อยชุดสี
เหลืองอ่อนจนถอยออกไปสองก้าว
“พี่สาม ท่านมาได้อย่างไรกัน?” เจียงเซิงทั้งตกใจและดีใจ นางวิ่ง
เข้าไปเกาะแขนเขาไว้
ฟางเหิงถอนหายใจโล่งอก
ความจริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะออกมา แต่เพราะตอนเช้าได้ยิน
ป้าจางพูดถึงสาวน้อยคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นสหายของเจียงเซิงมาหาถึง
หน้าประตู แต่เจียงเซิงกลับบอกไม่รู้จักนางเลยสักนิด ทำให้เขารู้สึก
เป็นห่วงปนระแวง
พอถึงตอนเที่ยงวัน น้องสาวก็ยังไม่กลับมาบ้านอีก เขาเริ่มรู้สึก
ไม่สบายใจจึงออกมาตามหาด้วยตัวเอง และเห็นภาพเจียงเซิงกำลัง
ถูกฉุดกระชากแขนพอดี
ฟางเหิงทนไม่ได้จึงตะโกนด้วยความโมโหและวิ่งเข้ามาปกป้อง
น้องสาวไว้ข้างหลัง
แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นการเข้าใจผิด
เจียงเซิงเกาศีรษะเบา ๆ “พี่สาม ข้าไม่ได้กลับไปกินอาหาร
กลางวัน ก็เพราะเลือกข้าวของจนลืมเวลาไปหน่อยเอง”
ไม่เกี่ยวอะไรกับสาวน้อยชุดเหลืองอ่อนคนนี้
ฟางเหิงรู้สึกว่าความโกรธแค้นในใจของเขาสงบลงแล้ว จึงหันไป
มองสาวน้อยชุดเหลืองอ่อนด้วยแววตาสงบนิ่งและความรู้สึกแปลก
หน้า
ส่วนสาวน้อยชุดเหลืองอ่อนคนนั้นล้มลงกับพื้นไปแล้ว ฝ่ามือทั้ง
สองข้างก็ถลอก ยามนี้นางก็กำลังมองมาด้วยดวงตาเต็มหยาดน ้า
แล้วเอ่ยว่า “พี่เหิง”
ทะเลกลายเป็นนา กาลเวลาผันผ่าน
ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว คนที่ฟางเหิงคอยปกป้องอยู่ข้างหลังก็
คือนาง แต่บัดนี้ไม่เพียงเขาเปลี่ยนไป แต่ยังผลักนางล้มลงจน
บาดเจ็บอีกด้วย
สาวน้อยชุดเหลืองอ่อนยื่นมือทั้งสองข้างที่สั่นเทาออกมา
พยายามกระตุ้นความรู้สึกเก่า ๆ ของเด็กหนุ่ม “พี่เหิง ท่านลืมแล้ว
หรือ ท่านบอกว่าจะปกป้องข้าตลอดไป ท่านเคยพูดไว้”
ฟางเหิงรู้สึกสับสนไปชั่วขณะ
สาวน้อยชุดเหลืองอ่อนดีใจมาก รีบพูดต่อว่า “ท่านเคยบอกว่าจะ
แต่งงานกับข้า และจะปกป้องข้าตลอดไป พี่เหิง อวี้เหยาต้องการท่าน
นะ”
ที่แท้นางก็คือบุตรสาวคนโตของตระกูลหวัง ลูกพี่ลูกน้องหญิง
ฝ่ายมารดาที่เติบโตมาด้วยกันของฟางเหิง หวังอวี้เหยา!