พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 153 พัวพันไม่จบสิ้น
ครั้งหนึ่งสองตระกูลมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พวกเขาก็เคยพูด
ตามประสาเด็กว่าจะแต่งงานกันเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่ง
ขึ้น
ฟางเหิงผู้ยังเยาว์แม้จะไม่เข้าใจว่าการแต่งงานคืออะไร แต่ก็ไม่
ลังเลที่จะตบอกรับรองว่า ‘ข้าจะปกป้องน้องสาวให้ดีแน่นอน’
แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องในอดีต
หลังท่านลุงของนางจากไป ตระกูลฟางตกต ่า ภาพอันงดงาม
เหล่านั้นก็เลือนหายไปดั่งภาพสะท้อนบนผิวน ้า ไม่หลงเหลืออะไรอยู่
อีก
“เจ้าต้องการข้าหรือ?” ฟางเหิงหลุบตาลง กล่าวด้วยน ้าเสียง
เรียบเฉยว่า “น้องสาวเหยาเหยา เจ้าหมั้นหมายกับฟางหยวน
ลูกพี่ลูกน้องของข้าไปแล้วนี่”
คำพูดแค่ประโยคเดียวนั้นเป็นดั่งสายฟ้าฟาด
หวังอวี้เหยาเหมือนจะนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ ดวงตาคู่งามพลันเบิก
กว้าง น ้าตาที่เอ่อคลอบางเบาแทบจะไหลพรากออกมา แต่นาง
พยายามกลั้นไว้ไม่ยอมให้มันเอ่อล้น ทำเพียงส่งเสียงสั่นเครือถาม
เขา “ดังนั้น พี่เหิงถึงได้ไม่ยอมช่วยข้าอีกแล้วหรือ?”
“ในเมื่อเจ้าหมั้นหมายกับฟางหยวนแล้ว หากมีเรื่องใดก็ควรไป
ขอความช่วยเหลือจากเขา” ฟางเหิงเงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างจริงใจ
“หากเป็นเรื่องเล็กน้อย คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหวังอย่างเจ้าคงไม่มา
ขอความช่วยเหลือจากข้า แต่หากเป็นเรื่องใหญ่ ข้าเป็นเพียงเด็ก
กำพร้าคนหนึ่งคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ ต้องขออภัยด้วย”
หวังอวี้เหยาชะงักงัน
ฟางเหิงไม่พูดอะไรกับนางอีก เขาจูงมือเจียงเซิงเดินกลับไป “ข้า
บอกให้เจ้ากลับบ้านเร็ว ๆ เจ้าก็ไม่ยอมกลับ อาหารกลางวันเย็นชืด
ไปแล้ว เดี๋ยวกินไปก็จะปวดท้องอีก”
“ไม่หรอก ๆ ท้องของข้าแข็งแรงมาก กินเศษอาหารเหลือก็ยังทำ
ได้” หญิงเด็กแลบลิ้น ไม่คิดว่าสงครามจะจบเร็วเช่นนี้
ฟางเหิงจ้องตาขึงขัง “ฟังข้าให้ดี อดีตก็คืออดีต ตอนนี้ใครจะ
ยอมให้เจ้ากินเศษอาหารเหลือกัน?”
เจียงเซิงรู้สึกหมดปัญญา ได้แต่ใช้การประจบเป็นไม้ตายสุดท้าย
“พี่สาม ข้าผิดไปแล้ว ข้าสำนึกแล้วจริง ๆ ท่านอย่าโกรธเลยนะ”
สองพี่น้องเดินไปพลางพูดคุยกระซิบกระซาบ ช่างเป็นท่าทาง
ของพี่น้องที่สนิทสนมกันดีมาก
หวังอวี้เหยามองตาม ในใจคล้ายมีบางสิ่งแสนขมขื่นงอกเงยขึ้น
มาแล้วแทงทะลุอกนางออกมา
……
หลังกลับมาถึงเรือนดอกไม้
ป้าจางกำลังอุ่นอาหารอยู่ พอเห็นพวกเขามาก็ยิ้มทักทาย “เจียง
เซิงกลับมาแล้วหรือ รีบกินข้าวเถอะ ยังร้อน ๆ อยู่นะ”
เจียงเซิงก้มหน้าเก้อเขิน
พี่สามพูดถูก ทุกคนกำลังรอนางอยู่จริง ๆ ซ ้ายังไม่ให้นางกิน
อาหารเหลืออีกแล้วด้วย
พอนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เล็ก ๆ ป้าจางก็ยกเกอตาทัง*[1]ที่ส่งกลิ่น
หอมฉุยส่งมาให้ เจียงเซิงสูดกลิ่นเข้าลึก ๆ พึมพำอย่างพึงพออก
พอใจ “ข้าพูดได้เลยว่า ต่อไปนี้เกอตาทังคืออาหารที่ข้าชอบที่สุดใน
ฤดูหนาว”
พี่ชายคนอื่น ๆ ต่างพากันหัวเราะเบา มีเพียงเจ้าสามที่ยังนิ่งเงียบ
เจียงเซิงหันไปมอง เห็นสีหน้าเหม่อลอยของเขา ก็รู้ว่าคงยัง
คิดถึงเรื่องเมื่อครู่อยู่
ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกัน จะทำเป็นไม่
ใส่ใจหรือไม่เข้าไปช่วยได้อย่างไรเล่า
เหมือนตอนเจียงเซิงที่ห้าขวบได้พบกับพี่ชายวัยเก้าขวบ แม้
ภายหลังพี่ชายคนนั้นจะทิ้งนางไป แต่ในใจของเจียงเซิง เขาก็ยังคง
เป็นความงดงามและอบอุ่นที่ไม่มีวันจางหาย
“พี่สาม หากพี่สาวคนนั้นต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ ท่าน
อาจจะลองช่วยเหลือนางดูบ้างนะ” เจียงเซิงชี้นิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “แค่
ช่วยเหลือเท่านั้น แต่อย่าทำร้ายตัวท่านเองเด็ดขาด”
ฟางเหิงพลันตื่นจากภวังค์ ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าไม่ได้คิด
จะช่วยนาง”
เจียงเซิง “…”
“ข้าไม่ได้คิดจะช่วยนาง” ฟางเหิงพูดเสียงเนิบช้า “ตอนข้ามาถึง
เขตอันสุ่ย นางก็รู้ถึงการมีตัวตนของข้าตั้งนานแล้ว แต่กลับเลือกมา
ปรากฏตัวในเวลานี้ แม้ข้าจะไม่ฉลาดเท่าพี่ใหญ่หรือเจ้าห้า แต่ก็รู้ว่า
ต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลแน่”
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ฮูหยินใหญ่หวังทำ นางจะไม่รู้เห็นด้วยเลย
หรือ?
ยามนี้นางกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเขา แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์
อะไรกันแน่?
ฟางเหิงไม่รู้ หรือพูดให้ถูกคือเขาไม่อยากรู้
เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้หดหัวอยู่ในกระดอง แต่ไม่อยากให้
ความสัมพันธ์ของลูกพี่ลูกน้องที่จางหายไปแล้ว ต้องกลายเป็น
ความแค้นและความเกลียดชังที่ลึกล ้ายิ่งกว่า
เด็กหนุ่มก้มหน้าลง ในใจมีความหวังเล็ก ๆ ว่าหวังอวี้เหยาจะไม่
โผล่หน้ามาอีก
แต่จ่างเยี่ยนกับสวี่โม่ที่ได้ยินทุกประโยค ต่างรู้ดีว่านางจะต้อง
กลับมาอีกแน่นอน
เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ใกล้ถึงช่วงข้ามปีแล้ว
ทั่วทั้งเขตอันสุ่ยตกอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข เจียง
เซิงซื้อโคมไฟสีแดงและคำมงคลคู่สีชาดมาติดประดับทั่วทั้งเรือน
ดอกไม้ด้วยความตื่นเต้น ทั้งยังซื้อเสื้อผ้าใหม่ รองเท้าใหม่ และถุงเงิน
ใบใหม่ให้พวกพี่ชายอีกด้วย
ฟางเหิงเองก็ให้วันหยุดพักกับผู้ติดตามทั้งแปดคน ปล่อยให้พวก
เขากลับบ้านไปเยี่ยมญาติ หรือเที่ยวเล่นตามใจชอบ
แม้สิ่งเหล่านี้จะต้องผ่านพบทุกปี แต่ทุกคนไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่าย
เหตุผลสำคัญคือตลอดทั้งปีนี้ผ่านไปอย่างน่าเบื่อเหลือเกิน ต้องรอ
จนถึงช่วงข้ามปีจึงจะมีเรื่องสนุกสนานให้ทำ ได้ผ่อนคลายและ
กลับมารู้สึกครึกครื้นสักครั้ง
ท่านป้าทั้งหลายในโรงผลิตก็ทยอยหยุดงาน ถือของขวัญและ
ค่าจ้างที่เตรียมไว้กลับบ้านด้วยสีหน้าชื่นมื่น
แต่ในปีนี้เจียงเซิงกลับมีความรู้สึกซับซ้อนมาก
นางทั้งดีใจที่มีอาหาร ชาสุราและเสื้อผ้ามากมาย แต่ก็กังวลด้วย
ว่าพี่รองผู้โง่เขลาจะกลับมาไม่ทันร่วมเฉลิมฉลอง ทำให้ในบ้านขาด
สมาชิกสำคัญในวันรวมญาติแบบนี้
ด้วยเหตุนี้ เด็กหญิงตัวน้อยจึงแทบจะกลายเป็นยายแก่ขี้บ่น คอย
ยืนมองออกไปนอกประตูเรือนทั้งวันทั้งคืน “พี่รองท่านรีบกลับมาเถอะ
ท่านรีบกลับมาได้แล้ว รีบกลับมาเร็ว ๆ เข้า”
สวี่โม่เดินผ่านมาจึงอดขำไม่ได้ “เจ้ากำลังสวดคาถาอะไรหรือ?”
“ข้าเรียกมันว่าการรอคอยอย่างกระตือรือร้น” เจียงเซิงเริ่มพูดจา
สละสลวย “ในหนังสือเคยกล่าวว่า หากจิตใจตั้งมั่นย่อมเกิดความ
ศักดิ์สิทธิ์ ข้าเอ่ยท่องมันด้วยใจจริงเช่นนี้ สวรรค์ต้องรับรู้และส่งสุนัข
ป่าไปไล่กัดพี่รองจนเขากลับมาแน่”
สวี่โม่ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ
พอถึงเวลาอาหารกลางวัน บนท้องถนนก็มีแต่ผู้คนที่ผ่านไปมา
ด้วยความสุขสันต์ แต่ไม่เห็นเงาของพี่ชายคนรองผู้โง่เขลาเลย
เจียงเซิงจึงต้องกลับเข้าไปอย่างผิดหวังและกำลังจะกินข้าว
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามา
นางตกใจคิดว่าเป็นหวังอวี้เหยาที่กลับมาอีก แต่พอมองดูดี ๆ
กลับพบว่าเป็นหญิงสาวแปลกหน้า
หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้บุกเข้าไปในเรือนดอกไม้และไม่ได้ลงมือทำ
ร้ายผู้ใด แต่กลับทรุดตัวลงคุกเข่าหน้าประตู พลางก้มศีรษะกราบ
กรานอย่างบ้าคลั่ง “คุณชายฟาง! ข้าขอให้ท่านไปพบกับคุณหนูของ
ข้าด้วย คุณหนูของข้าไม่ได้มาเพื่อทำร้ายพวกท่าน แต่ตระกูลฟาง
ต่างหากที่จะมาทำร้ายคุณชาย คุณหนูข้ามาเพื่อแจ้งข่าว แต่พวก
ท่านไม่ยอมให้คุณหนูได้พูดแม้แต่คำเดียว คุณหนูกลับไปก็เอาแต่
ร้องไห้ ข้าขอร้องละเจ้าค่ะ ได้โปรดให้คุณหนูได้พบคุณชายฟางด้วย
เถอะ”
คำพูดนี้มีเนื้อหาสำคัญมากมายจนทำให้สมองน้อย ๆ ของเจียง
เซิงถึงกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ
โชคดีที่สวี่โม่กำลังอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกล พอได้ยินเสียงจึงรีบ
เดินเข้ามาปกป้องน้องสาวไว้ เขาขมวดคิ้วแล้วตะโกนเสียงดัง “เจ้า
สาม! มาจัดการเรื่องนี้ที”
แม้ทุกคนจะรู้ว่าหากอีกฝ่ายไม่มีจุดประสงค์คงไม่ลลำบากมาถึง
ที่นี่ แต่การปล่อยให้คนของหวังอวี้เหยารบกวนเรือนดอกไม้เช่นนี้
ต่อไปก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน
ซ ้าดูเหมือนนางจะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายด้วย หาก
เจียงเซิงตกใจขึ้นมาจะทำอย่างไร
ไม่นานฟางเหิงก็พาจ่างเยี่ยนและเวินจืออวิ่นออกมา
เมื่อเห็นสาวใช้กำลังคุกเข่าขอร้องไม่หยุด พี่น้องชายทั้งหลายก็
ต่างเผยสีหน้าเย็นชา
“พี่สามรังแกคนเกินไปแล้ว อีกฝ่ายถึงขั้นนี้บอกว่าเป็นห่วงท่าน
คงไม่ได้คิดว่าพวกข้าเป็นคนโง่กระมัง” จ่างเยี่ยนเม้มริมฝีปากพูด
“หากพี่สามจะเป็นคนจัดการก็ลงมือเถอะ แต่หากท่านไม่จัดการ
น้องชายคนนี้ก็คงต้องล่วงเกินแล้ว”
กระทั่งเวินจืออวิ่นที่ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวาย ยังล้วง
ห่อกระดาษออกมาจากแขนเสื้อพลางกล่าว “พี่สามต้องการความ
ช่วยเหลือหรือไม่”
ฟางเหิงหัวเราะขมขื่น รู้ว่าเรื่องคราวนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว
เขาพยักหน้าให้น้องชายทั้งสอง ก่อนก้าวเท้าไปหยุดตรงหน้า
สาวใช้คนนั้น บอกเสียงต ่าว่า “เจ้าเลิกคุกเข่าเถอะ หากหวังอวี้เหยา
ต้องการให้ข้าช่วยอะไร ข้าก็จะไป”
[1] เกอตาทัง เป็นอาหารปะรเภทซุปที่ใส่แป้งสาลีปั้นเป็นก้อนเล็ก
ๆ หรือเส้นสั้น ๆ คล้ายกับเส้นลอดช่อง ใส่ในน ้าซุปมะเขือเทศหรือน ้า
ซุปใส